จ้าวลู่ชิงใช้เวลาฝังเข็มรักษาอาการของอวี้ซื่อและตรวจาแให้กับมู่ฉินประมาณหนึ่งชั่วยาม นางพึงพอใจกับความเฉลียวฉลาดของเด็กทั้งสามและบ้านหวังซื่อ แป้งขาวกับเนื้อแห้งที่นางให้ทั้งสองบ้านไปเป็เพราะความเห็นใจ ครอบครัวหนึ่งลำบากจนต้องทานแต่ผักป่าต้มส่วนอีกครอบครัวมีอาหารน้อยนิดก็ยังอุตส่าห์แบ่งมาช่วยเหลือ
นางชอบคนมีน้ำใจ อะไรที่นางพอช่วยเหลือได้ก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ทว่าการช่วยเหลือของนางก็มีขอบเขต เพื่อมิให้ครอบครัวอื่นกล่าวหาว่านางเลือกปฏิบัติจึงให้ซูเซียงกับซูเจินเอาแป้งกับเนื้อมาวางไว้หน้าประตูยามค่ำคืน ทั้งสองครอบครัวน่าจะเดาความ้าของนางได้จึงเลือกที่จะเงียบไม่เอ่ยถาม ทำเพียงกล่าวขอบคุณผ่านทางสายตา
่กลางวันจ้าวลู่ชิงกับสาวใช้เลือกที่จะขึ้นมาดูแปลงผลไม้บนูเาที่นางเป็เ้าของ พวงองุ่นภายในแปลงบัดนี้มีกระดาษห่อหุ้มจนเต็ม นางจ้างวานให้ท่านอาหนิงเอ๋อเข้าไปหาซื้อกระดาษ ที่ร้านค้าไม่้าใช้แล้วเพื่อนำมาห่อหุ้มไม่ให้ผลองุ่นถูกแมลงเข้าทำลาย
นางไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านการเกษตรมากมาย แต่นางเป็คนสนใจสิ่งต่าง ๆ จึงเคยเห็นวิธีการพวกนี้จากสื่อผ่านตามาบ้าง คนในหมู่บ้านก็ไม่เคยมีใครทำสวนผลไม้มาก่อน เรียกได้ว่านางกับคนงานเรียนรู้การทำสวนไปพร้อม ๆ กัน
ูเารกร้างในหมู่บ้านจำนวนสองร้อยหมู่[1] ที่จ้าวลู่ชิงซื้อแต่ก่อนกรรมสิทธิ์เป็ของหมู่บ้านตอนนี้เปลี่ยนถ่ายมาเป็ของนาง นางซื้อูเาลูกนี้มาในราคาสามร้อยก้วน คิดเป็หมู่ละหนึ่งก้วนกับอีกห้าร้อยเหวิน เงินส่วนหนึ่งจะมอบให้ทางการอีกส่วนจะแจกจ่ายชาวบ้านทุกครัวเรือนเท่ากัน
บนพื้นทีู่เามีลำธารไหลผ่าน จ้าวลู่ชิงไม่ได้ปลูกผลไม้จนเต็มูเา ยังเหลือพื้นที่ว่างอีกประมาณสามสิบหมู่นางกำลังคิดว่าจะปลูกพืชชนิดใด
นางไม่มีความคิดจะทำนาเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ ท่านพ่อกับท่านพี่ไม่เคยทำนามาก่อน ั้แ่รู้ความก็ศึกษาตำราเพื่อมุ่งสู่เส้นทางการเป็ขุนนาง ท่านปู่ชรามากแล้วจะให้ลงทำนานางก็ไม่ยินยอม ไม่ต้องกล่าวถึงท่านย่ากับท่านแม่ เพียงมีเงินนางก็สามารถซื้อข้าวให้ทุกคนอิ่มท้องไม่ต้องเหนื่อยลงมือทำนาเอง ในยุคโบราณทำนาออกมาได้ผลผลิตน้อยยังต้องนำผลผลิตไปจ่ายภาษีอีก
“น้ำในลำธารเย็นชื่นใจ” ซูเซียงเหมือนเด็กเมื่อเจอสิ่งถูกใจ อากาศร้อนพอมาเจอน้ำในลำธารเย็นช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้เป็อย่างดีก็เกิดความสนุก
“คุณหนูบ่าวชอบบรรยากาศของหมู่บ้านกลางหุบเขา” ซูเซียงใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้เพื่อมองดูบรรยากาศโดยรอบ
“ซูเซียงระวัง!” จ้าวลู่ชิงะโบอกเมื่อเห็นรังผึ้งอยู่บนต้นไม้
“ไอ๊หยา! ต่อยแล้ว! ผึ้งต่อยบ่าวแล้ว” มือปัดสะเปะสะปะเมื่อถูกผึ้งต่อยจนทรงตัวบนกิ่งไม้ไม่อยู่
จ้าวลู่ชิงรีบะโรับซูเซียงที่ถูกผึ้งต่อยจนตกจากต้นไม้ ซูเจินใช้วิชาตัวเบาวิ่งหนีผึ้งเป็ฝูงที่บินตามด้วยสีหน้าหวาดกลัว นางไม่อยากมีใบหน้าบวมเป็หัวหมูเพราะโดนผึ้งต่อย
ซูเซียนถูกจ้าวลู่ชิงอุ้มวิ่งหนีผึ้งฝูงใหญ่ ผู้ใดจะคาดคิดว่าซูเซียงจะใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปยืนบนต้นไม้โดยไม่ระวังรังผึ้ง
“คุณหนูรีบหนีเร็ว! วิ่งเร็วเข้า! มันตามพวกเรามาใกล้แล้ว”
จ้าวลู่ชิงรีบหนีสุดชีวิต วิชาตัวเบาที่ร่ำเรียนมาช่างเป็ประโยชน์ ในที่สุดก็มาถึงตีนเขา ผึ้งฝูงใหญ่หยุดตามไปั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
วางร่างดรุณีน้อยที่ซนจนหาเื่ใส่ตัวลงบนพื้น ใบหน้าเรียวบวมราวกับหัวหมู ปากบวมเจ่อจนบาน ดวงตาปิดหนึ่งข้าง
“คุณหนู” ซูเจินะโลงมายืนอยู่ข้างจ้าวลู่ชิง
“เ้าก็โดนผึ้งต่อย?” มองหน้าผากที่ปูดบวมของซูเจิน
“ผึ้งพวกนั้นมันร้ายมากเ้าค่ะ บ่าววิ่งหนีเท่าไหร่ก็ตามทัน หากบ่าวไม่มีวรยุทธ์ใบหน้าคงบวมเป็หัวหมูเหมือนซูเซียง”
“พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ”
ซูเซียงนอนร้องโอดโอย มีอี้หมัวมัวช่วยดึงเอาเหล็กในที่ฝังอยู่ในใบหน้าออก
จ้าวลู่ชิงบดยาแล้วนำมันมาโป๊ะบนใบหน้าของทั้งสองหลังจากอี้หมัวมัวเอาเหล็กในออกเรียบร้อยแล้ว พวกเ้าทานยาแก้ปวดเข้าไปแล้วนอนพักผ่อนเถิด
“เหตุใดคุณหนูถึงไม่โดนผึ้งต่อย” คุณหนูเป็คนะโอุ้มนางออกจากฝูงผึ้ง ไม่โดนผึ้งต่อยสักตัวเลยหรือ
“คุณหนูเป็คนดีเทพเ้าเลยคุ้มครอง เ้านี่สิ! ซนยิ่งนัก” อี้หมัวมัวทั้งโมโหทั้งขำขันกับใบหน้าบวมเหมือนหัวหมู
“หมัวมัว คอยอยู่ดูแลซูเซียงกับซูเจินเถิด ข้าจะเข้าไปปรุงยาสักหน่อย”
ห้องสำหรับปรุงยามีทั้งหมดสองห้อง ห้องสำหรับเก็บสมุนไพรมีหนึ่งห้อง แต่ละห้องสามารถเดินทะลุกันได้ จ้าวลู่ชิงนั่งนิ่งอยู่ในห้องสำหรับปรุงยาพิษ นางถูกผึ้งต่อยหลายตัวแต่เพราะเหตุใดใบหน้าถึงไม่บวม ความรู้สึกเ็ปก็ไม่มีแตกต่างจากสาวใช้ทั้งสอง
ความสงสัยปนตื่นเต้นทำให้นางรีบหยิบสารสกัดจากพืชที่มีพิษและยาแก้พิษออกมา เริ่มจากสารสกัดพืชที่มีพิษเพียงน้อยนิด นางลองเอาสารสกัดที่อยู่ในถ้วยใบเล็กมาทาบริเวณท้องแขน รอเวลาประมาณหนึ่งเค่อท้องแขนนางก็เนียนขาวดังเดิมมิได้เปลี่ยนเป็ผื่นแดง
จ้าวลู่ชิงลองสารสกัดจากจากพืชพิษชนิดอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฎว่าร่างกายนางมิเป็อันใดเลยสักนิด ยาแก้พิษแต่ละขวดที่เตรียมไว้ไม่ได้เปิดใช้
หรือว่านี่จะเป็ความพิเศษที่ติดตัวนางมายังยุคนี้ นั่งครุ่นคิดถึงจมูกที่สามารถแยกแยะกลิ่นได้อย่างแม่นยำ พิษจากพืชและสัตว์มิสามารถทำอันใดนางได้เลย
สิ่งมหัศจรรย์ที่เพิ่งค้นพบทำให้จ้าวลู่ชิงตื่นเต้นไปกับมัน วันต่อมานางขออนุญาตท่านปู่ขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนูเา โดยมีพลเงาตามไปด้วย สมุนไพรที่นางขึ้นไปเก็บมีทั้งที่เป็ยาและเป็พิษ อยู่ในยุคแห่งการแย่งนางต้องเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลาเพื่อรักษาชีวิตให้รอด
เมื่อเล็งเห็นสมุนไพรที่มีประโยชน์เกิดเต็มูเาแต่พวกชาวบ้านไม่รู้จักทำให้นางเหมือนเห็นเงินลอยละล่องอยู่ในอากาศคว้าใส่กระเป๋าเท่าใดก็มิหมดง่าย
----------------------------
หลายวันต่อมาจ้าวลู่ชิงฝังเข็มให้อวี้ซื่อเสร็จก็ตรวจดูแผลบริเวณขาของมู่ฉินเห็นว่าแผลกำลังแห้งก็พึงพอใจ
“ขาท่านพ่อใกล้จะหายแล้ว” มู่เจียกับมู่หานเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า เห็นแผลบริเวณขาของบิดาแห้งดีใจราวกับได้ของขวัญล้ำค่าจาก์ บิดากลับมาเดินได้เหมือนเดิมพวกตนก็มิต้องอดมื้อกินมื้อ
“ขอบคุณท่านหมอมากขอรับ ถ้าข้าหายดีจะรีบขึ้นเขาล่าสัตว์แล้วนำไปแลกเงินเพื่อมาจ่ายค่ารักษา” มู่ฉินกล่าวขอบคุณหมอหญิงทุกครั้งที่นางมาตรวจาแให้ ภรรยาเขาก็ร่างกายดีขึ้นทุกวันเพราะการรักษาของนาง
“ข้าบอกแล้วว่ามิต้องจ่าย”
“มิได้ดอกขอรับ” รีบปฏิเสธเพราะท่านหมอหมดยาสมุนไพรกับเขาและภรรยาไปไม่น้อย ไหนจะวิธีการฝังเข็มรักษา หากไปรักษาตัวในโรงหมอตำบลต้องหมดเงินไปหลายสิบก้วน
“สมุนไพรข้าก็เก็บมาจากบนเขา ค่าตรวจรักษาข้าไม่คิดเพราะเห็นแก่คนหมู่บ้านเดียวกัน บุตรของท่านยังเยาว์วัยนักข้าจะเมินเฉยปล่อยให้พวกท่านสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร”
“พี่สาวมีงานให้ข้าทำหรือยังเ้าคะ” มู่เจียยังถามหางานอยู่ตลอดเวลา นางอยากทำงานเพื่อตอบแทนน้ำใจของพี่สาว
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ยามเหม่าข้าจะจ้างเ้าขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขา”
“ข้าไม่เอาค่าแรงเ้าค่ะ”
“ข้าไม่ใช่คนที่จะเอาเปรียบเด็กน้อย” เขี่ยจมูกเด็กหญิงตัวน้อย หลายวันมานี้นางดูสดใสร่าเริงมากขึ้น
“พวกเ้าสองคน พรุ่งนี้ยามเหม่าใครว่างขึ้นไปบนูเากับข้า” หันไปถามเด็กชายทั้งสอง
“พวกเราว่างทั้งสองคน”
“พวกเ้าไปทั้งสองคนมิได้ ต้องมีคนหนึ่งอยู่ดูแลพ่อกับแม่ของพวกเ้า”
“ให้น้องสาวอยู่ดูแล น้องสาวยังเด็กขึ้นูเาอันตราย”
“ข้ามิใช่เด็กแล้ว โก๋วจื่อบ้านหวงอายุเท่าข้ายังขึ้นไปขุดผักป่ากับพี่ชายได้เลย” มู่เจียอยากขึ้นไปบนูเาเพื่อทำงานให้พี่สาวลู่ชิงจนกล้าเถียงพี่ชาย
“เอาล่ะ ข้าจะบอกตามตรงก็แล้วกัน เหตุที่ข้าให้เสี่ยวเจียขึ้นไปบนูเาด้วย เพราะข้าอยากสอนให้นางรู้จักสมุนไพร นางเป็เด็กที่เฉลียวฉลาดหากรู้จักสมุนไพรท่องแท้ อนาคตนางจะทำประโยชน์ให้กับคนในหมู่บ้าน”
หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีคนรู้วิชาแพทย์ หากเด็กคนนี้มีพร์ในเื่การแพทย์นางก็จะสอนให้ ที่นางเลือกสอนเด็กผู้หญิงเหตุผลหลักเพราะในยุคสมัยนี้ถือเื่ความแตกต่างระหว่างชายหญิง แม้ต้าถังจะเปิดกว้างเื่ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงแต่คนส่วนใหญ่ยังยึดหลักคำสอนของขงจื้อ
“ข้าอยู่เฝ้าท่านพ่อท่านแม่เองขอรับ” มู่เฉินอาสาอยู่เฝ้าบ้าน
จ้าวลู่ชิงพึงพอใจนางชอบเด็กที่รู้ความเข้าใจง่าย สายตานางกวาดไปเห็นเด็กสองคนที่มีลักษณะไม่ต่างจากพี่น้องบ้านนี้เท่าไหร่หลบอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน เด็กสองคนนั้นกำลังจะวิ่งหนีเมื่อรู้ว่าถูกนางจับได้
“เด็กสองคนนั้นคือผู้ใด”
“ฮุ่ยเฟินกับฮุ่ยอันลูกท่านป้าหวังเ้าค่ะ พวกเขาน่าจะมาเล่นที่บ้านข้า แต่เห็นพี่สาวอยู่จึงไม่กล้าเข้ามา”
“เด็กสองคนนั้นเคยขึ้นเขาไปขุดผักป่าหรือไม่”
“เคยขอรับ ทั้งสองขึ้นไปขุดผักป่ากับข้าบนูเาตลอด” มู่หานเป็คนตอบ
“เ้าช่วยถามเด็กสองคนนั้นว่าพรุ่งนี้เต็มใจจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรกับพวกเ้าหรือเปล่า หากเต็มใจก็ให้ไปเจอกันที่ตีนเขาทางทิศตะวันตกยามเหม่า” นางกำลังหาลูกมือขึ้นไปเก็บสมุนไพรอยู่พอดี จะพาบ่าวที่บ้านไปเก็บสมุนไพรด้วยก็ไม่ได้เพราะทุกคนต่างมีหน้าที่
จ้าวลู่ชิงตกลงกับพวกเด็กขาดสารอาหารได้แล้ว ก็เดินกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านชาวบ้านต่างทักทายนางเช่นทุกวัน
ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ว่านางมาช่วยรักษาสองสามีภรรยาบ้านมู่ที่นอนป่วยติดเตียง
“เสี่ยวชิง อยากซื้อไก่อีกหรือไม่ หากอยากซื้อมาซื้อที่บ้านข้าได้เลยนะ”
“ได้เลยเ้าค่ะท่านป้า” นางตอบรับอย่างเป็กันเอง
“ท่านแม่ ไก่บ้านเราเหลือแค่เพียงตัวเดียวแล้วนะเ้าคะ ข้าจะเก็บไว้กินไข่” ดรุณีน้อยกระเง้ากระงอดใส่มารดา
“กิน กิน วัน ๆ รู้แต่จะกิน”
เสียงทะเลาะกันระหว่างมารดากับบุตรสาวทำให้จ้าวลู่ชิงยิ้มออกมาได้ หมู่บ้านเป่ยซานไม่ค่อยมีคนทะเลาะกัน ส่วนใหญ่จะทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ มิได้จริงจังอันใด ทุกคนต่างเก็บเรี่ยวแรงไว้ทำงาน ทะเลาะกันก็สิ้นเปลืองพลังงาน ชาวบ้านต่างอยากประหยัดอาหาร
ชาวบ้านไม่ค่อยมีความคิดที่ซับซ้อนเหมือนพวกคนชนชั้นสูงที่วัน ๆ เอาแต่วางแผนแย่งอำนาจกัน ทำตัวราวกับเสือหิวโหยหากเ้าไม่จัดการข้า ข้าก็จะจัดการเ้า ต่อหน้ายิ้มให้ข้าลับหลังคอยนินทาว่าร้าย
[1] 1 หมู่ เท่ากับ 166.5 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร