บทที่7 ตอนที่41 : พรสวรรค์ และ พรแสวง
กลับมา ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน.. ทุกคนที่กำลังนั่งฟังอยู่อย่างใจจดใจจ่อต่างก็พากันอ้าปากค้างหลังจากได้ยินเรื่องราวของชายผู้เป็นอดีตเสนาธิการขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต “ที่จริงแล้วระดับพลังของฉันมันก็ไม่ได้เก่งอะไรมากนักหรอก ที่ได้เป็นแรงค์เอก็เพราะว่าพลังเขี้ยวของไอ้ดันทัวร์มันดันถูกจริตกับร่างกายฉันหรือยังไงก็ไม่รู้ หลังจากที่มันฝังเขี้ยวลงบนคอฉัน ฉันก็รับรู้ได้ถึงพลังจำนวนมากมายมหาศาลที่พุ่งพล่านเข้ามาในตัว แต่กว่าจะได้รับพลังนั้นมาก็เจ็บปวดเจียนตายอยู่เหมือนกัน” เขาเล่าต่อ จวบจนเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนกำลังเปิดใจทำความรู้จักกัน โจเซฟก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังขาดหายไป.. ซึ่งก็คืออลันผู้เป็นน้องชายของเขานั่นเอง หนุ่มผมเดรดล็อคจึงตัดสินใจขอตัวออกจากวงสนทนาก่อนจะออกตามหาเจ้าหนุ่มฟันกระต่ายทันที โจเซฟเดินสำรวจไปทั่วในบริเวณนั้นจนในที่สุดเขาก็พบเข้ากับอลันจนได้.. โดยเดอะเลกออฟมิราเคิลผู้น้องนั้นกำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่คนเดียว และดูท่าทางเหมือนจะกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ตึงเครียดอยู่ในหัว “ไงไอน้อง เป็นอะไรไปทำไมมานั่งอยู่คนเดียวล่ะ? กำลังซ้อมบทเป็นพระเอกหนังเศร้าอยู่หรือไง?” พี่ชายเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกวนประสาทอันเป็นการทักกันแบบปกติตามประสาพี่น้อง “เพราะแกนั่นแหละไอ้พี่บ้า! แกมันขี้โกง ฝึกก็ไม่ได้ฝึก แล้วแกไปเอาพลังมากมายนั้นมาจากไหนห้ะ?” อลันมองค้อนไปยังพี่ชายก่อนพูดด้วยน้ำเสียงดูจริงจัง ซึ่งมันผิดไปจากนิสัยปกติของเขาเป็นอย่างมาก เมื่อโจเซฟเห็นดังนั้น เขาจึงได้เปลี่ยนวิธีการพูดในทันที “เฮ้ย ๆ .. ใจเย็น ๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ก็ตอนที่ฉันอยู่ในห้องฝึกคนเดียวหลังจากที่โดนไล่ออกน่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกเบื่อ ๆ แล้วพอไม่มีอะไรทำก็เลยลองฝึกพลังดู โดยทำตามที่เคยเห็นแล้วก็จำมาในตอนที่มิทาจิสอนพวกนายก็แค่นั้นเอง” เขาอธิบายอย่างใจเย็น “แล้วทำไมนายที่ฝึกแค่ไม่กี่วันดันมีพลังเท่า ๆ กับฉันที่ฝึกมาแทบเป็นแทบตายด้วยล่ะ ไม่ยุติธรรมเลย!” อลันลุกขึ้นยืนพลันพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความไม่สบอารมณ์ “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ งั้นเอาอย่างนี้.. ถ้าแกอยากรู้ ฉันว่าฉันพอจะมีวิธี ตามมาสิ” ซีเชโญ่ผู้พี่พูดพลางเดินนำไปยังที่ที่หนึ่ง ซึ่งทางด้านอลันเองก็ได้เดินตามไปอย่างไม่อิดออด “ความคิดดีหนิ” เมื่อชายหัวเห็ดได้เห็นสถานที่ที่พี่ชายของเขาพามาก็ถึงกับเอ่ยปากขึ้น.. โดยด้านหน้าของทั้งสองนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่นั่นเอง