ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 ต่อต้านอวิ้นหลิง

            หลินหยางที่ยืนเผชิญหน้ากับต้วนเทียนหยาอยู่นั้น

            เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในใจกลางมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวังรอบข้างเขานั้นมีแต่บรรยากาศอันเย็นเยือกและทรงพลังของอีกฝ่ายที่แผ่กระจายไปทั่วจนแทบจะหายใจไม่ออก

            แกร่งมาก!!

            ต้วนเทียนหยาที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หลินหยางจะเคยพบมาในชีวิตที่เกิดใหม่หลังความตายนี้อีกทั้งตอนที่หลินหยางใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณเพื่อไปตรวจสอบระดับความสามารถของอีกฝ่ายอยู่นั้นความรู้สึกแปลกประหลาดนั่นก็เกิดขึ้นมาอีกครั้ง

            เป็นความรู้สึกแบบที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นอย่างไรราวกับตัวตนของต้วนเทียนหยางที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นช่างดูเลือนรางเหลือเกิน แต่ก็ดูทรงพลังมากอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

            เขาดูเหมือนจะไม่ได้มีความสามารถแค่ระดับอวิ้นหลิงเท่านั้นเหมือนจะอยู่เหนือไปกว่านั้นแต่ในสายตาของเขากลับเห็นพลังที่ปล่อยออกมาอยู่แค่ในระดับอวิ้นหลิงเสียอย่างนั้น

             นี่เป็นครั้งแรกที่วิชาเนตรเพลิงสุพรรณของเขาเห็นปรากฏการณ์แบบนี้แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดวิเคราะห์มากไปกว่านี้แล้วเพราะแรงกดดันอันหนักอึ้งดุจขุนเขานั่นทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

            “หลินอี้!! แค่เจ้าคนเดียวเกรงว่าจะไม่อาจต้านทานพลังของมันได้...สถานะของเจ้าตอนนี้สำคัญมาก จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงไม่ได้!!”

            เวินติ่งเทียนขมวดคิ้วแน่นพูดออกมา เขาไม่กล้าปล่อยให้หลินอี้ออกไปรับท่าพิฆาตของต้วนเทียนหยาเลย

            เวินชิงชิงเองก็รีบพูดขึ้นมาว่า “เจ้าโง่รึเปล่าหลินอี้!! เจ้านั่นไม่ได้บอกสักหน่อยว่าต้องรับคนเดียวถ้าพวกเราทั้งยี่สิบคนช่วยกันละก็ มีหรือจะไม่สามารถต้านรับหนึ่งฝ่ามือของมันได้!!”

            พวกเวินเทาเองก็พูดขึ้นมาว่า “นั่นสิ ผู้อาวุโสหลิน พวกเราช่วยรับดีกว่า!!”

            หั่วเอ๋อร์ที่ยืนเอาปีกคลุมตัวอยู่บนไหล่ของหลินหยางก็ร้องขึ้นมาว่า“แกว๊กแกว๊ก ให้ข้าลงมือช่วยไหมเล่า!! แค่เจ้าเอาศพของราชสีห์เก้าเศียรออกมาให้ข้า...ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเจ้าหมอนั่นให้เอง!!”

            น้ำเสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

            แม้แต่หั่วเอ๋อร์ที่ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนกำลังทำเนียนปล้นคนตอนไฟไหม้ก็ตามแต่หลินหยางก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันของอสูรที่ปล่อยออกมาจากตัวของหั่วเอ๋อร์คอยต้านทานแรงกดดันน่าหวาดหวั่นของต้วนเทียนหยาอยู่

            เจ้านกตัวนี้นี่ ถึงปกติจะดูบ้าๆ บอๆ ก็ตามแต่พอถึงยามคับขันขึ้นมาจริงๆ ก็นับว่ามันใจเด็ดใช้ได้

            แต่หลินหยางนั้นกลับส่ายหัวออกมาเบาๆจากนั้นแหวนพระสุเมรุก็เปล่งแสงอกมา แล้วชุดเกราะสีดำก็ปรากฏขึ้นบนตัวของเขา

            ขณะเดียวกันพลังฟ้าดินรูปแบบเปลวเพลิงก็เริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเขาหลังจากที่ได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬแล้ว ก็เริ่มปรากฏประกายแสงสีแดงเข้มบนผิวนอกของเขาจนสามารถสกัดกั้นแรงกดดันของต้วนเทียนหยาเอาไว้ได้

            หลินหยางส่งสายตาไล่ให้หั่วเอ๋อร์ไปไกลๆ พร้อมกับพูดกับมันด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความห้าวหาญว่า“คนอื่นไม่เชื่อฝืมือข้าข้าไม่แปลกใจ แต่เจ้าอย่ามาทำเนียนขอของกินแบบนี้ เจ้าก็รู้อยู่รู้แล้วว่าระดับอวิ้นหลิง...ทำอะไรข้าไม่ได้!!”

            ระดับอวิ้นหลิง ทำอะไรข้าไม่ได้!!

            คำพูดประโยคนี้ต้องการจะบอกให้พรรคพวกของเขาได้ยินและก็เป็นพวกเวินติ่งเทียนตกใจจนอึ้ง

            พวกเขาไม่รู้ว่าขีดจำกัดสูงสุดของชุดเกราะนี้มันแข็งแกร่งมากแค่ไหนถึงแม้ว่าเมื่อวานหลินหยางจะแสดงความสามารถของชุดเกราะออกมาให้ดูแล้วก็ตามแต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้บอกความสามารถที่แท้จริงออกมาทั้งหมดแต่เกรงว่าครั้งนี้เขาคงต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีของชุดเกราะสีดำนี้ในการเผชิญหน้ากับต้วนเทียนหยาแล้ว

            “เชอะถ้าจะตายก็อย่าลืมยกเลิกพันธสัญญาวิญญาณนั่นด้วยเล่า ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้ข้าลำบากได้...”

            หั่วเอ๋อร์ที่ถูกอ่านออกก็ถลึงตาโตใส่หลินหยางจากนั้นมันก็บินกลับไปอยู่บนไหล่ของเวินชิงชิงอีกครั้ง ดูจากท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนของมันแล้ว...

            ระดับอวิ้นหลิงดูท่าจะไม่ได้เป็นปัญหากับหลินหยางมากขนาดนั้นจริงๆ

            พวกคนรอบข้างถึงเริ่มวางใจได้บ้างแล้วตอนนี้

            แต่ขณะเดียวพวกเขาก็ต้องรู้สึกทึ่งกับความแข็งแกร่งของชุดเกราะนี่อีกครั้งมันจะโกงเกินไปแล้ว

            หลินหยางหันไปมองทางต้วนเทียนหยา ยกสองมือขึ้นคารวะ “เชิญท่านผู้อาวุโสลงมือเถอะ“

            หลินหยางรู้ว่าต้วนเทียนหยามีจุดประสงค์อะไรอีกฝ่ายต้องการจะโค่นตระกูลเวินลงภายในหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น

            แต่เขาเองก็ต้องการจะประกาศให้ต้วนเทียนหยาและเหล่าราชวงศ์ที่อยู่เบื้องหลังนั่นรู้ด้วยว่า... เกราะวิญญาณเหล็กทมิฬชุดนี้แข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้เหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงยังต้องขมวดคิ้วแน่นอน!!

            เพราะเขายังมีอีกความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชุดเกราะนี้ยังไม่ได้ใช้ออกไปเป็นความสามารถที่หลินหยางเก็บซ่อนไว้มาโดยตลอดก็เพื่อที่จะเอาไว้ใช้รับมือเวลาถูกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงรังแก

            หั่วเอ๋อร์เคยบอกแล้วว่าชุดเกราะสีดำทมิฬชุดนี้เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งนั่นไม่ใช่คำพูดเล่นๆแน่นอน ความสามารถสุดท้ายของชุดเกราะวิญญาณจะต้องขี้โกงอย่างที่สุดแน่ๆ

             และเขายังเชื่ออีกด้วยว่าถ้าหากสามารถสกัดฝ่ามือนี้ของต้วนเทียนหยาไว้ได้ราชวงศ์ของอาณาจักรชูอวิ๋นจะต้องอยากได้วิธีการสร้างของมันจนต้องยกย่องบูชาเหล่าตระกูลเวินและหลินอี้ยิ่งกว่าบูชาบรรพบุรุษมันเองแน่ๆ

            เข้ามาเลย ฝ่ามือสุดท้ายที่จะกำหนดชะตาชีวิตนั่น

            ต้วนเทียนหยามองมาทางหลินหยางดวงตาที่ดูคล้ายกับลูกไฟวิญญาณนั่นต้องการจะตรวจสอบหลินหยางและชุดเกราะสุดมหัศจรรย์นี่

            เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ส่วนหลินหยางก็เตรียมตัวพร้อมเรียบร้อยแล้ว

            ในที่สุดต้วนเทียนหยาก็ยกมือข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในผ้าคลุมขึ้นมาจากนั้นก็โบกมือเบาๆ

            ดูท่าทางเหมือนเขาจะไม่ได้ออกแรงด้วยซ้ำแต่ทั่วทั้งสนามพลันเกิดแสงสว่างของพลังฟ้าดินที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นสีม่วงขึ้น

