ตอนที่ 136 ทิฐิที่ล้นทะลัก
นิทานทำได้เพียงเหม่อมองเหตุการณ์บนแท่นพิธีอย่างตื่นตะลึง อริยะคือระดับที่มีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ไปถึง ในสงคราม อริยะคือผู้ที่เป็นหัวหอกนำทัพต่อกรกับศัตรู ศักดิ์ฐานะของอริยะนั้นสูงส่งกว่านักสลักนับสิบ ๆ เท่า
เพียงคนทั่วไปที่ก้าวขึ้นไปเป็นอริยะก็สามารถรับฐานะได้อย่างง่ายดายพร้อมอาณาเขตปกครอง ดั่งเช่นอริยะราชสีห์แดงที่ปกครองเมืองท่าข้างสมุทรก็เป็นชาวเมืองสามัญมาก่อน มิได้มีสายเลือดแห่งผู้ปกครองแต่อย่างใด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอริยะขั้นปลายอันเป็นขีดสูงสุดก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้แสวงวิถี ตัวตนที่เหนือชั้นยิ่งกว่าแม้จะยังเป็นนักสลักเบญจเช่นเดียวกัน อริยะขั้นปลายคือกำลังรบที่สามารถตัดสินเป็นตายของขุมกำลังได้ เป็นแกนกำลังที่ต้องได้รับการรักษาและพัฒนา ดังเช่นอริยะแปลงเพลิงที่เพียงคนเดียวก็สามารถปราบปรามได้ทั้งกองทัพ
แต่ภาพที่นิทานเห็นตรงหน้านี้แทบจะทำลายความเข้าใจเรื่องการต่อสู้ไปของเขาไปจนหมดสิ้น เมื่อเรอุสโจมตีด้วยเขี้ยวทั้งสองดั่งดาบ พลังทั้งหมดในระดับเดียวกันกับเขาล้วนสูญสลายขาดริ้วไม่มีชิ้นดีทั้งสิ้น เหลือเพียงความน่าเกรงขามของสองเขี้ยวนั้นที่ตัดผ่านทุกสิ่ง
นิทานเชื่อมั่นมาตลอดว่าแม้พลังตั้งต้นจะสำคัญยิ่งแต่หากระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาไม่ได้ห่างชั้นกันมากนัก ปัญญา แผนการ สมบัติ และหลาย ๆ อย่างล้วนสามารถส่งผลต่อการต่อสู้ได้ทั้งหมด
จนกระทั่งเขี้ยวทั้งสองนั้นถูกฟาดออก เมื่อเขี้ยวหนึ่งนั้นตัดผ่านดาบยักษ์ทั้งสองของอริยะสี่ดาบ เฉือนผ่านเขี้ยวอันแข็งแกร่งก่อนหยุดลงเพราะเป็นเพียงการทดสอบ อีกเขี้ยวหนึ่งตัดผ่านร่างแยกของอริยะครึ่งวานรสองร่าง ก่อนหยุดลงเบื้องหน้าเพียงเสี้ยวเพื่อไว้ชีวิต
นิทานรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้อริยะขั้นปลายสองคนนั้นจะลอบโจมตีอย่างไร วางแผนมาเช่นใด พกพาสมบัติที่พวกเขาหาได้มามากเพียงไหน สองเขี้ยวนั้นก็สามารถทลายสิ้น ตัดผ่านทุกอุปสรรค เป็นเพียงคำจำกัดความสั้น ๆ อย่าง สองเขี้ยวตัดผ่านทุกกลยุทธ์
เปลวเพลิงเริ่มปรากฏโชติช่วงในดวงตาของนิทาน หัวใจของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟ ความเป็นประชาชนของอาณาจักรไฟกัลป์ของเขาแสดงออกมายามนี้ ลูกหลานแห่งไฟนั้นมีเปลวเพลิงที่เจิดจรัสซุกซ่อนอยู่ภายใน
แม้ความคิดและหลักการที่เขาเชื่อมั่นจะผิดพลาดและถูกขยี้ไม่มีชิ้นดีต่อหน้าเขาหากเขากลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
เขาปรารถนาพลังเช่นนั้น พลังที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ระดับขั้นอันสูงส่งเด็ดขาดเช่นนั้น อยากรู้ว่าสองมือสองเท้าหนึ่งหัวใจนี้จะพาตนไปได้ถึงเพียงไหน ตนที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะนี้จะเป็นเช่นไรเมื่อเทียบกับคนผู้นั้นที่ยืนยิ้มอย่างถือดีอยู่เบื้องหน้า
เขาเชื่อมั่นว่าหากตนก้าวขึ้นไปเป็นอริยะขั้นปลายเฉกเช่นเดียวกันกับเรอุส แผนการ ปัญญา และกลยุทธ์ของเขาจะสามารถพิชิตชัยเรอุสได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำแห่งพลังสายต่อสู้ซึ่งเขาไม่ได้ครอบครอง แม้พลังอันเด็ดขาดนั้นจะสั่นสะเทือนจิตใจของเขาเพียงใดเขาก็เชื่อมั่นว่าพลังมิใช่ทุกสิ่ง
แม้จะดูเหมือนคำพูดอวดดีอันเลื่อนลอยแต่ความกระหายต่อสู้ยามนี้ท่วมท้นใจของนิทาน เขาหอบหายใจหนักด้วยความตื่นเต้น ตลอดมา เขาไม่คิดกระหายพลัง เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ หลังทราบว่าตนได้ตัดเส้นทางอนาคตของตัวเอง แม้จะเสียใจแต่ก็มิได้เสียดาย ยิ่งตอนได้ความหวังกลับมาเขาก็เพียงตื่นเต้น คิดว่าลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหายแถมยังน่าสนุกดี เป็นเหมือนชนวนที่ไม่เคยมอดไปในใจของเขา
หากวินาทีนี้ ชนวนนั้นได้ถูกจุดติดกลับมาอีกครั้งโดยสมบูรณ์ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง แข็งแกร่งจนสามารถรับรู้ได้ว่าความรู้สึกแข็งแกร่งนั้นเป็นเช่นไร อยากรู้ว่าอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้นจะเทียบเคียงกับตนได้หรือไม่เมื่อตนขึ้นไปอยู่บนจุดเดียวกัน
คีตาที่อยู่ทางด้านข้างเหม่อมองเขี้ยวอันแข็งแกร่งนั้น ภายในหัวของมันปรากฏภาพที่เขี้ยวนั้นฟันผ่านร่างของวานรปีศาจและดาบยักษ์วนซ้ำไปมานับครั้งไม่ถ้วน
หัวใจของมันเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง มันผู้ติดตามนิทานมาตลอดชีวิตยามนี้กลับรู้สึกได้ถึงความต้องการ ความต้องการจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นโดยเฉพาะด้านการป้องกัน เพราะมันมั่นใจว่าหากเขี้ยวนั้นฟาดเข้ามาตนย่อมไม่มีทางปกป้องนิทานได้
ครอบครัวคนสุดท้ายของมันจะต้องตกตายภายใต้เขี้ยวนั้นอย่างแน่นอนโดยที่มันไม่อาจทำอะไรได้เลย
ห้วงนภาทิศใต้ในดวงจิตของคีตาเริ่มสั่นไหวเบาบาง บนท้องฟ้านั้นที่ปกคลุมไปด้วยเปลือกบางที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กนั้นเรืองแสงอ่อนจาง คำว่าปราการที่อยู่ใจกลางห้วงนภานั้นเริ่มเกิดปฏิกิริยา หากเพียงไม่นานก็หายไป
สองคู่หูที่ไม่ได้ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เป็นครั้งแรกที่ความปรารถนาอันแข็งแกร่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของทั้งสองเบ่งบานออกมาพร้อมกัน
หนึ่งต้องการขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด พิสูจน์พลังของตน เหม่อมองทิวทัศน์จากจุดที่สูงยิ่งกว่า กระหายอยากรู้ว่าตนจะไปได้ถึงขั้นใด จะเทียบเคียงกับยอดอัจฉริยะทั้งมวลได้หรือไม่ ทิฐิของอัจฉริยะผู้หนึ่งกำลังล้นเอ่อ มันร่ำร้องบอกว่าตนไม่ได้ด้อยกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น
หนึ่งต้องการพลังที่สามารถปกป้องครอบครัวของมันจากทุกสิ่ง พลังที่ไม่ว่าอีกฝั่งจะมีวิธีการแบบใด พลังอันเป็นที่สุดเช่นไร มันจะสามารถปกป้องคนของมันไปได้ตราบนานเท่านาน ความตื่นตัวกำลังแผ่ขยาย หากมันไม่แข็งแกร่งขึ้นมันจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอีกครั้ง
หนึ่งคือความถือทิฐิที่หลบซ่อนอยู่ในใจ ความอวดดีที่อยากพิสูจน์พลังของตน หากกลับถูกกลบซ่อนไว้ด้วยอดีตอันโหดร้ายและความเดียวดาย เมื่อความเดียวดายเริ่มจางหายไป ความกระหายจึงเริ่มแทรกซึมออกมา
หนึ่งคือความรักอันแสนบริสุทธิ์ที่เพียงต้องการปกป้อง บ่อเกิดจากการที่มันสูญเสียทุกสิ่งไปตั้งแต่มันยังไม่อาจเข้าใจสิ่งใดได้แม้แต่น้อย เมื่อยามที่มันเริ่มมีพลัง เริ่มรับรู้ถึงโลกใบนี้ มันจึงปรารถนาจะปกป้องคนข้างกายจากทุกสิ่ง
ห้วงดวงจิตของทั้งสองปั่นป่วน ความแน่วแน่ปรากฏในดวงตา หากพวกเขารู้ดีว่าพวกตนมิอาจรีบร้อนได้ พวกเขาต้องการเวลา พวกเขามิอาจแข็งแกร่งขึ้นในชั่วข้ามคืน ความผันผวนในใจถูกเก็บกดลงไปอีกครั้ง หากรอยยิ้มน้อย ๆ เบ่งบานขึ้นที่มุมปาก
นิทานมองไปทางคีตา มันสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนในใจของคีตาอย่างชัดเจน เขาลูบหัวมันน้อย ๆ แสดงถึงความรู้สึกขอบคุณและความรักอันท่วมท้น เขารู้ว่าคีตาจะปกป้องเขาได้ และเขาจะปกป้องมันเช่นกัน
คีตาเงยหน้ามองนิทาน มันสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนในใจของนิทานอย่างชัดเจน มันขยับใกล้ชิดเขายิ่งขึ้น แสดงถึงความรักและความเชื่อใจที่มอบให้ มันเชื่อว่านิทานไม่ได้ด้อยไปกว่าใครทั้งนั้น และตัวมันเองก็จะเติบโตไปเคียงข้างเขา
เรอุสมิได้รับรู้เลยว่าการแสดงความสามารถตามธรรมเนียมที่เขาทำในทุก ๆ ปีนั้นกลับให้ผลที่แตกต่างในปีนี้ เขาได้ปลุกความปรารถนาของสองยอดอัจฉริยะที่ถูกกักเก็บไว้ด้วยอดีต สถานภาพ ฐานะ และความรู้สึกมาตลอด หากถึงรู้เขาก็คงไม่มีปฏิกิริยาอะไรนัก คมเขี้ยวแห่งผืนดินเช่นเขาเป็นแบบอย่างที่รุ่นเยาว์แห่งเผ่ารูเบียสมากหน้าหลายตาต้องการไขว่คว้า เขาย่อมชินชากับการที่คนจำนวนมากมองเขาเป็นเป้าหมาย
แร่รูบีออนกลางแท่นนั้นเรืองแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม หลังจากอริยะทั้งสองถอนตัวกลับไปยามนี้แท่นพิธีเหลือเพียงเรอุสเพียงคนเดียว เขาหันกลับมาทำความเคารพเหล่าผู้เข้าชม หันไปยังหลุมลึกใต้สุด บ่อกำเนิดแห่งแร่รูบีออน ที่พำนักและราชวังหลักอันเป็นที่ประทับของราชาแห่งเผ่ารูเบียสแล้วจึงคำนับอีกครั้ง
การคำนับนี้เต็มไปด้วยความนอบน้อมและนับถือ ไม่เพียงกระทบเขี้ยว หากยังก้มลงนำหน้าผากแนบชิดกับพื้น
ครั้งที่สามเขาหันไปยังแร่รูบีออนหลัก การทำความเคารพครั้งสุดท้ายนี้เขาเพียงเคาะเขี้ยว ก่อนตั้งท่าโจมตีด้วยพลังสูงสุด
ในจุดที่แร่รูบีออนเรืองแสงเจิดจ้า ไอความร้อนและเขม่าลาวามากมายต่างดูดซึมเข้าแร่อย่างบ้าคลั่ง เรอุสเร่งพลังของตน เขี้ยวทั้งสองยืดยาวขึ้นอีกครั้ง สีแดงเข้มที่เขี้ยวนั้นเจิดจ้ายิ่งขึ้นยิ่งกว่ายามโจมตีอริยะทั้งสอง
เสียงอันหนักแน่นเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากห้วงลึก ต้นกำเนิดเสียงคือราชวังเวียเซลที่ก้นหลุม
“คมเขี้ยวแห่งผืนดิน โจมตี”
เสียงนั้นราวกับเป็นโองการแห่งสวรรค์ เพียงได้ฟังก็รู้สึกราวกับทั้งร่างถูกกดทับด้วยมหาภูผา นิทานเห็นภาพหลอนไปว่าน้ำหนักของตนยามนี้หนักกว่าเดิมหลายร้อยเท่า คนทั่วจัตุรัสต่างปรากฏสีหน้าหวาดกลัวปนนับถือยามเสียงนั้นสำแดงออก
สิ้นเสียงนั้น มิติพลันผันผวน มวลความมืดมิดที่ราวกับเกิดจากแรงดึงดูดที่บิดเบี้ยวหลอมรวมเกิดขึ้นเป็นจุดเล็ก ๆ เพียงปลายนิ้ว มันลากมิติที่บิดเบี้ยวไปพร้อมกับมัน ทาบลงไปยังแร่รูบีออนหลัก เป็นเพียงจุดเล็กยิ่งกว่าปลายเล็บ นิทานหากไม่ใช้พลังอาณาเขตย่อมไม่มีทางสังเกตเห็น
เรอุสตะโกนก้อง เขี้ยวทั้งสองตวัดไขว้กัน โจมตีไปยังแร่รูบีออนตรงตำแหน่งที่จุดเล็กสีดำนั้นทาบทับลงไป แรงลมอันเกิดจากการปะทะซัดแท่นพิธีจนสั่นไหว รอยร้าวและรอยปริแตกมากมายปรากฏตรงแท่นพิธี
ข่ายอาคมรอบแท่นพิธีเปล่งแสงเรืองรอง เกิดเป็นลำแสงที่คลุมครอบแท่นพิธีไว้ บดบังมิให้แรงกระแทกนั้นปะทะเข้ากับฝูงชน โอไรออนสีหน้าซีดเผือด แรงปะทะนี้ยังรุนแรงกว่าศึกระหว่างอริยะขั้นปลายเมื่อครู่ไม่รู้กี่เท่า เพียงแรงปะทะนี้หากเล็ดลอดออกมาได้เขาย่อมตายไปเป็นร้อยครั้ง
แม้แรงปะทะจะแข็งแกร่งเช่นนั้นหากแร่รูบีออนหลักกลับไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่เสียงยามปะทะ มีเพียงเสียงกระอักเลือดของเรอุสและเขี้ยวทั้งสองที่ชาด้าน กระเด็นออกมา
นิทานตกตะลึงกับภาพนั้นแทบหยุดหายใจ การโจมตีของเรอุสเมื่อครู่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายามก่อนหน้าหากกลับไม่อาจส่งผลใด ๆ กับแร่รูบีออนแม้แต่น้อย กลับเป็นเรอุสเองที่ได้รับบาดเจ็บ เขี้ยวสีแดงทั้งสองที่สั่นสะท้านนั้นนิทานมั่นใจว่าหากเป็นเขี้ยวของอริยะเผ่ารูเบียสคนอื่น มันย่อมแตกหักเสียหายไปแล้ว
ท่ามกลางความตื่นตะลึงนั้น เรอุสกลับยิ้มอย่างเบิกบาน เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแร่นั้นอย่างแข็งแกร่ง ใช้เขี้ยวข้างหนึ่งแซะตรงจุดที่เกิดการปะทะอย่างเบามือ
เศษละอองชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งหลุดร่วงออกมา เศษสีแดงนั้นเปล่งแสงเจิดจ้า ตัวผลึกเป็นสีแดงก่ำดั่งโลหิต ขนาดของมันเพียงเล็กจ้อยราวปลายเล็บเท่านั้น แทบไม่ต่างจากจุดดำก่อนหน้า หากทำหล่นหายไปย่อมยากจะมองเห็นได้
เรอุสชูเศษแร่ชิ้นเล็กนั้นขึ้นเหนือหัว ก่อนคุกเข่าลง ถวายความเคารพไปยังหลุมลึก
“คมเขี้ยวแห่งผืนดิน กะเทาะแร่รูบีออนเสร็จสิ้น!” เสียงกึกก้องของเรอุสดังขึ้นอย่างฮึกเหิม แล้วจึงตามมาด้วยเสียงโห่ร้องดีใจของผู้ชมทั่วจัตุรัส