“ใช่แล้ว พวกนั้นก็แค่มดปลวก” จางฮ่านหัวเราะ
“อือๆ ๆ ...มดปลวกๆ ” พอจางฮ่านเอ่ยปากชม ความกลัวทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ไม่ใช่แค่พวกกุ๊ยที่ชะงักไป แม้แต่เหลียงเมิ่งฉีก็พลอยชะงักไปด้วย
เธอไม่เข้าใจว่าจางฮ่านไปเอาความกล้ามาจากไหน พวกที่มาก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นพวกกุ๊ย ถ้ามีเรื่องเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไง? ทำกับข้าวไม่ได้จะเป็นยังไง? โอ๋ลูกไม่ได้จะว่ายังไง? เล่นเปียโนไม่ได้จะไม่แย่เอาเหรอ? เขาคิดถึงผลลัพธ์บ้างมั้ย?
เหลียงเมิ่งฉี ทั้งโมโหทั้งขำ
จางฮ่านหันไปมองกลุ่มที่มากับจ้าวเฟิง แล้วก็หันไปพูดกับเหมิงเหมิง
“พวกมดปลวก ป๊ะป๊าใช้แค่นิ้วเดียวก็บี้พวกนี้แหลกคามือแล้ว เหมิงเหมิงอยากดูป๊ะป๋าจัดการพวกไม่เจียมนี่มั้ย?”
“ไอ้เวรแกพูดว่าไงนะ?” หัวทองชักมีดที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา
ทุกคนเงียบกันหมด มีแต่หยูชิงชิงที่เตรียมพร้อมจะลงมือ เหมิงเหมิงเห็นแบบนั้นก็กลัว รีบพูดกับจางฮ่าน “ไม่อยากๆ เหมิงเหมิงไม่อยากให้ป๊ะป๋ามีเรื่อง....”
“ก็ได้ๆ ๆ ไม่มีเรื่อง ป๊ะป๋าไม่กระทืบพวกนั้นก็ได้ ไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร “จางฮ่านรีบโอ๋ โอ๋เสร็จก็ฝากเหมิงเหมิงให้เหลียงเมิ่งฉีช่วยดู
จางฮ่านเดินไปหยิบเงินออกมาจากลิ้นชักสามปึก เดินตรงเข้าไปหาจ้าวเฟิง มองพวกนั้นด้วยท่าทางราวกับฮ่องเต้มองคนทั่วไป เหมือนกับจะบอกให้รู้ว่าอย่าทำให้เขาโมโหเชียวนะ ไม่งั้นตายไม่รู้ตัว
ถึงจางฮ่านจะเดินอย่างไม่รีบร้อน แต่คนพวกนั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างมหาศาล สีหน้าของจ้าวเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
‘ยอดฝีมือ’ ม่านตาของเขาหดตัวลง
“จะมาเก็บค่าคุ้มครองก็มาให้มันดีๆ หน่อย” จางฮ่านหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่ว่าพวกแกเสียงดังแล้วจะแสดงว่าแกเจ๋งหรอกนะ ต่อไปถ้าขืนกล้ามาเหยียบที่นี่อีก ชีวิตของพวกแก ก็คงไม่มีความสำคัญอีกต่อไป”
จางฮ่านพูดเสียงเรียบๆ แต่ทำเอาคนพวกนั้นถึงกับขยับตัวไม่ได้ นอกจากจ้าวเฟิงแล้ว พวกนั้นรู้สึกว่าเขาน่ากลัวซะยิ่งกว่าถางจ้านมาเองเสียอีก
เขาเป็นใครกันนะ? ทำไม...ถึงได้มีแรงกดดันมหาศาลแบบนี้?
โดยเฉพาะหัวทอง ที่รู้สึกถึงพลังนี้ได้มากกว่าใคร เขาแทบจะเอ่ยปากออกไปว่า ‘รู้แล้วครับ’ แต่ต่อหน้าคนมากมาย ก็ทำได้แต่ข่มความกลัวนี้เอาไว้ ด้วยกลัวว่าจะเสียหน้า เลยกัดฟันพูดออกไป “แก....”
พูดยังไม่ทันจบ อยู่ๆ ก็
“ตุบ” หัวทองสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เหงื่อไหลพรากๆ พอหันไปมองก็เห็นกำปั้นคาอยู่ที่ท้อง
กำปั้นนี้ไม่ใช่ของจางฮ่าน แต่กลับเป็นของจ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงใช้แรงแค่ครึ่งเดียว ก็เล่นเอาหัวทองจุกจนพูดอะไรไม่ออก นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกน้องให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก ฟังจากเสียงปะทะเมื่อกี้ พวกลูกน้องรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เบาะๆ
จ้าวเฟิงหันไปพูดกับจางฮ่านอย่างถ่อมตัว “ต้องขอโทษด้วยครับ ที่ผมไม่อบรมลูกน้องให้ดี ทำให้คุณหนูตกใจ เป็นความผิดของผมเองครับ”
“เงินก็ได้ไปแล้วก็รีบๆ ออกไป”
พูดจบจางฮ่านก็เดินไปหาเหลียงเมิ่งฉี รับเหมิงเหมิงกลับมาอุ้ม ไม่ได้สนใจคนพวกนั้นอีก
“อ่อ....” จ้าวเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบนามบัตรออกมาจากกางเกงไปวางไว้บนโต๊ะ “พวกเราไม่ได้มาซี้ซั้วเก็บเงินหรอกนะครับ ถ้าที่นี่มีเรื่องอะไร หรือมีใครมาก่อความวุ่นวาย ก็โทรหาผมได้ทันทีเลยนะครับ นี่นามบัตรผม ไว้มีโอกาสผมอยากลองกินอาหารที่นี่สักครั้ง ขอตัวครับ”
จ้าวเฟิงพูดจบก็เดินนำลูกน้องออกไปจากร้าน โดยปกตินามบัตรที่ให้ตามร้านอาหารจะเป็นเบอร์ติดต่อไปทางแก๊ง แต่ครั้งนี้ที่เขาให้นั้นเป็นนามบัตรของตัวเขาเอง
นั่นก็เพราะเขารู้สึกได้ว่าจางฮ่านนั้นไม่ใช่คนธรรมดา จะพูด ‘น่ากลัว’ ก็ว่าได้
เขาคิดว่าถ้าไปมีเรื่องกับจางฮ่าน คนที่แพ้ยังไงก็ต้องเป็นเขา ถึงเขาจะเคยเป็นถึงระดับหัวแถวของหน่วยรบพิเศษก็เถอะ ส่วนจางฮ่านนั้น เป็นแค่เจ้าของร้านอาหารธรรมดาๆ จริงๆ เหรอ?
จ้าวเฟิงเดินออกจากร้านไปอย่างใจลอย
“พี่เฟิง ทำไมเมื่อกี้ถึงได้ชกฉันล่ะ?” หัวทองถามอย่างไร้เดียงสา
“โครม” จ้าวเฟิงให้ส้นเท้าเป็นคำตอบ รอบนี้เขาไม่ออมแรงแม้แต่นิด หัวทองกระเด็นไปไกลหลายเมตรเลยทีเดียว
“พวกเรามาเก็บเงิน ไม่ได้มาหาเรื่อง อย่าให้ฉันเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่งั้นฉันจะหักขาแกทิ้ง” จ้าวเฟิงพูดเสียงเย็น
ทำเอาเงียบกันหมด ฉายา “บ้าบิ่น” นั้นไม่ใช่เรียกกันเล่นๆ จ้าวเฟิงได้มันมาด้วยเลือด ทุกคำที่เขาพูดขู่เอาไว้ มันไม่ใช่แค่คำขู่
“รู้ รู้แล้วครับ.....” หัวทองพูดกระอักกระอ่วน
“ร้านต่อไป” จ้าวเฟิงเดินนำ ส่วนหัวทองนั้นต้องให้เพื่อนหามไป
กลับมาที่ร้านของจางฮ่าน
“เหมิงเหมิง ไม่ใช่บอกหนูไปแล้วหรือไง ว่าพวกนั้นเป็นแค่มดปลวก พวกเราไม่จำเป็นต้องกลัว” จางฮ่านคุยกับเหมิงเหมิง
“แต่ แต่พวกนั้นหน้าตาน่ากลัว แถมยังทำตัวน่าเกลียดด้วย...” เหมิงเหมิง ตอบ
“ใช่แล้วๆ เหมิงเหมิงเป็นเด็กผู้หญิงอ่อนแอ จะไม่ให้กลัวพวกอัปลักษณ์นั่นได้ยังไง” เหลียงเมิ่งฉีเสริม
“เธอนี่ก็ใจกล้าไม่เบา” จางฮ่านหันไปมองเหลียงเมิ่งฉี
“เชอะ ใครว่าฉันกลัวพวกนั้นกันเถ้าแก่ โชคดีที่วันนี้พวกเราอยู่ด้วย ชิงชิงน่ะเป็นถึงนักกีฬาเทควันโดสายดำเชียวน้า รู้หรือเปล่า?” เหลียงเมิ่งฉี พูดท่าทางภูมิอกภูมิใจ
“อ่อ? จริงเหรอ? ไม่เลวนี่” จางฮ่านมองดูชิงชิงอย่างประหลาดใจ
“ของมันแน่อยู่แล้ว ชิงชิงของพวกเราเจ๋งอยู่แล้ว” จ้าวต้าหู่สมทบ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” ชิงชิงถ่อมตัว เดินเข้ามาหาจางฮ่าน “เถ้าแก่พูดแค่ไม่กี่คำก็ทำเอาพวกนั้นกลัวจนหัวหดกันหมดแล้ว ฉันเทียบไม่ได้หรอก”
แรงกดดันมหาศาลเมื่อกี้ ไม่ใช่แค่คนพวกนั้นที่รู้สึกได้ ชิงชิงเองก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวเมื่อกี้นี้ มีแค่เหลียงเมิ่งฉีกับต้าหู่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา คิดแค่ว่าจางฮ่านโคตรเท่ เรื่องแบบนี้ยิ่งเป็นคนมีฝีมือยิ่งเข้าใจได้ลึกซึ้งได้ขนาดที่ว่า อีกฝ่ายเหี้ยมจริงหรือทำท่าทำทางเพื่อปิดบังความอ่อนแอเอาไว้
“ป๊ะป๋าของหนูเจ๋งที่สุดอยู่แล้ว” ทุกครั้งที่มีคนชมจางฮ่าน เหมิงเหมิง เป็นต้องภูมิใจ
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ”
พอเห็นจางฮ่านอารมณ์ดี เหลียงเมิ่งฉี ก็ได้โอกาสพูดขึ้น “เอ่อ เถ้าแก่...ฉันมีเรื่องจะขออะไรคุณสักอย่างจะได้มั้ย?”
“อือ พูดมาสิ”
จางฮ่านพยักหน้า การกระทำของเหลียงเมิ่งฉีเมื่อกี้ทำให้เขาถูกใจ เพราะฉะนั้นเธอมีเรื่องขอร้องอะไร เขาก็พร้อมจะพิจารณา
“เถ้าแก่จะหุงข้าวให้เยอะกว่านี้หน่อยได้มั้ย แม่หญิงจ้าวกินไม่อิ่มทุกทีเลย” เหลียงเมิ่งฉี เหลือบไปมองต้าหู่
ต้าหู่ได้ยินก็ดีใจพูดขึ้น “ใช่แล้วๆ คุณพี่เถ้าแก่ ตัวเขากินไม่อิ่มจริงๆ นะ”
“กินไม่อิ่มก็สมน้ำหน้า” หยูชิงชิงเห็นท่าทางสะดีดสะดิ้งก็ขนลุก “ไปให้พ้นๆ เกะกะลูกตา”
“ก็ตัวเขากินไม่อิ่มจริงๆ นี่....” จ้าวต้าหู่พูดจาน่าสงสาร
“หม้อข้าวที่ร้านใบไม่ใหญ่น่ะ ทุกครั้งที่หุงนั้นก็มากเท่าที่จะมากได้แล้ว” จางฮ่านตอบ
เหลียงเมิ่งฉี ได้ยินก็ลังเลขึ้นมา ก่อนจะพูดขึ้น “ถ้างั้นก็ ก็เปลี่ยนหม้อไปเลยมั้ย?”
จ้าวต้าหู่รีบเสริม “ใช่แล้วๆ เปลี่ยนหม้อได้มั้ย? ค่าหม้อเดี๋ยวฉันออกเอง ไม่ใช่สิ ฉันจะซื้อหม้อให้”
เหมิงเหมิงช่วยเชียร์อีกคน “เปลี่ยนหม้อ เปลี่ยนหม้อ...”
จางฮ่านเห็นท่าทางพวกนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะ ก่อนจะพยักหน้ารับคำ “ตกลงๆ ”
“เยส!” จ้าวต้าหู่ดีใจจนกระโดด “เถ้าแก่นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเลยนะ เรื่องเก็บกวาดให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”
“อื้อ อย่าทำเละก็พอ” จางฮ่านหันไปบอกเสร็จ ก็อุ้มเหมิงเหมิงขึ้นไปชั้นบน
“เชื่อใจฉันได้เลย ทุกอย่างเคยอยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้น ไม่เละแน่นอน” ต้าหู่ทำท่าขึงขัง
จบตอน