            ฮูมม

            พลังงานรูปฝ่ามือที่สร้างขึ้นจากลำแสงนั่นก็ปรากฏขึ้นบนสนามเกิดเสียงอันแหลมเล็กที่เสียดสีกันจนคนรอบข้างรู้สึกปวดชาทั้งหูขึ้นฝ่ามืออัสนีขนาดมหึมาที่ส่วนนิ้วของมันก็ยาวเกือบเมตรแล้วนั่นราวกับว่ามันสามารถเจาะผืนฟ้าจนเป็นรูได้เลยที่เดียว

            พอฝ่ามืออัสนีนี้ถูกปล่อยออกทั่วทั้งสนามก็เปลี่ยนสีไปหมดทันที

            ต้วนเทียนหยาสามารถเปลี่ยนพลังฟ้าดินให้กลายเป็นรูปร่างได้ในระดับสมบูรณ์แบบแล้วแต่สิ่งที่น่าตกตะลึงมากกว่าก็คือพลังฟ้าดินที่เขาใช้อยู่นั้นก็เป็นพลังฟ้าดินแบบพิสดารเหมือนกันแถมยังเป็นพลังฟ้าดินรูปแบบสายฟ้าที่เป็นธาตุทองอันแข็งแกร่งอีกด้วย

            พลังฝ่ามือที่กำลังคำรามอยู่นี้ราวกับว่าสามารถทำลายได้ทุกอย่างต้วนเทียนหยามองมาทางหลินหยางด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกราวกับกำลังจะบอกว่า

            “เอาละ เด็กหนุ่มเอ๋ย จงรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของพลังที่เจ้าไม่อาจจะจินตนาการได้ถึงนี่ดู!!”

            พอผลักเบาๆ ฝ่ามืออัสนียักษ์ ปลิดชีพปลิดวิญญาณ

            เส้นทางที่พุ่งผ่านนั้น ลุกไหม้กลายเป็นทะเลเพลิงราวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มันผ่านไปล้วนต้องถูกเผาจนกลายเป็นเพียงฝุ่นผง

            การโจมตีของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงเพียงครั้งเดียวก็มีอานุภาพมากมายถึงเพียงนี้แล้วสายฟ้าพิฆาตนั่นทำเอาผู้คนตกตะลึงจนตัวแข็งไปหมด แอบคิดกันว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่คนที่ยืนเผชิญหน้ากับการโจมตีสุดร้ายกาจจนน่าหวาดกลัวนั่นไม่ใช่ตัวเองไม่อย่างนั้นละก็ ต่อให้มีเกราะเทพมาคุ้มกายไว้ก็มิอาจรอดพ้นจากความตายได้ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะแค่บาดเจ็บสาหัส

            แล้วหลินอี้จะทำอย่างไรเล่าทีนี้!!

            “หลินอี้ ระวัง!!”

            พอเห็นกระบวนท่าโจมตีที่ร้ายกาจปานนั้นรอบข้างก็ส่งเสียงตะโกนด้วยความเป็นห่วงขึ้น

            พวกของเวินติ่งเทียนเร่งพลังฟ้าดินขึ้นมาทั่วทั้งร่างแล้วตอนนี้คิดจะเข้าไปช่วยเหลือหลินหยางที่กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

            หลินหยางที่กำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่าหวาดกลัวที่กำลังพุ่งมาทางเขานั้นทำเพียงแค่ยกมือขึ้นมาข้างหนึ่ง

            ด้านบนของเกราะแขนที่สวมอยู่บนแขนซ้ายของเขาพลันมีลูกดอกสี่แฉกที่เปล่งประกายอันเย็นยะเยือกดีดตัวออกมาหนึ่งดอก

            ซึ่งลูกดอกอันแหลมคมนี่เองที่เมื่อวันก่อนได้พุ่งทะลุทรวงอกของมารราคะนั่นจนเป็นรูโบ๋อย่างง่ายดายความคมของมันนั้นไม่เหมือนลูกดอกธรรมดาทั่วไป

            พอหลินหยางสะบัดมือลูกดอกลูกนั้นก็พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือสายฟ้าตรงหน้าด้วยความเร็วสูงจนเห็นเป็นเพียงเส้นแสงสายหนึ่งในจังหวะที่ทั้งสองสิ่งเข้าประชิดกันแล้วลูกดอกนั่นพลันเกิดระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน

            และในตอนที่มันระเบิดออกมานั่นเองภายในตัวลูกดอกก็มีเปลวพลังอันรุนแรงระเบิดตามออกมาพลังของมันเทียบเท่ากับการโจมตีสุดแรงของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้าย

            เจ้าลูกดอกนี่... มันระเบิดได้ด้วย!!

            แม้แต่พวกของเวินติ่งเทียนก็ยังเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรกว่าเจ้าชุดเกราะสีดำนี่ยังมีความสามารถลับแบบนี้ซ่อนเอาไว้อยู่ด้วยแต่สิ่งที่ชวนให้สิ้นหวังก็เกิดขึ้นแรงระเบิดอันน่ากลัวนั่นกลับทำให้ฝ่ามือสายฟ้าที่กำลังงพุ่งเข้ามานั้นกะพริบเบาๆ ไปทีหนึ่งเท่านั้น สถานการณ์ของหลินหยางในตอนนี้ก็ยังคงวิกฤตอยู่

            สายฟ้าพิฆาตอันน่ากลัวนั่นกำลังเข้ามาอยู่ใกล้หลิหยางแล้ว

            “แข็งแกร่งจริงๆ ด้วย...”

            หลินหยางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆเขาค่อนข้างเชื่อมันในไพ่ตายของตัวเอง “ความสามารถระเบิดตัวเอง ทำงาน”

            เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉยแต่เนื้อหากับน่าตกใจเป็นอย่างมาก

            ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเปล่งแสงสีแดงเข้มออกมาอย่างรุนแรงเหมือนกับว่าพลังโจมตีได้ดีดขึ้นไปถึงระดับสูงสุดอย่างรวดเร็ว

            ลำแสงสีแดงเข้มนี้พุ่งออกไปจากชุดเกราะนี้เป็นเส้นๆแถมยังส่งเสียงปริแตกออกมาอย่างต่อเนื่อง

            จากนั้นหลินหยางก็ดีดตัวออกมาจากด้านหลังของชุดเกราะที่เปิดออกเป็นช่องว่างแต่ชุดเกราะที่สร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบขั้นสามและแรงกายแรงใจในการสร้างอันมหาศาลนั่นตอนนี้กลายเป็นเพียงเงาสีดำๆ สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฝ่ามืออัสนีของต้วนเทียนหยา

            ผู้คนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกตะลึง

            ใครจะคิดกันล่ะว่าความสามารถสุดท้ายของชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนี่จะเป็นท่าจักจั่นลอกคราบแบบนี้

            และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือแรงระเบิดที่เกิดจากการรีดเร้นเอาพลังงานของผลึกต้นกำเนิดทั้งหมดออกมาทันทีในเสี้ยวพริบตานั้นจะรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัวได้ขนาดนี้

            “ถอยไป!!”

            นี่คือคำพูดแรกของหลินหยางหลังจากที่เขาดีดตัวออกมา

            ต่อมาชุดเกราะก็ปะทะเข้ากับพลังฝ่ามือขนาดใหญ่นั่น

            ในวินาทีแรกที่ชนนั้นราวกับว่าทั้งโลกตกลงสู่ความเงียบโดยไร้ซึ่งเสียงของสรรพสิ่งใดๆจากนั้นก็เกิดคลื่นกระแทกอันรุนแรงที่พุ่งออกมาจากบริเวณจุดศูนย์กลางของแรงระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณคลื่นทำลายล้างนั่นบดขยี้ทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ จนเละเทะไม่มีชิ้นดี

            ภาพที่เกิดขึ้นดูสยองขวัญราวกับเป็นการมาถึงของวันสิ้นโลกหลังจากนั้นไม่นานพลังงานอันมหาศาลก็ขยายตัวออกมาราวกับคลื่นยักษ์ที่กำลังโถมเข้ากลืนกินทุกอย่างที่อยู่โดยรอบจนมันสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผง

            ทั่วทั้งสนามประลองตอนนี้กลายเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย

            คนของตระกูลเวินต่างก็ถูกแรงกระแทกซัดจนปลิวกระเด็นออกไปมีเพียงเวินติ่งเทียนและหลินหยางที่มีพลังแข็งกล้ามากที่สุดเท่านั้นที่ยังคงทรงตัวอยู่ท่ามกลางคลื่นพลังอันรุนแรงนี้ได้

            แค่ครั้งเดียว

            การโจมตีระดับอวิ้นหลิงแค่ครั้งเดียวก็สามารถทำลายพื้นที่ทั้งสนามประลองที่มีขนาดกว้างถึงหนึ่งพันตารางเมตรได้อย่างราบคาบ

            นี่คือพลังที่แท้จริงของพวกเหนือมนุษย์ที่กำลังจะเข้าสู่วิถีแห่งเซียนนี่ต่างหากถึงจะเป็นพลังขั้นสุดยอดที่เรียกได้ว่าไร้พ่ายอย่างแท้จริง

            แต่ตอนนี้หลินหยางสามารถช่วยรับการโจมตีอันร้ายกาจแทนตระกูลเวินได้หนึ่งครั้ง!!

