ผู้แปลกแยกที่ 6

    ตอนที่ 38 สถานที่ที่ต้องปกป้อง

    ณ เมืองวาเลนซ่า 

    …

            หลังจบสงครามไม่นานวิถีชีวิตของชาวบ้านก็กลับมาเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ จะอย่างไรสงครามที่มีเพียง 2 วัน จะนับเป็นอะไรกับยุคสมัยที่ความตายใกล้ตัวเช่นนี้

    สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมมีเพียงเรื่องเล่าวีกรรมอันห้าวหาญของลอร์ดวิลฟอร์ด และแน่นอนเรื่องเล่าดังวีบุรุษของเคนอสที่สามารถกวาดล้างเหล่าปีศาจได้มหาศาล และเข้าช่วยอิกนิสที่เป็นถึงอัศวินขั้นสูง ตำนานของเด็กน้อยได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในดินแดนบ้านเกิดแห่งนี้ ตำนานของ ‘มัจจุราช’ ตัวน้อยที่อาจหาญ แล้วก็เก่งกาจราวกับอัจฉริยะ โดยหารู้ไม่ว่านี้คือนี้เป็นเพียยงตำนานแรกๆบทเล็กของ ‘ยมทูติคลั่ง’ ผู้ที่จะมีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก


    เคนอสออกมาเดินเล่นตามปกติเหมือนก่อนที่เขาจะเข้าป่า


    “อ้าว!!! คุณชายวันนี้ก็ออกมาเดินเล่นหรอ มาๆ เอาเนื้อปิ้งไปไม้หนึ่งข้าให้ฟรี”

    เสียงคุณลุงพ่อค้าคนหนึ่งตะโกนขึ้น


            “อย่าเลยครับคุณลุงกอก้า ผมเกรงใจ” เด็กชายปฏิเสธด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจเล็กน้อย ตั้งแต่สงครามจบลงเด็กชายก็ชอบออกมาเดินเล่นข้างนอก แล้ว ไม่รู้เพราะอะไรเหล่าพ่อค้า-แม่ค้า ถึงแจกของให้เขากินฟรีไม่หวัดไม่ไหว


            “เกรงใจอะไรกันเล่า เมืองนี้ก็ได้เจ้าปกป้องไว้ ไม่ต้องเกรงใจินเถอะ” กอก้ากล่าวด้วยท่าทางใจดี


            “งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ” เคนอสยิ้มรับก่อนจะรับเนื้อปิ้งเสียบไม้


            เด็กชายยังคงได้รับขนมหลายอย่างก่อนจะถึงที่หมายซึ่งอยู่ภายนอกเมือง เบื้องหน้าของเด็กชายหาใช่ที่อื่นใด นอกจากโบสถ์หลังเก่าอันแสนคุ้นตา 


            “มาแล้วหรอเคนอส”เสียงใสดังออกมา จากด้านข้างโบสถ์เธอเตรียมดอกไม้ช่อใหญ่ไว้ในมือ เด็กสาวหัวชมพูท่าทางสดใสกับเด็กชายหัวเทาพูดคุยกันก่อนจะเดินออกไป


            “ไปเยี่ยมกัสกันเถอะ”


            เด็กน้อยทั้งสองเดินออกไปไกลจนถึงเขตสุสานบรรยากาศช่วงกลางวันทำให้สุสานลดความหลอนลงไปไม่น้อย ร่างเล็กทั้งสองหนึ่งชาย หนึ่งหญิงนั่งคุกเข่าก่อนจะทำการเปลี่ยนดอกไม้หน้าหลุมศพ ทั้งสองพูดคุยเล่าเรื่องราวที่ผ่านมากับเนินดินและป้ายหินแผ่นนั้นเรื่องราวถูกพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ 


            “นี้กัสรู้มั้ย ชาวบ้านเรียกเคนอสว่าวีรบุรุษแล้วนะ เขาสู้กับกองทัพปีศาจชนะได้เป็นพันๆตัวเลย”


            “เธอก็พูดเกินไปโซเฟีย ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นสักหน่อย”

            “หน้าแดงเลยหรอไงพ่อวีบุรุษ”

            “เงียบน่า”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


            เสียงหัวเราะสรวนเสเฮฮาดังขึ้น ช่างเป็นบรรยากาศแห่งควมสุขเสียจริง

            “นี้กัสฉันจะปกป้องเมืองนี้และเพื่อนๆ รวมถึงโซเฟีย แทนส่วนของนายเอง” เคนอสพึมพำขึ้น 

             “เคนอสไปกันได้แล้ว ร่างเล็กหัวชมพูตะโกนขึ้น”

            “อืม”

            … 

            “นี้เมื่อกี้นายพูดอะไรกับกัสงั้นหรอ” เด็กสาวหัวชมพูถามขึ้น

            “ไม่มีไรหรอก”เคนอสยิ้มตอบ




    ตอนที่ 39  ออกเดินทาง(จบภาค 1)



    ในขณะที่ทั่วโลกเกิดเหตุการณ์มากมาย หลายแห่งเกิดสงครามนองเลือดเริ่มเกิดขึ้น หลายที่กำลังจับมือสร้างพันธมิตร แต่ในเมืองเล็กอย่างเวเลนซ่าเรื่องราวเหล่านั้นยังคงห่างไกลจากวิถีชีวิตประจำวันอยู่มาก


    สงครามผ่านมาร่วมครึ่งปีแล้ววันเวลาค่อยๆไหลผ่านไปอย่างช้าๆ เด็กชายเคนอสยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข วันเวลาส่วนมากล่วงเลยไปกับการฝึกซ้อม อ่านตำรา และเล่นกับเพื่อน แต่ในตอนนี้เขาก็มีอีกอย่างที่เพิ่มเข้ามา ‘พบปะประชาชน’ โดยปกติผู้ปกครองดินแดนส่วนมากไม่มีใครมีรสนิยม และเวลาว่างมากพอที่จะมาเจอเหล่าชาวบ้านในเขตปกครองของตนหรอก 


            ‘ไม่สิ.. ไม่มีใครใส่ใจพอที่จะมาตรวจชมต่างหาก’


            บิดาของเขาอาเทอร์วิลฟอร์ดเข้าไปเมืองหลวงร่วม 2 เดือนเล้ว คงใกล้จะได้เวลากลับมาแล้วหละมั้ง 


            ไม่ทันขาดคำรถม้าคันงามก็เข้าจอดหน้าคฤหาสหลังใหญ่อาเทอร์ลงมาจากรถพร้อมฟิลิป ทั้งสองคนไปเข้าร่วมการประชุมใหญ่ที่จัดที่เมืองหลวง


            เคนอสเข้าไปพูดคุยกับพ่อและอาจารย์ที่ไม่ได้เจอมาสักพักหนึ่ง หลังจากพวกเขาลงรถม้า จากนั้นไม่นานพวกเขาก็เดินเข้าไปในโถงทั้งสามพูดคุยกันสัพเพเหระไปเรื่อย บรรยากาศอันน่าคิดถึงหวนคืนกลับมาหลังจากห่างหายไปร่วมครึ่งปี


            “เคนอสลูกมีแผนที่การในอนาคตหรือยังว่าจะทำอะไร”อาเทอร์ถามบุตรชายตัวเองด้วยท่าทีจริงจัง นี้เป็นคำถามอันไร้สาระเพียงใด เด็กชายวัย 5 ขวบ จะมีเป้าหมายอันแน่วแน่ได้อย่างไร มีเด็กคนไหนจะคิดฝันถึงอนาคตอย่างจริงจังกัน และเหนืออื่นใด พวกเขาคือขุนนางหาได้มีตัวเลือกอื่นใดไม่นอกจากเป็นขุนนาง เหมือนลูกของช่างไม้ที่โตมาย่อมเป็นช่างไม้ ลกของพ่อค้าโตมาย่อมเป็นพ่อค้า การจะไปทำอาชีพอื่นใดไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคสมัยเช่นนี้ เรื่องราวง่ายดายถึงเพียงนั้น แล้วทำไมอาเทอร์จึงถามบุตรชายเช่นนั้นเล่า


            เด็กชายเองก็ถึงกับอึ้งงันไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้น


            “เคนอสถ้าลูกมีความฝันอยากทำสิ่งใดพ่อจะไม่ห้ามการเป็นขุนนางนั้นพิเศษกว่าอาชีพอื่นๆ แน่นอนว่าขุนนางที่ดีมีงานที่ต้องบริหารบ้านเมืองแต่เจ้าก็มีเวลาเรียนรู้ศาสตร์อื่นที่เจ้าต้องการเช่นกัน บัดนี้เจ้าแข็งแกร่งพอแล้ว พ่อจะไม่บังคับให้เจ้าฝึกวิชาต่อสู้อีกต่อไป เจ้าอยากจะเรียนสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะถ้าเจ้าจะเดินไปบนวิถีแห่งอัศวินเส้นทางของเจ้าจะยากลำบากเป็นเท่าทวี” อาเทอร์กล่าวร่ายออกมาเป็นชุด


            “ท่านพ่อ…. ลูกอยากปกป้องที่นี้ ลูกอยากปกป้องเมืองของเรา อยากปกป้องเพื่อนๆ และคนสำคัญของลูก”


            “เจ้าแน่ใจนะ เพื่อการนั้นเจ้าจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้อีกหลายเท่า ต้องแข็งแกร่งให้เพียงพอจะปกป้อง เวเลนซ่า โคมาเรีย หรือแม้แต่มนุษยชาติเลยนะ เส้นทางของเจ้ามันจะยากเย็น ยิ่งกว่าของพ่อ หรือของใครๆ จนเส้นทางที่ผ่านมาไม่อาจเปรียบเทียบได้เลยนะ เจ้าแน่ใจใช่มั้ย”


            “….”ความลังเลและสับสนเกิดขึ้นในใจเด็กชาย ทำไมแค่ต้องการปกป้องเมือง เมืองหนึ่งถึงต้องแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นกันนะ แต่แล้วอย่างไรเล่าเขาตัดสินใจไป “ผมยังยืนยันคำเดิมครับท่านพ่อ”


            อาเทอร์เฝ้ามองบุตรชายด้วยรอยยิ้ม เคนอสเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนราวกับเป็นผู้ใหญ๋ก็ไม่ปาน ก่อนจะหันไปหาฟิลิป “คงต้องรบกวนท่านอาจารย์แล้ว”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า รบกวนอะไรกันอาร์ทคุง เคนคุงก็เป็นลูกศิา์ของข้าเหมือนกัน” ฟิลิปหัวเราะร่วนจากนั้นหันไปหาเคนอส “เคนคุงจากนี้ไปเจ้าจะต้องออกเดินทาง”


            “เดินทางงั้นหรอครับ?”

            “ใช่ ข้าจะพาเจ้าไปเรียนรู้สิ่งที่เจ้าต้องปกป้องในช่วงห้าปีนับจากนี้ ไปเตรียมตัวเดินทางเถอะ”

            ….

            วันเวลาไหลผ่านไปร่วมสัปดาห์ เลดี้ มิลล่า ใช้เวลาร่วมกับบุตรชายมากกว่าแต่ก่อนนับเท่าตัวในช่วงสัปดาห์นี้ และวันนี้เธอถึงกับร้องไห้ เพราะวันนี้เป็นวันออกเดินทางของเคนอส จะไม่ให้เธอเศร้าได้อย่างไรบุตรชายอายุเพียง 5 ขวบกลับต้องจากกันตั้ง 5 ปีเสียแล้ว 


            รถม้าคันงามค่อยๆเคลื่อนออก 


    ฝ่ามือซากหนาของอาเทอร์ปาดไปที่ดวงตาคู่งาม “อย่าห่วงเลย ลูกเรามิได้เป็นอะไรไปเสียหน่อย เขาแค่ออกเดินทางเท่านั้นเอง ถ้าเจ้าเหงางั้นเราก็หาน้องให้เคนอสสักคนกันเถอะ” 

            …………

            (จบภาคแรก ปฐมบทสงครามสุดท้าย)