ผู้อาวุโสหานเดินนำอวี้เหวินขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งผ่านแต่ละชั้น กลิ่นอายรอบกายก็ยิ่งหนักอึ้งและบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงโถงทางเดินไม้หอมที่เงียบสงัดที่สุดของชั้นที่เจ็ด สุดทางนั้นมีประตูบานใหญ่แผ่ไอพลังจางๆ ออกมา มันมิได้ทำจากเหล็กกล้าหรือศิลา หากแต่เป็น ประตูแสงค่ายกล ที่ร้อยเรียงขึ้นจากอักขระนับหมื่นตัว หมุนวนซ้อนทับกันดุจดาราจักร
ผู้อาวุโสหานหยุดยืนหน้าประตู ท่วงท่าที่เคยน่าเกรงขามพลันนอบน้อมลงหลายส่วน เขายกมือขึ้นผสานกายแล้วเอ่ยเสียงกังวาน
“ศิษย์มาขอเข้าพบท่านอาจารย์... บัดนี้ข้าได้นำตัวอวี้เหวินมาส่งถึงที่แล้วขอรับ”
สิ้นเสียงของเขา อักขระบนบานประตูพลันเปล่งแสงเรืองรอง สลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงกลไกกระหึ่มแผ่วเบาในอากาศ พลันม่านพลังที่เคยหนาแน่นก็แยกตัวออกจากกันเป็นช่องว่างพอให้คนผ่านเข้าไปได้
“เข้ามา...” น้ำเสียงหนึ่งดังรอดออกมาจากด้านใน เป็นเสียงที่แหบพร่าทว่าทรงพลัง ดุจเสียงของขุนเขาที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
ผู้อาวุโสหานหันมามองอวี้เหวิน พลางยิ้มและผายมือเชิญ “เชิญหนุ่มน้อย ท่านอาจารย์รอเจ้าอยู่เพียงลำพัง ข้ามิอาจก้าวล่วงเข้าไปมากกว่านี้ได้”
อวี้เหวินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ทันทีที่เขาย่างก้าว กลิ่นอายของโลกภายนอกพลันหายวับไปสิ้น ภายในห้องนี้กว้างขวางทว่าเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ผนังทุกด้านเรียงรายด้วยคัมภีร์เก่าแก่ที่ลอยล่องอยู่ในอากาศตามแรงโน้มถ่วงของค่ายกล แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันวิญญาณส่องสว่างนุ่มนวล เผยให้เห็นลายเส้นอักขระที่ถูกขีดเขียนไว้บนพื้นจนละลานตา
ใจกลางห้องนั้นเอง ชายชราในอาภรณ์สีเทาเรียบง่าย นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้โบราณตัวยาว มือของเขาถือพู่กันที่ทำจากขนสัตว์อสูรเลอค่า ปลายพู่กันกำลังตวัดวาดลงบนแผ่นศิลาอย่างประณีต ทุกครั้งที่ปลายพู่กันขยับ ประกายแสงสีเงินจะวาบขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายพลังที่บีบคั้นหัวใจ
ผู้อาวุโสจางเซวียนมิได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขายังคงจดจ่ออยู่กับการรังสรรค์ค่ายกลเบื้องหน้า ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเขากับอักขระเหล่านั้น
เวลาผ่านไปชั่วขณะนึง ชายชราจึงวางพู่กันลง แสงอักขระบนแผ่นศิลาค่อยๆ ดับวูบลงราวกับลมหายใจที่ค่อยๆสงบลง เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานจ้องมองไปยังผู้มาเยือนในชุดดำ
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก...” ชายชราเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มจางๆ “นึกว่าเจ้าจะมัวแต่ฉลองชัยชนะ จนลืมคำเชิญของตาแก่คนนี้ไปเสียแล้ว”
อวี้เหวินประสานมือโน้มกาย “ท่านผู้อาวุโสกล่าวล้อเล่นแล้ว ความรู้แจ้งที่ท่านมอบให้เมื่อคืนนั้นล้ำค่านัก ข้าจึงมิอาจชักช้าให้เสียเวลา”
“ดี... มีใจมุ่งมั่นเช่นนี้สิถึงจะคู่ควรกับศาสตร์ค่ายกล” ชายชราลูบเคราขาว “แล้วเหตุใดถึงเจาะจงมาหาข้าถึงที่นี่? เจ้าคงมิได้เพียงแค่จะมาขอบคุณตาแก่อย่างข้าหรอกกระมัง มีสิ่งใดติดค้างในใจเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
อวี้เหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าสนใจในศาสตร์ค่ายกล และอยากศึกษาแก่นแท้ของมันเพื่อใช้ในการต่อสู้... แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าสงสัยยามที่ได้อ่านตำรา 'ปฐมบันทึกแห่งค่ายกล : เผยสู่นภา'”
เขาสบตาชายชราแล้วถามต่อ “ท่านผู้อาวุโสพอจะทราบหรือไม่ว่า... หม่าเทียนหลัว ผู้ประพันธ์ตำราเล่มนั้นแท้จริงคือผู้ใด?”
นามนั้นทำให้มือที่กำลังลูบเคราของจางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาดูเหม่อลอยคล้ายกำลังพยายามแหวกม่านหมอกแห่งกาลเวลา
“หม่าเทียนหลัว...” ชายชราพึมพำนามนั้นแผ่วเบา “นั่นคือนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ค่ายกล และในขณะเดียวกัน ก็เป็นนามที่ลึกลับที่สุดเช่นกัน”
เขาลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างที่มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอก “ตำราที่เจ้าอ่าน คือบันทึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่โลกค่ายกลเคยมีมา หม่าเทียนหลัวผู้นี้รอนแรมไปทั่วใต้หล้า รวบรวมเศษเสี้ยวความรู้ที่กระจัดกระจายมาถักทอเป็นศาสตร์ที่มองเห็น จิตวิญญาณของค่ายกล มิใช่เพียงแค่ชั้นเชิงการวางค่ายกลหรือวาดเส้นสาย... ทว่าประวัติของเขากลับเลือนรางยิ่งนัก ราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบที่มิอาจมองเห็น”
“ไม่มีร่องรอยเลยหรือขอรับ?” อวี้เหวินถามต่อ
“ไร้ซึ่งร่องรอย ไร้ซึ่งถิ่นกำเนิด” ชายชราหันกลับมา “บ้างก็ว่าเขาคือมหาปราชญ์ที่บรรลุขั้นสูงยิ่งกว่าเขตเเดนสวรรค์ในตำนานเสียอีก บ้างก็ว่าเขาเป็นเพียงวิญญาณที่จุติมาเพื่อถ่ายทอดปัญญาแล้วสลายไป... แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือ สัจธรรมที่ว่า ค่ายกลมิใช่เพียงการดำเนินร่วมกับวิถีธรรมชาติ หากแต่คือการผสานกลมกลืนและใช้ปัญญาเอาชนะพละกำลัง”
อวี้เหวินนึกถึงถ้อยคำในตำราที่เขายังจดจำได้แม่นยำ 'จิตใจที่ไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง' และ 'การใช้สติปัญญาเหนือพละกำลัง' เขารู้สึกได้ว่าหม่าเทียนหลัวมิได้สอนเพียงวิชาค่ายกล แต่อบรมสั่งสอนไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
จางเซวียนมองดูแววตาที่ลุ่มลึกของอวี้เหวินแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดูท่าเจ้าจะประทับใจในเจตจำนงของเขาไม่น้อย... ดีมาก เพราะในแคว้นตงชิงแห่งนี้ แม้นักค่ายกลจะถูกแบ่งระดับตามพลังบ่มเพาะ ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งที่เทียบเคียงขั้นก่อตั้งรากฐาน ไปจนถึงระดับที่สี่ที่ยากจะพบพาน... แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าใครคือ ยอดนักวางค่ายกล ที่แท้จริง หาใช่ระดับขั้นเพียงอย่างเดียว”
ชายชราเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วผายมือไปยังตำราที่วางอยู่ “แต่คือการที่เจ้าสามารถจำแนกและใช้อานุภาพของมันได้อย่างไร... ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลโจมตีที่ดุดันดุจเพลิงบรรลัยกัลป์ ค่ายกลป้องกันที่แข็งแกร่งดุจปราการเหล็ก หรือค่ายกลผนึกที่สามารถกักขังได้แม้กระทั่งดวงจิตอสูร...”
ชายชรามองดวงตาที่สงบนิ่งทว่าแฝงด้วยความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น “ในเมื่อเจ้าเลื่อมใสในตัวหม่าเทียนหลัวถึงเพียงนี้... เจ้าสนใจจะเดินตามรอยเท้าอันลึกลับของเขา มุ่งสู่เส้นทางที่ใช้ 'สติปัญญา' สยบใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าสนใจขอรับ” อวี้เหวินตอบโดยมิต้องคิด แววตามั่นคงดุจขุนเขา
“ดี! จิตใจของเจ้ามั่นคงดุจศิลา มิจำเป็นต้องทดสอบความแน่วแน่อีก” ชายชรากล่าวพลางสะบัดแขนเสื้อ แสงสว่างวาบขึ้นกลางอากาศก่อนที่วัตถุหกชิ้นจะลอยออกมา มันคือ 'แท่งศิลาอาคม' สีดำสนิทที่สลักลวดลายสีทองพราวพรับ
“แต่ศาสตร์ค่ายกลมีเพียงใจรักย่อมไม่เพียงพอ เจ้าต้องมี 'เนตรเเห่งปัญญา' ที่มองทะลุสิ่งลวงตาด้วย”
ผู้อาวุโสจางเซวียนดีดนิ้วหนึ่งครั้ง แท่งศิลาทั้งหกพุ่งลงไปปักบนพื้นรอบตัวอวี้เหวิน ทันใดนั้น กลิ่นอายรอบกายก็เปลี่ยนไป อากาศบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นระลอกคลื่นสีฟ้าครามจางๆ
“นี่คือ 'ค่ายกลวารีวนแปดทิศ' ระดับหนึ่งขั้นสมบูรณ์ เป็นค่ายกลประเภทผนึกและบั่นทอน” เขาอธิบายพลางเดินไปรอบๆ “โจทย์ของข้าคือ... เจ้าต้องหา 'จุดศูนย์กลางสายตา' ให้พบภายในสิบอึดใจ และทำลายมันโดยห้ามใช้พลังลมปราณเเม้แต่เสี้ยวเดียว เจ้าต้องใช้เพียง 'การจัดวางอักขระใหม่' เพื่อสลายมันจากภายในเท่านั้น”
อวี้เหวินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางม่านพลังที่กดทับ ราวกับเขากำลังยืนอยู่ตรงก้นมหาสมุทรที่แรงดันน้ำมหาศาลพยายามบีบคั้นร่างกาย
เขามิได้ตื่นตระหนก ดวงตาคมกริบเริ่มกวาดมองเส้นแสงที่วิ่งตัดกันบนพื้น 'วารีวนแปดทิศ... แม้ดูเหมือนน้ำที่ไหลวนอย่างไร้ทิศทาง ทว่าแก่นของน้ำคือการไหลสู่ที่ต่ำ' เขาหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสัมผัสการไหลเวียนของพลังงาน 'หนึ่ง... สอง... สาม...' ในมโนสำนึกของเขา แสงสีฟ้าเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง เขาเห็นเส้นสายพลังหกสายที่พุ่งออกจากแท่งศิลา ทว่าพวกมันมิได้พุ่งเข้าหาตัวเขาโดยตรง แต่กลับวนรอบตัวเขาเป็นวงกลมซ้อนกันสามชั้น
'ชั้นนอกหมุนตามเข็มนาฬิกา ชั้นกลางหมุนทวนเข็ม... นี่คือการสร้างแรงบิดเพื่อพรางจุดศูนย์กลาง!' ทันใดนั้น เขาเห็นจุดหนึ่งที่แสงวูบไหวไม่คงที่ มันซ่อนอยู่ใต้เงาของแท่งศิลาทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพียงเสี้ยวเล็บ 'เจอแล้ว!'