            ฝุ่นควันค่อยๆ จางหายไป...

            ผู้คนถึงจะเสียหลักกันไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครบาดเจ็บ

            หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงหมดแล้วก็ไม่เห็นเงาร่างของต้วนเทียนหยาในสนามแล้ว

            ยอดฝีมือในตำนานท่านนี้ ซื่อตรงชัดเจนถึงที่สุดบอกว่าฝ่ามือเดียว ก็ฝ่ามือเดียวจริงๆพอซัดออกมาเสร็จก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีกแม้แต่ครึ่งคำ

            เหล่าคนของตระกูลเวินที่ได้สติกลับมาแล้วนั้นต่างก็เข้าใจว่าต้วนเทียนหยาเป็นฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้ว

            ยอดฝีมือระดับสุดยอดอย่างเขานั้น ถ้าไม่ชนะ ก็เท่ากับแพ้เลย

            “ไชโย!!!!”

            “พวกเราชนะแล้ว พวกเราชนะจริงๆ แล้ว!!”

            “ขนาดต้วนเทียนหยายังถูกพวกเราไล่จนหนีไปแล้วผู้อาวุโสหลิน ให้ตายเถอะท่านนี่โคตรสุดยอดเลยจริงๆ!!!!”

            เสียงตะโกนที่แสดงให้เห็นถึงความยินดีอย่างถึงที่สุดดังขึ้น

            เหล่านักรบในชุดเกราะสีดำทั้งยี่สิบคนนั้นบางคนก็ยังเป็นวัยรุ่นอายุน้อยพวกเขาพลันถอดชุดเกราะบนตัวออกแล้วเข้ามาจับหลินหยางโยนขึ้นฟ้าสูงกันอย่างยินดี

            การต่อสู้ในวันนี้จะต้องกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อไปอีกนานแสนนาน

            ตระกูลเวินในฐานะของตระกูลของประชาชนธรรมดากลับสามารถต่อต้านทหารองครักษ์กว่าหมื่นคนสามารถเสมอกับหัวหน้าองครักษ์ทั้งสามคน ขับไล่หัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน แค่นี้ก็เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่เกินความคาดหมายของผู้คนแล้ว

            แต่ผู้อาวุโสหลินกลับทำได้ถึงขนาดสามารถรับการโจมตีของยอดฝีมือระดับสุดยอดที่เป็นถึงดาบของอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้อย่างต้วนเทียนหยาได้หนึ่งครั้งโดยไม่พ่าย

            เป็นเรื่องที่สามารถเอาไปโม้ได้ทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ!!

            เวินติ่งเทียนยิ้มกว้างด้วยความยินดีอย่างถึงที่สุดพอเขาโบกมือขึ้น เวินชงพ่อบ้านประจำตระกูลที่แอบซ่อนตัวอยู่ตรงขอบมุมมาโดยตลอดก็รีบวิ่งไปที่สวนด้านหลังพร้อมกับนำข่าวดีไปประกาศให้เหล่าคนในตระกูลที่แอบอยู่ตามที่ต่างๆที่เตรียมตัวหนีออกไปได้ทุกเวลา

            พอพวกเขาได้ยินข่าวดีก็รีบวิ่งกลับมาทันทีใช้สองขากระโดดโลดเต้นอย่างดีใจใช้รอยยิ้มและน้ำตาเป็นดั่งเครื่องเฉลิมฉลองชัยชนะของตระกูลเวินจนกลายเป็นดั่งคลื่นทะเลแห่งความสุข

            และในขณะเดียวกันนั้นเองภายในเกี้ยวเล็กสีดำหลังหนึ่งนั้นที่กำลังถูกแบกโดยคนใช้สี่คนกำลังเดินอยู่บนถนนที่มุ่งหน้ากลับไปทางราชสำนัก

            ผ้าคลุมของต้วนเทียนหยาฉีกขาดเละเทะจากการโจมตีเพียงครั้งเดียวของตัวเองเผยให้เห็นร่างกายอันชวนให้ประหลาดใจนั่น

            “หึหึ...ไม่คิดเลยว่าอาณาจักรชูอวิ๋นเราจะเก็บได้เพชรชั้นดีเข้าเสียแล้ว...”

            เขายิ้มแล้ว

            ต้วนเทียนหยายิ้มเป็นครั้งแรกในชีวิตอันยาวนานของเขา

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน