บทที่ 78: นางอสูรปากฉีกที่กลางทาง (Glasgow-Slit Demon in The Midway)
ทาดาฟูสะได้ยอมสละชีวิตเพื่อให้โยชิทากะหนีไปกบดานที่วัดไทเนย์จิ จนเป็นเหตุที่ทำให้ทาดาฟูสะนั้นถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยอุวาบามิและคิโดวมารุโยชิทากะจึงต้องหนีการไล่ล่าของพวกมันอยู่เพียงลำพังจนได้มาถึงที่วัดไทเนย์จิ แต่ก็ถูกนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางดักอยู่ที่หน้าวัดแห่งนั้น และท้ายที่สุด ร่างของโยชิทากะก็ถูกพญาจิ้งจอก 9 หางกลืนกินเข้าไปในที่สุด ก่อนจะถูกกลืนกินเข้าไปนั้น โยชิทากะก็ได้ร่ายบทกวีลาตายออกมาด้วยความสิ้นหวังว่า‘ทั้งผู้มีชัย แลผู้ปราชัย จะเป็นเพียงแค่หยาดน้ำค้าง หรือแสงอัสนีที่ผาดผ่านเมฆา ก็อยู่ที่ทัศนาของเรานี้แล’หลังจากที่ได้กลืนกินร่างของโยชิทากะเข้าไป พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็ได้กลับคืนสู่ร่างของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในคราบของหญิงเกอิชาในชุดสีดำทองด้วยใบหน้าที่แสยะยิ้มออกมาด้วยความชั่วร้าย พร้อมกับรอยเลือดอันน้อยนิดที่มุมปากหลังจากที่แสงจากกระจกนั้นค่อยๆ จางหายลงหลังจากที่ได้ทำการปิดฝากำไลกระจกยาตะ ยูกินะและพวกพ้องของเธอก็ได้พบกับดวงวิญญาณของโออุจิ โยชิทากะที่อยู่ตรงหน้าพวกเธอ“ข้าก็แค่อยากจะปกป้องเมืองยามากุชิเอาไว้ไม่ให้มันสูญสลายไป ข้าเองก็อยากจะให้เมืองนั้นเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้ารู้ตัวดี...ว่าตัวข้านั้นไม่ได้มีความสามารถในด้านการสู้รบ และการทำศึกสงครามเหมือนกับท่านพ่อ ข้าจึงอยากจะยืมพลังจากดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพนั่นเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับเมืองนี้ ก็เลยร่วมมือกับพวกปีศาจพวกนั้นในการรุกรานเข้ามาในเกาะแห่งนี้เพื่อชิงดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นออกมา...”“แต่ก็ไม่คิดเลยว่า ทั้งหมดจะเป็นแผนของพวกมันที่ต้องการจะใช้ตระกูลของข้าเป็นเครื่องมือในการชิงดาบเล่มนั้นมาเป็นของพวกมันเอง สุดท้ายแล้ว เมืองยามากุชิอันรุ่งโรจน์ที่ข้าได้สร้างขึ้นก็ถูกไฟเผาผลาญจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีเพียงชั่วพริบตา ถ้าหากต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่น่าไปร่วมมือกับพวกนั้นเลย”ดวงวิญญาณของโออุจิ โยชิทากะกล่าวโทษตัวเขาเองเป็นการทิ้งท้าย ก่อนที่ดวงวิญญาณของเขานั้นจะเลือนหายไป ทางด้านโทโมเอะก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหายูกินะ ก่อนที่จะพูดกับยูกินะขึ้นมาว่า“ถ้าหากเป็นยุคสมัยของเจ้าแล้วหล่ะก็ โออุจิ โยชิทากะก็คงจะกลายเป็นนักธุรกิจ หรือไม่ก็เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของประเทศไปแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้น เขาก็คงจะได้เป็นประธานบริษัท นักการฑูต ผู้บริหาร รัฐมนตรีในกระทรวง ที่ปรึกษาในวัง ถ้าหากเขาได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีในกระทรวง ก็คงจะไม่พ้นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และก็กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เจ้าคิดว่ายังไงบ้างหล่ะ เจ้าหญิงฮิเมรากิ”“ดิฉันก็คงจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็ไม่นึกเลยนะคะ ว่าเขาจะถูกเจ้าพวกนางเทวีอสูรฯ หลอกใช้เป็นเครื่องมือกันแบบนั้น แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ ว่าคุณสึรุฮิเมะจะรู้เรื่องนี้แล้วรึยัง”ยูกินะเริ่มมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ดวงตาคู่งามสีน้ำเงินไพลินนั้นเริ่มหรี่ลงเพียงเล็กน้อย“ข้าว่าเขาก็คงจะรู้แล้วแหละ...”โทโมเอะหลับตาพริ้มพลางกล่าวเชิงสันนิษฐาน“แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้พวกนางเทวีอสูรฯ นั่นเด็ดขาด”โทโมเอะกล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทานิดๆ พลางนิ่วหน้าขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกโกรธเคืองที่อยู่ภายในใจ และสักพัก โคริเซอุจิ ภูติพิทักษ์วอลรัสน้ำแข็ง ซึ่งเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของโออุจิ โยชิทากะก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้ายูกินะ ก่อนที่มันจะเข้าไปสถิตอยู่ในสร้อยอัญมณียาซาคานิจนทำให้ตัวอัญมณีมากะทามะนั้นเรือนแสงออกมา ทำให้ยูกินะได้เห็นภาพความทรงจำของเจ้าหญิงฮิเมรากิอีกครั้งณ ทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามราตรีอันมืดมิด แต่ก็มีแสงจันทราส่องสว่างลงมายังเบื้องล่าง เจ้าหญิงฮิเมรากิที่อยู่ในชุดองเมียวจิหญิงนั้นกำลังเดินบนทางเท้าอย่างไม่เร่งรีบอยู่เพียงลำพัง ซึ่งตรงบริเวณริมทางทั้งสองข้างนั้นเต็มไปด้วยทุ่งนาตลอดทาง ในระหว่างทางนั้นก็ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในชุดกิโมโนสีบานเย็น พร้อมกับปิดบังใบหน้าด้วยผ้าพันคอสีเลือดหมูเดินเข้ามาทักอยู่ตรงหน้า“ใบหน้าของข้า...งามหรือไม่เจ้าคะ”หญิงสาวผู้นี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา“เมื่อมองดูลึกๆ แล้ว ใบหน้าของเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก”เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยชมใบหน้าของหญิงสาวในชุดกิโมโนสีบานเย็นที่ซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ผ้าพันคอสีเลือดหมูเป็นการหยั่งเชิง ใบหน้างามของเธอนั้นคล้ายกับมีสีหน้าเย็นชาก็ไม่ปาน“แล้ว...ถ้าเป็นเช่นนี้หล่ะเจ้าคะ”หญิงสาวในชุดกิโมโนสีบานเย็นนั้นพลางค่อยๆ ถอดผ้าพันคอสีเลือดหมูที่คอยปิดบังใบหน้าออกมาทีละน้อย เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า นางมีใบหน้างามที่ขาวผ่อง ดวงตากลมโตคู่งามที่ดูเศร้าหมอง ผมสีดำยาวสลวย ริมฝีปากคู่งามอวบอิ่มที่มุมปากทั้งสองข้างนั้นมีแผลฉีกขาดถึงบริเวณใบหู พร้อมกับมีรอยเลือดสีแดงสดที่ไหลออกมานิดๆ หากไม่ติดตรงที่มีรอยแผลยาวฉีกขาดตรงมุมปากทั้งสองข้างหล่ะก็ ป่านนี้นางก็คงจะกลายเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามราวกับนางฟ้าไปแล้ว สีหน้าของนางนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง คิ้วบางของนางนั้นขมวดเข้ามาเพียงน้อยนิดหากเป็นคนอื่นๆ เมื่อได้เห็นใบหน้าอันสยดสยองของนางเช่นนั้นแล้ว ป่านนี้ก็คงจะหนีป่าราบไปนานแล้ว แล้วก็ถูกนางฆ่าตายอย่างสยดสยองไปตามระเบียบ แม้จะพยายามตอบกลับไปว่า ‘สวย’ แต่นางก็เสกมีดออกมาจากมือเรียวยาว และเฉือนเข้าที่ปากของเหยื่อจนมีรอยแผลยาวไปถึงหู พร้อมกับมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาอย่างสยดสยอง ถ้าหากตอบว่า ‘ไม่สวย’ ก็จะถูกนางลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยเช่นกันเพราะว่านางนั้นเกลียดคำพูดเสแสร้ง โกหก หลอกลวง และคำพูดดูหมิ่นอย่างที่สุด อีกทั้งยังเกลียดการแสดงท่าทีที่หวาดกลัวใส่นางเป็นอย่างมากด้วย แต่นางก็ชื่นชอบคนที่มีความจริงใจต่อนางอันเนื่องมาจากในอดีตนั้น นางเคยถูกสามีของนางนอกใจไปมีผู้หญิงคนอื่น สามีของนางผู้นี้เป็นถึงขุนนางในตระกูลฟูจิวาระที่มีนิสัยเจ้าชู้ และเป็นคนเจ้าอารมณ์ นางมักจะถูกสามีอารมณ์ร้อนนั้นทำร้ายจนมีอาการแทบสาหัส และวันหนึ่ง เขาได้พาผู้หญิงมานอนค้างที่ห้องนอนในบ้าน นางเริ่มทนไม่ไหวจึงเริ่มเกิดปากเสียงขึ้น ในตอนนั้น นางได้ต่อว่าสามีอย่างรุนแรง ด้วยความโมโหร้าย ผู้เป็นสามีจึงชักดาบคาตานะออกมา และฟันเข้าที่ปากนางจนถึงใบหู พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า‘เจ้าจะโทษใครมิได้ ที่เจ้าต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะความปากดีของเจ้าเอง’จากนั้น นางก็ได้สิ้นใจลง ด้วยความที่นางนั้นมีใจพยาบาทต่อผู้เป็นสามีเป็นอย่างมาก จึงทำให้นางนั้นไม่ได้ไปผุดไปเกิด และกลายเป็นนางอสูรคุชิซาเกะ องยูเรียวมาแก้แค้นสามี และหลอกหลอนผู้คนอื่นๆ ในเวลาต่อมา ว่ากันว่า เหล่าบรรดาผู้คนที่วิ่งหนีนางด้วยความหวาดกลัวนั้น มักจะศพไม่สวยกันทุกราย