แต่เมื่อสังเกตดี ๆ เขาก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ข้าง ๆ ที่ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยนั่งอยู่ “เฮ้! นายไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ?” โจเซฟตะโกนทักเงาปริศนานั้นไป ซึ่งด้วยเสียงที่ดังขึ้นนั้น จึงทำให้เอ็ดเวิร์ดรู้สึกตัวและเหลือบไปมองที่สองพี่น้องก่อนจะหันหน้าไปตามทางที่เสียงของโจเซฟส่งไปถึง “มะ..ไม่มีอะไร!” ฟาคาราดีนผู้เป็นเจ้าของเงาดำนั้นเผยตัวออกมาอย่างลนลานก่อนจะเดินหนีไปอย่างมีพิรุธ ซึ่งทั้งโจเซฟและอลันก็ได้มองตามไปอย่างฉงน แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่นัก.. เพราะจุดประสงค์ที่มา ณ สถานที่แห่งนี้นั้นไม่ใช่เพราะเจ้าหนุ่มเครางามผู้มีท่าทางแปลก ๆ คนนั้น “ขอโทษที่มารบกวนครับคุณเวิร์ด คือพวกผมมีเรื่องอยากจะถามน่ะครับ” อลันเอ่ยเข้าประเด็น ซึ่งทางเอ็ดเวิร์ด สปีชเอง เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ต้องการขอความช่วยเหลือ เขาก็ผายมือเรียกให้มานั่งใกล้ ๆ ด้วยสีหน้าแววตาที่แสนอบอุ่น แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะเคยชกเขาอย่างจังและไม่ได้อยู่ในสภาพนักศึกษาอีกต่อไปแล้ว ผู้อาวุโสส่งสายตาราวกับให้ทั้งคู่บอกสิ่งที่กำลังคับข้องใจออกมา จากนั้นทั้งสองพี่น้องจึงเริ่มอธิบายสิ่งที่พวกเขาสงสัยทันที.. เมื่อได้ยินที่เด็กหนุ่มทั้งสองเล่าจนจบ ตาของเดอะคอนโทรเลอร์ก็ถึงกับเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะคว้ากระดาษเปล่ามาเขียนเพื่อตอบคำถามคลายสงสัยและยื่นส่งให้ทั้งคู่อ่าน โดยในกระดาษเฉลยแผ่นนั้นมีความว่า “เหตุผลที่โจเซฟสามารถฝึกพลังได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้นแม้จะไม่ได้รับการฝึกแบบจริง ๆ จัง ๆ นั่นก็เพราะว่าเขาคือคนที่มีพรสวรรค์.. ซึ่งนับว่าหาได้ยากมาก ๆ ” และที่คุณเวิร์ดผิดคาดมากก็เพราะเมื่อตอนแรกเขาคิดว่าเกษมเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ แต่หนุ่มแว่นนั้นก็ยังคงมีข้อกังขาอยู่เพราะเขาสามารถเรียนรู้สิ่งหนึ่งได้อย่างรวดเร็วก็จริง แต่อีกสิ่งหนึ่งกลับเรียนรู้ได้เท่ากับออแกเนียนธรรมดาทั่วไปแถมค่อนไปทางช้าสะด้วยซ้ำ ซึ่งคุณลักษณะมันผิดแปลกจากคนที่มีพรสวรรค์ และเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นคำถามที่รอให้เขาค้นหาคำตอบอยู่ และหลังจากที่สองพี่น้องได้อ่านข้อความนั้นพร้อมกันจนจบแล้ว.. สีหน้าแววตาของทั้งคู่กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยใบหน้าของโจเซฟนั้นออกไปทางเรียบเฉยโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่ แต่ฝั่งที่รู้สึกกลับกลายเป็นทางฝั่งของอลัน “น่าอิจฉาแกจังนะ..” ชายหัวเห็ดที่ใบหน้าดูบึ้งตึงพูดพลางลุกขึ้นยืนและหันหลังออกจากวงสนทนา เขาดูพยายามอย่างมากในการควบคุมอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ในตัว.. อลันเงียบชะงักไปชั่วขณะ และดูเหมือนว่าเขาจะทำมันไม่สำเร็จ ชายผู้ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาได้หันกลับมาตะโกนระบายความอัดอั้นใส่สองคนที่อยู่เบื้องหน้า! “ทำไม!? ทำไมพระเจ้าถึงมอบพรสวรรค์นั้นให้แก มันไม่ยุติธรรมเลย!!” ทางด้านเอ็ดเวิร์ดเมื่อเห็นท่าไม่ดี เขาจึงรีบยืนขึ้นและทำท่าโบกมือคว่ำลงอย่างช้า ๆ อันเป็นสัญลักษณ์สื่อให้อลันใจเย็นลง ก่อนจะยื่นกระดาษให้ไปอีกหนึ่งใบ “ก่อนอื่นเลยคุณต้องใจเย็นลงก่อน ตั้งสติรวบรวมสมาธิอย่างที่ผมได้เคยให้คุณฝึกปฏิบัติ” และหลังจากที่อ่านใจความแรกในกระดาษจบ อลันก็ลำลึกได้ถึงสิ่งที่เขาเคยฝึกฝนและเรียนรู้มา อารมณ์ของชายหัวเห็ดจึงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเขาก็ได้อ่านข้อความในกระดาษต่อไป.. “และที่อยากจะบอกคุณอีกสองเรื่องก็คือ หนึ่ง. ถ้าจะเทียบระหว่างพรสวรรค์และพรแสวงแล้วล่ะก็ ถึงพรสวรรค์นั้นจะทำให้เรียนรู้ได้รวดเร็วก็จริง แต่พรแสวงนั้นจำเป็นกว่ามากในการทะลุขีดจำกัด อย่าลืมว่าอินฟินิตี้ฟอร์สเป็นพลังที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด เพราะฉะนั้นการแสวงหาหนทางที่จะดึงมันออกมาใช้งานนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก และผมเองก็สัมผัสได้ว่าในตัวของคุณมีพรแสวงอยู่เต็มเปี่ยมเหนือกว่าทุกคนในที่นี้ หรืออาจเรียกได้ว่าพรสวรรค์ของคุณคือการมีพรแสวงติดตัวมาก็ได้ และสุดท้ายจงจำไว้ว่าพรสวรรค์คือสิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ได้อย่างแน่ชัด แต่พรแสวงนั้นเป็นรูปธรรมสามารถทำให้ปรากฏเห็นได้ โจเซฟโชคดีที่มีพรสวรรค์ก็จริง แต่คุณเองก็โชคดีที่มีพรแสวงและวินัยในการฝึกฝนเช่นกัน” เมื่ออ่านจบอลันก็ได้ครุ่นคิดพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพับกระดาษนั้นให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ “ผมขอเก็บมันไว้เป็นสิ่งเตือนใจได้ไหมครับ” ชายหัวเห็ดเอ่ยถามเสียงเรียบ และทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ผู้เป็นอาจารย์ก็พลันพยักหน้าตอบรับด้วยความเต็มใจ “ขอบคุณครับ งั้นก็ไม่รบกวนแล้วล่ะครับ สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-บราซิลทั้งสองคนโค้งไหว้อย่างสวยงาม ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณนั้นเพื่อให้คุณเวิร์ดได้พักผ่อน ซึ่งระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินอยู่นั้น โจเซฟก็ได้เริ่มบทสนทนาขึ้น “ที่พ่อบอกว่าให้มาเรียนที่นี่เพื่อค้นหาตัวเองก็คงจะเป็นอย่างนี้เองสินะ..” ชายเจ้าของผมทรงเดรดล็อคเกริ่น “หมายความว่ายังไง? ฉันยังไม่เห็นเข้าใจ” อลันหันไปถามพี่ชายของเขาด้วยความฉงน “ตอนนี้ถ้าให้นายเลือกระหว่างพาทีมฟุตบอลในดวงใจคว้าแชมป์กับการได้เป็นออแกเนียนที่แข็งแกร่ง นายจะเลือกอะไรล่ะ?” โจเซฟตอบกลับด้วยคำถามซึ่งทำให้อลันถึงกับสะอึกและต้องหยุดเดินในทันที.. ชายหัวเหตุครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตอบออกมาเสียงหนักแน่น “ฉัน.. ต้องการเป็นออแกเนียนที่แข็งแกร่ง!” และเมื่อได้ยินคำตอบดังนั้น.. โจเซฟก็หัวเราะหึออกมาราวกับเขาเดาใจของอลันออกตั้งแต่แรก “ด้วยความสัตย์จริงนะ.. ตอนนี้ฉันยังเลือกการชูถ้วยแชมป์กับสโมรสรฟุตบอลที่ฉันรักว่ะ..” เขาตอบ ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่สักพัก.. ก่อนที่จะหลุดขำก๊ากกันออกมาทั้งคู่ “งั้นก็เอาพรสวรค์ที่แกมีมาให้ฉันสิ ไอ้พี่เวรเอ๊ยย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” อลันกระโจนเข้ายีหัวพี่ชายผู้มีผมทรงเดรดล็อคด้วยความหมั่นไส้ “อย่าหวังไปเลยไอ้หนู ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ” โจเซฟยีหัวกลับจนผมทรงหัวเห็ดของน้องชายกระเจิงไม่เป็นทรง ทั้งคู่ซัดกันนัวพลางพูดโต้ตอบกันไปมาอย่างวุ่นวาย จนกระทั่งมีคำถามหนึ่งดังขึ้นมาจากอลันที่กำลังอยู่ในสภาพโดนแขนของโจเซฟล็อคคออยู่ “เออนี่.. สเกลพลังของแกนี่มันขนาดไหนกัน?” ชายหัวเห็ดเอ่ยถาม “อะฮ้าววว.. อยากรู้ก็ได้สิไอ้น้องรัก!!” โจเซฟปล่อยแขนออกจากคอของอลัน ก่อนจะแผ่ออแกเนียนออร่าออกมาแสดงให้น้องของเขาเห็น อินฟินิตี้ฟอร์สจำนวนมากที่ถูกดึงออกมาจากขาของเขาตลบฟุ้งอบอวนอยู่ในบริเวณก่อนจะแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และด้วยออร่านั้นเองทำให้อลันที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นด้วยความหวั่นเกรง “สะ..สุดยอด.. ทำเอาฉันไม่กล้าสู้กับนายเลยนะเนี่ย” “ไหนฉันขอดูออแกเนียนออร่าของนายบ้างสิว่าจะสักแค่ไหน” โจเซฟท้าทาย “ของพรรค์นั้นฉันทำไม่เป็นหรอก.. ฉันว่ามันไร้สาระน่ะ เอาเวลาไปฝึกอย่างอื่นดีกว่า” ชีเชโญ่คนน้องพูดพลางสะบัดหน้าหนี และเมื่อเห็นดังนั้นโจเซฟจึงนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง “อ๋อ.. ฉันจำได้แล้ว ในวันนั้นที่มิทาจิสอนวิธีการแผ่ออแกเนียนออร่าแกก็บ่นประโยคนี้ แล้วก็หนีกลับห้องไปฝึกตามโปรแกรมของแกเลย ส่วนฉันก็นั่งดูซีรินญ่าฝึกอยู่ก็เลยจำวิธีแผ่ได้.. ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” “นี่! แต่ถ้าแกไม่ลองแผ่ออแกเนียนออร่าแกจะรู้ได้ยังไงว่าพลังของแกมีแค่ไหน ดีไม่ดีอาจจะมากกว่าฉันก็ได้นะ” หนุ่มเดรดล็อคโปรยคำอ่อยใส่อลัน ซึ่งมันก็ได้ผล “แล้ว.. มันทำยังไงล่ะ?” ชายหัวเห็ดปั้นหน้านิ่ง แสร้งทำเป็นแสดงออกว่าไม่ค่อยสนใจ แต่ภายในใจนั้นอยากรู้จนใจจะขาด “เอาล่ะ ฉันจะอธิบายเท่าที่ฉันจำได้แล้วกันนะ.. ที่ออแกเนียนออร่าสามารถใช้เป็นตัววัดความแข็งแกร่งของเหล่าออแกเนียนได้ก็เพราะว่า การที่จะแผ่ออร่าออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้นั้น จะต้องผสมผสานทั้งพลังและสมาธิเข้าด้วยกัน เพราะถ้ามีเพียงแค่พลังอย่างเดียวเราจะสามารถดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาเป็นออร่าได้ก็จริง แต่มันจะเป็นออร่าที่ฟุ้งกระจายไม่สามารถควบคุมให้ไปถึงผู้รับได้ หรือถ้ามีเพียงแค่สมาธิอย่างเดียวอินฟินิตี้ฟอร์สที่ถูกดึงออกมาได้อย่างน้อยนิดก็จะมีปริมาณไม่มากพอที่จะแผ่ไปถึงผู้รับ” โจเซฟหลับตานึกก่อนจะท่องประโยคที่มิทาจิอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังในวันนั้น “ส่วนขั้นตอนนั้นก็เหมือนกับการใช้พลังเลย ดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาตามปกติ แต่คราวนี้ไม่ต้องให้มันรวมอยู่แค่ที่อวัยวะพิเศษเพียงที่เดียว พยายามให้มันกระจายออกไปจนทั่วร่างกายจนล้นออกมาถึงภายนอก แล้วพอคิดว่าถึงจุดที่พีคที่สุดของอินฟินิตี้ฟอร์สที่เราสามารถดึงออกมาได้แล้ว ก็ให้ใช้สมาธิควบคุมและกระจายออร่าที่เอ่ออยู่รอบตัวนั้นให้ออกไปในทิศทางที่เราต้องการ” เขาอธิบายต่อไปในขณะที่อลันก็เริ่มทำตามขั้นตอน.. ซึ่งในขณะที่ชายหนุ่มกำลังมีสมาธิกับการฝึกแผ่ออแกเนียนออร่าอยู่นั้น เขาก็ได้ถามคำถามที่น่าสนใจขึ้น.. “ไอ้การแผ่นี่มันฝึกครั้งเดียวแล้วจะทำได้เลยเหรอ?” “ถ้าเป็นคนที่มีพื้นฐานการใช้พลังอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ทำได้ในการฝึกครั้งแรกทั้งนั้นแหละ” โจเซฟคลายความสงสัยให้น้องชาย และในตอนนั้นเองมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เป็นเพื่อน ๆ เกือบทุกคนรวมถึงคุณเวิร์ดเดินมามุงดูในจุดที่สองพี่น้องอยู่ อันเนื่องมาจากพวกเขาสัมผัสได้ถึงการแผ่ออแกเนียนออร่าของโจเซฟ จึงทำให้ทุกคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น “แหะ ๆ ไม่มีอะไร ๆ ฉันแค่สอนน้องชายแผ่ออแกเนียนออร่าน่ะ ขอโทษนะที่ทำให้ทุกคนตกใจ” หนุ่มผู้มีทรงผมเดรดล็อคสุดเท่เกาหัวพลางหัวเราะแห้ง ๆ จึงทำให้ทุกคนคลายความกังวลลงก่อนจะหลุดยิ้มออกมา แต่แค่เพียงชั่วครู่หลังจากนั้น.. เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีชที่สามก็ได้เห็นสิ่งที่ผิดปรกติไปจากการแผ่ออแกเนียนออร่าของอลัน.. “ฉะ.. ฉันกระจายมันออกไปตรงส่วนอื่นไม่ได้..” ชายหัวเห็ดพูดด้วยเสียงสั่นเทาเหมือนเขากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง “สู้ ๆ นะไอ้น้อง ใช้พรแสวงเข้าช่วยหน่อย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ” โจเซฟที่กำลังหันหน้าไปทางเพื่อน ๆ ยังคงพูดติดตลก แต่ทว่าสีหน้าท่าทางของเพื่อน ๆ เริ่มเปลี่ยนไป รอยยิ้มเริ่มเหือดหายและกลับกลายเป็นการขมวดคิ้วพลางอ้าปากออกเหมือนกำลังพินิจอะไรบางอย่างในตัวอลัน จนทำให้หนุ่มเดรดล็อคต้องหันกลับไปมองอาการน้องชายของเขา ที่สิ่งเขาเห็นก็คือ ร่างกายของอลันสั่นระริก กล้ามเนื้อเกร็งไปทั้งตัว ปากเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางแต่พูดไม่ออก ตาเริ่มเหลือกขึ้นจนแทบจะเหลือแต่ตาขาว อาการดูไม่ดีอย่างยิ่ง มันดูหลอน ๆ ถ้ามองผ่าน ๆ ก็เหมือนกับคนถูกผีเข้าไม่มีผิด “นี่แกเป็นอะไรไป!?” โจเซฟตะโกนถาม แต่อลันที่ดูทรงแล้วไม่สามารถเจรจาโต้ตอบได้อย่างแน่นอน เปรี้ยง!! เขาหวดขาฟาดไปยังโจเซฟที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งแม้ว่าโจเซฟจะยกขาขึ้นมาป้องกันได้ทันแล้วก็ตาม แต่เหมือนกับว่าพละกำลังของอลันนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล จนทำให้ร่างของโจเซฟนั้นลอยกระเด็นไปอัดกระแทกเข้ากับต้นไม้อย่างจัง! “อลัน!!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังพลันทำให้ร่างของชายหนุ่มที่คลุ้มคลั่งอยู่วูบหลับลงในทันที และเมื่อทุกคนมองไปยังต้นเสียงจึงได้พบกับคำตอบ.. เสียงนั้นก็คือเสียงของซีรินญ่านั่นเอง โดยที่ด้านข้างมีคุณเวิร์ดยืนใช้มือไขว้ที่ด้านหลังอยู่ “มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ? แล้วอลันจะปลอดภัยไหม?” มีสท์เอ่ยถามในขณะที่กำลังช่วยประคองโจเซฟ “คุณเวิร์ดบอกว่าเดี๋ยวรอให้อลันฟื้นแล้วจะอธิบายให้ฟังพร้อมกันเลย” สาวสเปนิชถ่ายทอดความประสงค์ของคุณเวิร์ด ก่อนพูดต่อ “ส่วนอลันน่ะ ฉันตั้งเวลาไว้ให้หลับแค่สิบนาทีเท่านั้น เดี๋ยวเขาก็ตื่นแล้วล่ะ” และเมื่อเวลาผ่านไปราว ๆ สิบนาทีอลันก็ได้ตื่นขึ้นมาจริง ๆ ตามที่ซีรินญ่าบอก “นี่.. ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย?.. จำอะไรไม่ได้เลย” ชายหัวเห็ดพูดพลางนำมือกุมไปที่หัว พลันเอ็ดเวิร์ด สปีช ก็ได้ยื่นกระดาษที่เขาใช้เวลาในขณะที่รออลันฟื้นเพื่อเขียนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับเกษมเป็นผู้กระจายสาร โดยข้อความในกระดาษนั้นบอกว่า “สิ่งที่อลันกระทำเมื่อสักครู่นั้น เป็นอาการของโรคออแกนติกส์ ดิสออเดอร์ (Organ tics Disorder) ซึ่งอาการของโรคคือจะไม่สามารถกระจายอินฟินิตี้ฟอร์สที่ดึงออกมาให้แผ่เป็นออร่าได้ ทำให้มันคลั่งอยู่ภายในร่างกายแล้วไปยึดคุมอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจนไม่สามารถสั่งการได้ หรือถ้าพูดง่าย ๆ คืออวัยวะพิเศษของผู้ป่วยจะเข้าควบคุมอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย และด้วยสัญชาตญาณดิบมันจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อระบายอินฟินิตี้ฟอร์สที่คลั่งอยู่ แต่โชคยังดีที่เมื่อกี้มันยังควบคุมได้ไม่เต็มที่ ประสาทส่วนหูยังคงทำงานอยู่นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเสียงของซีรินญ่าจึงยังคงสามารถทำให้หลับได้” “แล้วมีทางรักษาไหมคะ?” มีสท์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งชายผู้ถูกลิ้นพันธนการก็ก้มหน้าลงพลางส่ายศีรษะ ก่อนที่เขาจะเขียนอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษและยื่นให้เกษมกระจายสารอีกครั้ง “นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตามที่มีการบันทึกไว้ในตำราออแกเนียน มีผู้ที่เป็นโรคนี้เพียงสองคนเท่านั้นโดยอลันเป็นคนที่สาม และสองคนที่กล่าวมายังคงเป็นโรคนี้อยู่ กล่าวคือยังไม่รู้วิธีการรักษาให้หาย ทำได้เพียงแค่เรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้ หรือถ้าจะแก้แบบง่าย ๆ ก็โดยการไม่แผ่ออแกเนียนออร่าออกมาเลยก็จะปลอดภัย ซึ่งในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้ว แล้วมันก็เริ่มจะดึกแล้วด้วย ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” ทายาทตระกูลสืบสายนัยน์ตราอ่านข้อความในกระดาษให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามประสงค์ของผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย.. แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังแยกตัว เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีชที่สาม ก็ได้เดินเข้ามาหาอลันที่กำลังยืนพิจารณาตัวเองอยู่ ก่อนที่เขาจะส่งกระดาษแผ่นสุดท้ายที่เขียนเพื่อเจาะจงให้ชายหัวเห็ดอ่านเพียงผู้เดียว พลางตบไหล่แล้วบีบค้างไว้ชั่วครู่คล้ายจะแสดงออกว่าฝากความไว้เนื้อเชื่อใจไปที่เด็กหนุ่ม อลันเดินแยกตัวออกไปคนเดียวก่อนจะเปิดสารที่ปิดผนึกถึงเขาอ่าน “อย่าเพิ่งคิดว่าโรคนี้มันเป็นสิ่งไม่ดีไปสะหมดนะ ที่ผมบอกว่าให้เรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้ นั่นหมายถึงถ้าคุณควบคุมพลังคลั่งที่เป็นอาการของโรคได้ คุณก็จะได้รับอินฟินิตี้ฟอร์สจำนวนมหาศาลจากพลังนั้นเช่นกัน และสองคนที่ผมบอกว่ามีอาการของโรคนี้ หนึ่งในนั้นก็คือออการ์เดี้ยนคนปัจจุบันแห่งทวีปแอนตาร์กติก เขาสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับอาการของโรคได้จนทำให้มันเป็นประโยชน์แทนที่จะเป็นโทษ แต่ผมเองก็ไม่สามารถจะสอนคุณในเรื่องนี้ได้เพราะจากคำบอกเล่าของผู้พิทักษ์ที่ผ่านวิกฤตตรงนั้นมาแล้ว เขาได้บอกกับผมว่ามันเป็นเรื่องภายในร่างกายที่คนอื่นไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องค้นหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้ด้วยตัวของผู้ป่วยเอง ซึ่งผมคาดหวังว่าคุณจะทำได้เหมือนกับเขา แล้วก็เข้าใจว่ามันคงไม่ง่ายแต่ผมเชื่อว่าพรแสวงที่อยู่ในตัวคุณจะเปล่งประกายอย่างงดงามในการค้นหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างลงตัวได้อย่างแน่นอน..” อลันอ่านข้อความนั้นจนจบ ก่อนที่เขาจะพับกระดาษแผ่นนั้นแล้วเอาไปเก็บรวมกับกระดาษอีกใบที่เอ็ดเวิร์ด สปีช มอบให้เขาก่อนหน้านี้ แววตาของเดอะเลกออฟมิราเคิลกลับมามุ่งมั่นเหมือนอลันคนเก่าที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายที่อยากจะเก่งขึ้นอีกครั้ง..