ศิลาหน้าตึงเครียดอีกครั้งเมื่อพญายักษาเปลี่ยนมาเป็นทาทีจริงจังนัยน์ตาลึกลับ
“การที่ท่านครอบครองดวงใจภูติแปลว่าท่านรู้ตำนานของโลกนี้บางส่วนแล้วสินะ”
ไมยราพถามศิลาด้วยท่าทางจริงจังสายตาคมกริบยิ่งกว่าคมดาบไหนที่เขาเคยเจอ
“ครับพอทราบบ่างแล้ว”
“งั้นข้ามีภารกิจ?ไม่สิถือสะว่าข้าขอร้องท่านจะได้หรือไม่”
ไมยราพพูดมาถึงตรงนี้กลับมีสีหน้าหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“ผมขอฟังรายละเอียดก่อน”
“ได้งั้นข้าจะเล่าให้เจ้าฟังมันอาจจะส่งผลในภายภาคหน้า
เมื่อครั้งอดีตกาลเมืองบาดาลแห่งนี้นั้นไม่ได้อยู่ใต้ทะเลเฉกเช่นทุกวันนี้”
เมื่อได้ยินแบบนั้นศิลาถึงกับต้องเอ่ยถามอีกครั้ง
“แล้วทำไม? มหานครยิ่งใหญ่เยี้ยงนี้ถึงจมลงใต้ผืนสมุทร”
“ก็เพราะเหตุการที่จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติแตกดับไงล่ะ ทำให้ทุกอย่างในโลกผิดเพี้ยนไปหมด รวมถึงจิตใจมนุษย์นั้นตกต่ำ ข้าจึงอยากจะขอให้ท่านช่วยปลดปล่อยเมืองแห่งนี้ให้ขึ้นไปรับแสงตะวันอีกครั้งเพราะยามนี้พืชผลไร่นาชาวเมืองเริ่มทำเกษตรกรรมกันไม่ได้ขืนปล่อยไว้ทุกคนทุกชีวิตในเมืองแห่งนี้จะต้องอดตาย”
ไมยราพพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกับมัจฉานุ
“แล้วเจ้าเมืองของท่านล่ะ ทำไมเขาไม่หาวิธีแก้”
คำถามของศิลาดุจดังสายฟ้าฟาดทั้งไมยราพและมัจฉานุถึงกับสีหน้าตึงเครียด
“ท่านเข้าไปในป่านั้นไง พวกเราเรียกมันว่า ป่าไปไม่กลับหลับไม่ตื่น”
เมื่อได้ยินชื่อป่าศิลาถึงกลับคิ้วกระตุกไหวๆพรางคิดในใจว่าแค่ชื่อป่ามันก็บอกความหมายได้เป็นอย่างดี
“แล้วเขาไปทำอะไรในป่านั่น”ศิลาถามอีกครั้ง
“ไปเอาดวงใจภูติไงล่ะ ที่เมืองแห่งนี้ไม่สามารถลอยขึ้นไปอาบแสงตะวันได้นั้นเพราะพลังจากดวงใจภูติคอยกดทับเอาไว้”
เมื่อได้ยินไมยราพพูดแบบนั้นศิลาพลันกระจ่างวูบทันที ที่แท้นี่มันก็เป็นภารกิจพิเศษที่เขาต้องทำ
“เข้าใจแล้วผมจะทำ”
ศิลาตอบด้วยเสียงที่องอาจและแน่วแน่เพราะยังไงสะเข้ามาที่นี่เพื่อมาเอาดวงใจภูติอยู่แล้ว
“ท่านจะอยากได้กำลังทหารหรือไม่”
มัจฉานุถามเสียงแข็ง
“ป่านั้นอันตรายขนาดนั้นเลยหรอ”ศิลาถามต่อ
“ใช่ สัตว์อสูรภายในนั้นอาบพลังธรรมชาติมานานนับพันปีเจ้าเมืองของเราคือเจ้ามังกรวารีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนยังไม่สามารถเอาชีวิตกลับมาได้”
ศิลาหันไปมองทางฟ้าครามซุนหงอคงสัมพาทีและสดายุก่อนคราหนึ่งสายตาของทั้งหมดตอบเขาว่าไม่ต้องการ
ใช่แล้วพวกเขายังไม่รู้ว่าคนตรงหน้าจะมาดีจริงหรือไม่ แล้วทหารของเมืองเก่งกาจพอหรือเปล่ามันอาจจะเป็นตัวถ่วงสำหรับเขา
“ขอบคุณท่านมากแต่แค่พวกผมก็พอแถมอีกอย่างผมมีกองทัพส่วนตัว”
ศิลาตอบก่อนที่ไมยราพจะยื่นอะไรมาให้เขาบางอย่าง
“ขลุ่ย? บ่องยา”
ศิลาถึงกลับสงสัยเมื่อมองดูสิ่งของที่ไมราพยื่นมาให้เขา ก่อนจะตรวจสอบค่าสถานะของมัน
“ขลุ่ยนิททรา ไอเท็มระดับSS คุณสมบัติหากผู้ใดได้ยินเสียงของขลุ่ยนี้จะตกอยู่ในมนต์สะกดและเข้าสู่ห้วงนิททราภาพมายาแบบไม่มีเงื่อนไข”
“มันอาจจะมีประโยชน์กับเจ้าเมื่อจำเป็นจำไว้ อย่าประมาทที่นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เจ้าอาจจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ดังกับชื่อเวทมนต์ของเจ้า ดินคืนสู่ดินธุรีคืนสู่ธุรีสูญสลายกลับคืนสู่หนึ่ง”
ไมยราพเอ่ยเตือนก่อนที่ศิลาจะขอตัวออกมาจากนั้นเข้าก็ดีดเท้าพุ่งพรวดลอยข้ามสิ่งปลูกสร้างต่างๆไปด้วยความเร็วสูง
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีพวกเขาทั้งหมดก็มายืนหน้าป่าไม้ต้นโกงกางสีเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้ามีหมอกสีดำจางๆปกคลุมไปทั่ว
“ศิลาข้าจะเข้าไปก่อน”
ซุนหงอคงเอ่ยขึ้นเสียงขรึมซึ่งศิลาเองก็รู้ดีว่าหมอกเบื้องหน้าเขานั้นคืออะไร
มันคล้ายกับหมอกที่ปกคลุมทวีปมืดที่ทำให้ผู้คนหลงอยู่ในวังวลจนตัวตาย ซึ่งซุนหงอคงที่เคยผ่านหมอกออกมาสู่โลกภายนอกย่อมมีประสบการณ์
เมื่อศิลาพยักหน้ามันจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปก่อนที่ไอสายหมอกสีดำนั้นจะกลืนร่างของพญาวานรหายไปในพริบตา
“กลับเข้ามาข้างในก่อน”
ศิลาสั่งฟ้าครามสัมพาทีสดายุทันทีหากพวกเขาทั้งสามเดินผ่านไปพร้อมกันอาจจะหลงหรือเสียเวลาที่เข้าจะต้องเพ่งพลังวิญญาณตามหาตำแห่งของทั้งหมด
ศิลายืนหลับตาตั้งสมาธิพร้อมกับทั่วร่างปรากฎออร่าพลังสีทอง ภาพในหัวของเขาปรากฎเส้นด้ายสีแดงรากตรงออกไปเชื่อมถึงร่างของซุนหงอคงเป็นดวงวิญญาณที่เชื่อมต่อถึงกันและกันจากพันธสัญญาต่อให้ซุนหงอคงจะหลงในหมอกนั่น มันก็สามารถกลับมาหาเข้าได้ด้วยการตามจิตคลื่นวิญญาณของเขา
ไม่มีเวทมนต์บทไหนในโลกที่จะปิดกั้นพันธสัญญาที่เชื้อมกันถึงดวงวิญญาณได้ยกเว้นเวทมนต์บทเดียวคือเวทมนต์เขตแดนอันทรงเกียรติเพราะนั่นถือเป็นการต่อสู้แบบดวลเดี่ยว
เวลาผ่านไปราวๆแปดชั่วโมงในที่สุดภาพในหัวของศิลาก็เห็นว่าซุนหงอคงโผล่พ้นอีกด้านหนึ่งพร้อมกับมันชูนิ้วเป็นสัญญาณให้เขา
จากนั้นศิลาก็ลืมตาขึ้นก่อนจะดีดเท้าพุ่งตัวตามกระแสวิญญาณของซุนหงอคงไป
“นี่มัน?
เมื่อศิลามาถึงพร้อมกับพวกฟ้าครามลอยปรากฎตัวออกมา เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นทั้งป่าไผ่ ต้นโกงกางและต้นไม้อีกนับไม้ถ้วนภูเขาสูงชันห่างออกไปสุดสายตา
แต่ที่ศิลาตกใจคือมันมีออร่าละอองสีทองลอยไปทั่วในอากาศ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงตกตายในทันทีจากพลังศักดิ์สิทธิ์นี้
“พี่ศิดูนั่น”
ฟ้าครามเรียกศิลาชี้นิ้วให้ศิลามองไปทางขวาห่างออกไปแทบจะสุดสายตาผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ห่างออกไปอีกบนยอดเขาสูงแทบจะเฉียดฟ้ามีวิหารตั้งตระหง่าปกคลุ่มด้วยออร่าสีรุ้งและละอองสีทองราวกับหิงห้อยนับหมื่นตัว
ซูมมมมม
“วิบัติ วิบัติ หายนะ หายนะ จงออกไปสะบุรุษผู้กลืนกินทุกสรรพสิ่ง”
วินาทีนั้นเองเสียงทุ้มใหญ่ทรงอำนาจดังสะท้านขึ้นทั่วทั้งป่ากระหึ่มจนสัตว์อสูรน้อยใหญ่ต่างพากันแตกตื่น
ต้นไม้ทุกต้นราวกับเกรี้ยวกราดในการมาเยือนของพวกเขา
“เหตุใดเล่า เหตุใดกันท่านเจ้าป่าผู้สูงส่งท่านใช้อะไรตัดสินในตัวข้า”
ศิลาตอบกลับแต่น้ำเสียงของศิลานั้นให้ความเคารพอีกฝ่ายอย่างสุดใจพร้อมท่าทางที่ไม่มีการยียวน
“เจ้านำพาสิ่งใดมา แล้วจะมานำพาสิ่งใดออกไป”
เสียงเจ้าป่าตอบกลับมาทันควันที่ศิลาพูดจบ
“ดวงใจภูติ เราต้องการส่งวิญญาณนางคืนร่าง” ศิลาตอบ
“แล้วเจ้าจะรู้ได้เช่นไรว่าหากจิตแห่งธรรมชาติฟื้นคืนร่างนางจะไม่จุติอวตารมาเป็นมารแล้วทำลายไปทั่วโลกา”
คำพูดนั้นทำเอาศิลาถึงกลับอึ้งในความหมายใช่ชาติที่แล้วจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติอาจมีเมตา แต่ใครจะรู้ว่าหากนางอวตารมาอีกครั้งนางจะยังคงมีความเมตตาแบบเดิม
อีกทั้งฟ้าครามเองก็เคยบอกไว้ว่าภูติถึงตายไปก็อวตารมาเกิดใหม่ได้แต่จะได้สถานะเทพหรือภูติหรือมารปีศาจเรื่องนั้นก็ไม่มีใครรู้หากไม่ได้สถานะเทพภูติตนนั้นจะกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
“แล้วท่านทราบได้อย่างไรว่าหากวิญญาณนางคืนร่างนางจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ เรื่องที่ยังไม่เกิดย่อมไม่มีใครรู้จนกว่ามันจะเกิด และอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปได้เพราะนั่นคือสัจธรรม”
“เจ้าจะบอกว่าตัวเจ้าจะเป็นผู้ท้าทายสัจธรรมงั้นรึ”
“ใช่ ผมนี่และไม่เพียงแค่ท้าทายสัจธรรมแต่ผมจะท้าทายทุกสรรพสิ่งผมไม่ใช่พวกท่านที่กลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดในอีกไม่ช้าและแน่นอนคือเมืองแห่งนี้จะล่มสลาย”
คำพูดของศิลาทำเอาเจ้าป่านิ่งเงียบไปสักพัก
“เอาเถอะข้าจะขัดขว้างเจ้า ถึงเจ้าจะได้ดวงใจภูติไปก็ใช่ว่าเจ้าจะได้เศษวิญญาณแห่งธรรมชาติไปดิ้นรนสะเถิดผู้ท้าทายสัจธรรม”
ครืนนนนนน
สิ้นเสียงของเจ้าป่าอากาศทั่วบริเวณพลันสั่นไหวกรีดร้องระงมพร้อมกลับประกายสายฟ้าแล่นไปมาตามต้นไม้ทุกต้น
เปรี้ยงงงงง เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงง
วินาทีต่อมาคล้ายกับสิ่งมีชีวิตตกลงมาจากฟากฟ้าฝุ่นควันลอยฝุ้งต้นไม้แตกกระจุยกระจายลอยไปมาอย่างสับสน
“เนตรมาร”
ศิลาใช้ทักษะมองผู้มาเยือนทั้งสามทันที พบว่ามันคือมังกรรูปแบบมนุษย์เทพมารระดับ300
ร่างกายคล้ายกับคนสวมชุดเกราะสีแดงสีทองสีส้มต่างกันออกไปร่างนั้นสูงสองเมตรมีมือเป็นมือของมังกรกรงเล็บยาวส่วนหัวเป็นหัวของมังกรพร้อมกับเขาสีดำสองข้างคมเขี้ยวยาวโค้งด้านหลังปรากฎปีกคู่งาม
“ข้าเดียโบ” บุรุษมังกรชุดเกราะสีเอ่ยขึ้นพร้อมกับชักดาบนิจิริข้างเอวออกมากระชับ
“ข้าเดียโกล์” เช่นเดียวกับบุรุษมังกรชุดเกราะสีทองเองก็กระชับดาบแน่น
“ข้าเดียออน” บุรุษมังกรชุดเกราะสีส้มเอ่ยพร้อมสายตาจับจ้องมายังพวกศิลา
“เอากันแบบนี้เลยหรอ”
ศิลาพูดขึ้นพร้อมกับเม็ดเหงือไหลไม่หยุด เพราะบุรุษมังกรทั้งสามนั้นคือมังกรมารโลหิต หรืออีกในหนึ่งก็คือสายเลือดเดียวกับเขาแถมเป็นสายเลือดมังกรโลหิตแบบเขาเป๊ะๆยังไม่พอสถานะของพวกมันยังเป็นมารศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิต
“หึม! เจ้ามีสายเลือดเดียวกับพวกเรา”
เดียโบมองมาทางศิลาและสัมพาทีพูดขึ้นทันที
“นับว่าน่ายินดีที่จะได้ต่อสู้กับบรรพบุรุษของสายเลือดเช่นนี้”
สัมพาทียิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนที่ร่างของมันจะทอแสงสีแดงเลือดพร้อมกับกลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งมังกร
ด้านหลังของสัมพาทีปรากฎร่ำไห้ขึ้นมาแทนปีกข้างละสิบเล่มส่วนหัวเป็นมังกรนัยน์ตาดุร้ายพร้อมกับเขี้ยวยาวโค้งเขาคู่งามบนหัวสุดแหลมคม
“พวกข้าเองก็ไม่อยากทำเช่นนี้เลยยิ่งเผ่าพันธิ์มารมังกรโลหิตเหมือนกันด้วยแล้วแต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้พวกเจ้าล้วงล้ำไปมากกว่านี้ได้”
เดียโกล์พูดขึ้นพรางส่ายหัวไปมาซึ่งความจริงมังกรนั้นเป็นเผ่าที่สูญพันธ์ไปแล้วยิ่งเป็นมังกรโลหิตด้วยแล้วยิ่งแทบจะไม่มีเหลือดังนั้นพวกมันที่เหลือรอดจึงไม่อยากสังหารคนที่เป็นดุจดังพี่น้อง
“แต่ข้าจะไม่ออมมือขนาดเทพีแห่งรัตติกาลยังติดตามเจ้าแสดงว่าเจ้าคู่ควร”
เดียโบกล่าวออกมาพร้อมกับพวกมันทั้งสามเองไม่ลังเลแม้สักเสี้ยววินาทีที่จะใช้เขตแดนของสัตว์อสูรออกมาปรากฎโดมสีแดงสีทองสีส้มขึ้นซ้อนทับกันทันที
ศิลายิ่งมีสีหน้าตึงเครียดเพราะทางระบบไม่แจ้งเตือนเขาจึงไม่รู้ความสามารถของเขตแดน แถมหากเขาใช้เขตแดนตอนนี้มันจะติดคูลดาวน์นานเสียอีกแล้วทางเบื้องหน้าอีก
“เอาวะตายตรงนี้ทางข้างหน้าก็ไม่มีความหมาย ห้วงเวลาแห่งศิลา”
วูบบบบบบ
“ห้วงเวลาแห่งรัตติกาล”ฟ้าครามเองก็ใช้เขตแดนออกมาอย่างไม่ลังเล
“เขตแดนสั่งตาย”
เกิดโดมสีแดงของสัมพาทีขึ้นอีกชั้น
ซึ่งซุนหงอคงกับสีมพาทียังคงไม่ได้ใช้ออกมาพวกมันต้องเก็บไว้ทางเบื้องหน้าแถมศิลาเองเมื่อใช้เขตแดนหลังจากนั้นจะต้องรับผลกระทบร้ายแรง
“เขตแดนของพวกข้า จะทำให้ศัตรูไม่สารถฟื้นสภาพร่างกายได้แต่พวกข้าสามารถทำได้รวมถึงพลังทุกอย่างของพวกข้าเพิ่มขึ้น100%”
เดียโบเอ่ยขึ้นมาทันทีอย่างน้อยๆมันก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติศิลา
“เขตแดนของผมทำให้ศัตรูพลังทุกอย่างลดลง60%และมาเพิ่มให้กับผม
ศัตรูจะโดนโจมตีแรงขึ้น60%และผมจะโดนโจมตีเบาลง60%รวมถึงหากมีศัตรูมากเท่าไหร่พลังของผมจะเพิ่มขึ้นอีก10%ตามจำนวนศัตรู”
“เขตแดนของฟ้าครามนั้นการโจมตีด้วยเวทมนต์ความมืดจะแรงขึ้น500%
ศัตรูไม่สามารถใช้พลังธาตุความมืดเวทมนต์ความมืด รวมถึงทุกๆหนึ่งนาทีพลังความมืดของเธอและศิลาจะเพิ่มขึ้นครั้ง1%พิเศษคนรักแห่งรัติกาลหากเป็นเวลากลางคืนทั้งเธอและศิลาพลังโจมตีพื้นฐานจะเพิ่มขึ้น30000หน่วยและจดลดพลังโจมตีของศัตรูลง15000หน่วย”
“เขตแดนของเจ้าร้ายกาจมาก”
เดียโบถึงกับต้องเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อได้ยินศิลาบอกเช่นนั้น
“แต่ถ้ามันร้ายกาจถึงเพียงนี้แสดงว่าผลกระทบของมันย่อมไม่เบา”
เดียโกล์พูดออกมาราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจของศิลา
ฟิ้ววววว ~~~
บรรยากาศพลันเงียบสงบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหวเงียบจนได้ยินเสียงของหัวใจเต้น
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดไอมารไอพลังศักดิ์สิทธิ์ลอยแฝงเร้นในอากาศอย่างเร้นลับขุมพลังของทั้งสองฝ่ายเข้ากดดันใส่กันเป็นเชิงทักทายจนอากาศเริ่มร้องคำรามอีกครั้งสายตาของศิลาและฟ้าครามจับจ้องเดียโบมันเองก็จ้องเขม็งมายังศิลา
สัมพาทีและสดายุจับจ้องไปยังเดียโกล์มันเองก็รู้ดีว่าสัมพาทีและสดายุคือคู่มือของมันส่วนซุนหงอคงสายตาเหี้ยมเกรียมมองไปยังเดียออน
ฟุ๊บ เปรี้ยงงง ตูมมม
ยามกระทันหันเสียงใบไม้ตกถึงพื้นคล้ายระฆังลั่นกองศึกเงาแปดสายพุ่งพรวดเข้าปะทะกันชั่วพริบตาเกิดระเบิดดังสนั่นด้วยขุมพลังมหาศาล