สองพี่น้องนักสืบกำลังคร่ำเคร่งกับการเขียนผังติดบนกระดานชั่วคราวพวกเขาตัดสินใจว่าต่อไปจะยึดห้องเล็กนี้เป็นที่กบดานวางแผนงานสืบคดีของตนทั้งสองจึงได้นำกระดานการเขียนคดีที่น่าสนใจเอาไว้
“เจ้าว่าคดีใดจะปิดง่ายที่สุด?”นักสืบไป๋ที่กางสมุดบันทึกคดีที่มีเงินค่าตามสืบพิเศษให้ออกมามือปราบในเมืองหลวงล้วนหาเงินเพิ่มจากสมุดบันทึกนี้ซึ่งตุลาการแต่ละคนจะมีประจำตัวสำหรับตุลาการเหลียงที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่นาน ได้รับผิดชอบคดียังไม่มากจึงมีคดีพิเศษพวกนี้แค่ไม่กี่คดี
“ยังคิดจะเลือกอีกหรือทั้งสมุดของพี่เจาหลินมีแค่สองคดีเองนะ?”เหลียงเจินซินแทบจะหน้าคว่ำเมื่อเห็นพี่ชายทำตัวงี่เง่าเปิดสมุดกลับไปกลับมา
“แต่คดีที่ท่านอ๋องใหญ่มอบหมายให้พวกเราทำต้องสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง”
“ใช่ๆว่าแต่วันนี้เราจะออกไปสืบเรื่องที่จวนตระกูลสือกันมิใช่หรือ?”
“ข้าคิดจะลอบเข้าไปในคืนนี้”
“ก็ดี....เพราะจากปากคำของเสี่ยวเอ้อในคืนนั้นเวลาที่คุณชายสือออกจากโรงเตี๊ยมเหวินหน่วนก็มีพิรุธอยู่ไม่น้อย”
“คุณชายถานก็เช่นกันเห็นทีข้าคงต้องเข้าไปทั้งจวนตระกูลสือและคฤหาสน์ตระกูลถาน”
ทั้งสองพยักเพยิดให้กันแล้วออกจากห้องไปท่านอ๋องใหญ่ที่ก้าวเท้าเข้ามาช้าไปเล็กน้อยมองกระดานที่มีการเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยในคดีด้วยความสนใจตุลาการเหลียงยืนอยู่เยื้องไปเบื้องหลังรีบกราบทูล
“พวกเขามาขอห้องเล็กจากกระหม่อมเพราะจะได้ทำเป็นห้องวางแผนคดี พะยะค่ะ”
ท่านอ๋องใหญ่ยิ้มน้อยๆ“หากพวกเขารับผิดชอบงานดีถึงเพียงนี้เรือนตุลาการของเปิ่นหวางกว้างขวางมีห้องใหญ่เหลืออยู่ห้องหนึ่งประเดี๋ยวจะจัดไว้ให้พวกเขาโดยเฉพาะ อีกทั้งยังสามารถกินอยู่หลับนอนที่นั่นได้พวกเขากลับมาแล้วเจ้าก็ช่วยบอกเขาด้วยก็แล้วกัน”
ตุลาการเหลียงหน้าเจื่อนดูท่าท่านอ๋องใหญ่คงจะไม่ปล่อยซินเอ๋อร์ไปจริงๆ ถึงกับมาตามกลับวังหลวงแต่พอเห็นว่านางทำงานคร่ำเคร่งก็ยังคิดจะเก็บไปไว้ที่เรือนตุลาการส่วนตัวเสียอีก
“พะยะค่ะ”
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะให้องครักษ์หร่วนนำคนมาย้ายข้าวของให้พวกเขาเดี๋ยวนี้”
“เอ่อ...ก็มีแค่กระดานกับสมุดไม่กี่เล่มเองพะยะค่ะ”
“อืม....นั่นล่ะ” ท่านอ๋องใหญ่หันไปทางองครักษ์หร่วน“เจ้าไปจัดห้องใหญ่ข้างห้องทำงานข้าไว้ให้พวกเขาทำงานที เอาของพวกนี้ไปให้หมด”
หร่วนเจ๋อเล่ยทำตาปริบๆที่เห็นท่านอ๋องจะเอานางไปไว้ใกล้ตัวอีกแล้ว เห็นทีเขากับองครักษ์ซ่งคงต้องระมัดระวังท่าทีที่มีต่อนางไว้ให้มากท่านอ๋องใหญ่กำลังทำตัวเป็นหมาป่าจับแมวน้อยชัดๆ “พะยะค่ะ”
องค์ชายเสวี่ยหลงรีบกลับมายังเรือนตุลาการของตนซึ่งหลังอยู่หลังสำนักตุลาการสั่งให้สาวใช้หลายคนเข้ามาปัดกวาดเช็ดถูเรือนทุกห้องให้สะอาดเอี่ยม ข้างห้องทำงานของพระองค์มีห้องบรรทมในวันที่ทรงงานคร่ำเคร่งก็อาจจะพักค้างคืนที่นี่โดยมิได้กลับวังหลวงท่านอ๋องทรงไปดูห้องใหญ่ที่อยู่ติดกับห้องทำงานของพระองค์แต่เดิมเอาไว้เก็บเอกสารที่ยังมิได้ตรวจสอบบัดนี้ได้ถูกลำเลียงไว้จัดไว้ในห้องเล็กอีกห้อง ส่วนห้องใหญ่นั้น ได้จัดเป็นห้องทำงานสำหรับมือปราบไป๋และนักสืบซินท่านอ๋องทรงสั่งให้ช่างมารื้อผนังส่วนหนึ่งออกทำประตูต่อไปยังห้องเล็กอีกห้องและจัดเป็นห้องนอนและมีห้องอาบน้ำอยู่ด้วย
“มิได้มีสองเตียงหรือพะยะค่ะ”
“ห้องพักนี้เป็นของนักสืบซินส่วนมือปราบไป๋ให้ไปพักห้องข้างหลังกับพวกเขา ที่นอนยังว่างหลายที่มิใช่หรือ?”
“...........”องครักษ์ซ่งกระพริบตาถี่ เขาลืมไปเลยว่าแท้จริงนักสืบซินก็คือ ซินเอ๋อร์ซึ่งเป็นสตรีเช่นนั้นก็มิอาจพักรวมกับผู้ใดได้แม้ว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของนางเองจะว่าให้ถูกแล้วซ่งจิงเทียนเริ่มได้กลิ่นไหน้ำส้มแตก*อยู่ไม่ไกลแล้ว
ห้องนอนขององครักษ์ด้านหลังเรือนตุลาการของท่านอ๋องเป็นโรงนอนรวม มิจำเป็นต้องนอนเบียดกันแต่อย่างใดแค่เพียงเพิ่มฟูก หมอน ผ้าห่มก็นอนบนเตียงที่ยกพื้นยาวได้แล้ว
“พะยะค่ะหม่อมฉันจะจัดการให้เรียบร้อย”
ท่านอ๋องใหญ่เข้าไปในห้องทำงานของตนแล้วเรียกแมวดำบนขื่อให้ลงมารับบัญชา“เจ้าไปตามดูสิว่า ซินเอ๋อร์ไปที่ใด? ตามดูนางจนกว่านางจะกลับมา”
องครักษ์เงารับคำสั่งแล้ววูบหายออกไปทางหน้าต่างจะว่าไปต้องขอบคุณน้องเขยผู้เป็นจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นหมิงอักโขนับตั้งแต่จวิ้นอ๋องมอบองครักษ์เงาให้คอยดูแลเขา ท่านอ๋องใหญ่ก็รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นบางครั้งก็สามารถใช้งานในการสืบข่าวได้แต่เพราะต้องระมัดระวังพระองค์เองมากจึงไม่อาจปล่อยองครักษ์เงาออกไปได้นานตัวจวิ้นอ๋องเองก็ได้แบ่งองครักษ์เงาไว้คอยดูแลพระโอรสฝาแฝดที่วังหลวงอีกด้วยดังนั้นจึงเหลือแมวดำไว้ดูแลความปลอดภัยตนเองลดลง
ชายหนุ่มนั่งลงตรวจฎีกาต่อด้วยใจสงบจนถึงเที่ยงองครักษ์ซ่งจึงเข้ามากราบทูลให้ไปเสวยพระกระยาหาร ท่านอ๋องชะเง้อคอมองไปทางเรือนด้านหน้าหลายครั้งจน ซ่งจิงเทียนทนไม่ไหว
“นักสืบทั้งสองยังไม่มาพะยะค่ะ”
ท่านอ๋องใหญ่ปรายตามององครักษ์คู่ใจที่ดูจะรู้ใจตนมากจนเกินไป“อืม...ข้าส่งแมวดำไปตามดูแล้วว่าพวกเขาไปสืบคดีถึงไหนกัน?”
