“เอ่อ…” จงชวนเริ่มขยับตัวด้วยความอึดอัด รีบอธิบาย “ตอนนางยังเล็กนางเคยติดตามกระหม่อมเข้ามาในวัง ท่านอ๋องอาจจะเคยเห็นนางตอนนั้น”
“จริงสิ ข้าจำได้แล้ว นางเคยตามท่านมารักษาข้าเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วทำไมพักหลังข้าถึงไม่เห็นนางเลย”
“นางป่วยด้วยโรคประหลาดพะยะค่ะ”
“โรคประหลาด?”
“เมื่อหลายปีก่อนนางติดโรคระบาดมาจากคนไข้ซึ่งเดินทางมาจากชายแดนทางเหนือจนทำให้หน้าตานางอัปลักษณ์ กระหม่อมเกรงว่านางอาจจะอับอายที่ต้องเผยโฉมตัวเองจึงไม่ได้พาเข้าวังมาด้วย เพียงแต่วันนี้ที่สำนักหมอหลวงขาดคนปรุงยา กระหม่อมจึงให้นางเข้ามาช่วย
พะยะค่ะ”
“เป็อย่างนี้นี่เอง” ฉีซวนพยักหน้าตั้งใจจะถามอะไรต่ออีกสองสามประโยคแต่ก็ถูกผู้เป็มารดาขัดขึ้นเสียก่อน
“พอแล้ว ๆ เ้าเพิ่งดีขึ้น นอนพักเสียหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งซักถามอะไรกันตอนนี้เลย”
“พะยะค่ะเสด็จแม่” อ๋องหนุ่มค่อย ๆ เอนตัวลงนอนอย่างว่าง่าย แต่กระนั้นก็ยังไม่วายย้ำกับมารดา “แต่เสด็จแม่อย่าได้เอาโทษนางกับท่านหมอจงเลยนะพะยะค่ะ นางไม่ได้ทำผิดอะไร เป็ลูกเองที่ไม่ระวังให้ดี”
“เอาเถอะ ๆ แม่จะเห็นแก่หน้าเ้า เื่ครั้งนี้ให้ถือว่าผ่านไปแล้วกัน เ้าก็พักเถอะ”
เมื่อได้ยินชัดเจนแล้วนั่นแหละฉีซวนหวางอ๋องจึงวางใจ เขาหลับตาลง หายใจเป็จังหวะสม่ำเสมอ แต่ก่อนที่อ๋องหนุ่มจะหลับไปนั้น ภาพของหญิงสาวที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมานั้นก็แวบเข้ามาในความคิด หากตาไม่ฝาด แวบหนึ่งฉีซวนมั่นใจสตรีนางนั้นไม่ได้อัปลักษณ์อย่างที่ผู้เป็บิดากล่าวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับเป็หญิงงามแปลกตาอย่างที่เขาไม่เคยพบพานที่ไหนมาก่อนเลย