“คืนนี้ท่านอ๋องจะค้างที่นี่หรือพะยะค่ะ”
“งานข้าเยอะนักหลายวันนี้คงมิได้เข้าวังหลวงเจ้าสั่งคนไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้มาไว้ให้ข้าได้เลย”
“อ้อ...แล้วเรื่องที่ให้นำสาวใช้กับบ่าวชายจากเป่าจูมาไว้ช่วยงานล่ะเจ้าให้คนไปรับพวกเขามาหรือยัง?”
“บ่ายนี้ก็มาถึงแล้วพะยะค่ะ”
“ดีสาวใช้ที่ทำงานในกรมตุลาการงานหนักมากแล้ว ข้าไม่อยากให้พวกเขามารอรับใช้แต่ข้า เรือนเหวินเต๋อก็ไม่มีงานมากนักเอาพวกเขาตามมารับใช้ข้าที่นี่ยังเป็นประโยชน์เสียกว่า”
หมิ่นซูปี้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนักนี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เห็นเมืองหลวงในคราวที่เข้าคฤหาสน์เหวินเต๋อนางก็แสนจะดีใจที่ได้ทำงานอยู่ในบ้านเรือนหลังใหญ่ครั้นองครักษ์สองคนกลับจากวังหลวงไปคัดเลือกสาวใช้นางจึงรีบเสนอหน้าจนได้รับคัดเลือกพ่อบ้านเล่านางฟังว่าเมืองหลวงนั้นกว้างใหญ่กว่าเมืองเป่าจูนับสิบเท่า ผู้คนมากมายร้านรวงเหลือคณานับ ท่านอ๋องใหญ่ทำงานอยู่กรมตุลาการนางต้องซักไซ้พ่อบ้านอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่ากรมตุลาการคือสถานที่เช่นใด?พ่อบ้านกำชับให้นางรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพราะที่กรมตุลาการนี้ล้วนเป็นผู้ทำงานรักษากฎหมายบ้านเมืองนางจะทำตัวเหลวไหลมิได้หมิ่นซูปี้ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับช่วงเดินทางนางจึงสัปหงกอยู่ในรถม้าจนมิได้มองทิวทัศน์สองข้างทางเหมือนสาวใช้และบ่าวชายอีกสามคน
บ่ายคล้อยพวกเขาทั้งสี่ก็เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงสาวใช้อีกคนสะกิดให้ หมิ่นซูปี้ตื่นเมื่อกำลังจะเข้าสู่ประตูเมืองหลวง
“ว้าว!นี่เหรอประตูเมืองหลวง ช่างใหญ่โตเสียจริง เจ้าดูสิใหญ่กว่าประตูเมืองเป่าจูมาก”
“ใช่ๆเจ้าดูรถม้าต่อแถวกันยาวเหยียด คนคึกคักกว่าตลาดเมืองเป่าจูเสียอีก”
คนรับใช้ทั้งสี่ล้วนมิเคยมาเมืองหลวงพวกเขาจึงชี้ชวนกันดูด้านซ้ายและด้านขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจยิ่งรถม้าวิ่งเข้าสู่หนึ่งในสี่ถนนหลายหลักในเมืองหลวงภาพร้านค้าและผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ทำให้พวกเขายิ่งยิ้มกว้างแทบหุบไม่ได้
“ที่นี่สวยงามเสียจริงข้าตายไปก็ไม่เสียชาติเกิดแล้วที่ได้เห็นเมืองหลวง”หมิ่นซูปี้ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
*********************
----------------------------------------
*คำว่าน้ำส้มสายชูเป็นการเปรียบเปรยถึงความหึงหวง