อวี้เหวินลืมตาขึ้น นิ้วเรียวยาวของเขาขยับวาดไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรืองแสงสีทองอ่อนๆ เขาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดศูนย์กลางตรงๆ แต่เขากลับวาดอักขระเล็กลงบนพื้นห่างออกมาสามชุ่น
วูบ!
อักขระที่เขาวาดลงไปเปรียบเสมือน 'เขื่อน' ขนาดเล็กที่ไปเปลี่ยนทิศทางการไหลของพลังวารี เมื่อกระแสพลังถูกขัดขวาง แรงบิดของค่ายกลก็เสียสมดุล ในพริบตานั้น 'จุดศูนย์กลางสายตา' ที่ซ่อนอยู่ก็ปรากฏชัดขึ้นมา อวี้เหวินใช้นิ้วแตะลงไปที่ตำแหน่งนั้นเบาๆ ราวกับแตะผิวน้ำ
เพล้ง!
เสียงคล้ายแก้วแตกดังสนิท ม่านพลังสีฟ้าครามสลายกลายเป็นละอองแสงระยิบระยับก่อนจะจางหายไปในอากาศ แท่งศิลาทั้งหกกลับสู่สภาพนิ่งสงบไร้พลัง
ชายชรายืนนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!” ชายชราตบมือเสียงดัง “เจ้ามิได้ทำลายมันด้วยพละกำลัง แต่เจ้าทำลายมันด้วยการ 'ทำความเข้าใจ' เจ้ามองเห็นสมดุลและเลือกที่จะทำลายสมดุลนั้น... พรสวรรค์เช่นนี้ แม้แต่ศิษย์หลักของหอค่ายกลบางคนยังต้องอับอาย!”
จางเซวียนเดินเข้ามากดบ่าของอวี้เหวิน แววตาเต็มไปด้วยความหวัง “เจ้าหนู... ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะสอน 'สี่หัวใจหลักของนักวางค่ายกล' ให้แก่เจ้าเเละข้าจะสอนวิชาที่เป็นรากฐานของหม่าเทียนหลัวให้เจ้าเอง!”
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ “แต่ก่อนอื่น... ข้าอยากรู้ว่า เจ้ามีความสามารถในการมองเห็น 'ความมืดที่ซ่อนอยู่ในเเสงสว่าง' มากน้อยเพียงใด?”
กล่าวจบ จางเซวียนก็เดินไปที่ตู้หนังสือไม้โบราณแล้วหยิบกล่องไม้สีดำสนิทที่พันธนาการด้วยโซ่ตรวนเส้นเล็กๆ ออกมาวางบนโต๊ะ
“ในนี้มีบางอย่างที่ข้าวิจัยมาทั้งชีวิตแต่ไม่เคยเปิดมันออกได้สำเร็จ... เจ้าอยากลองดูไหม?”
กล่องไม้สีดำสนิทวางนิ่งอยู่บนโต๊ะศิลา กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นเย็นเยียบและลึกลับเสียจนอากาศรอบด้านคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง โซ่ตรวนเส้นเล็กที่พันธนาการไว้มิใช่เหล็กธรรมดา แต่เป็น ‘โซ่ตรวนสะกดวิญญาณ’ ที่สลักอักขระตัวจ้อยนับพันตัว หมุนวนทวนกระแสจักรวาลเพื่อปิดตายสิ่งของภายใน
จางเซวียนมองกล่องนั้นด้วยสายตาหม่นแสง “กล่องนี้ข้าได้มาจากซากโบราณกาลแห่งหนึ่ง... ตลอดหลายสิบปีที่ข้าพยายามใช้ศาสตร์ค่ายกลระดับสองเข้าคลี่คลาย กลับมิอาจสั่นคลอนมันได้แม้เพียงกระดิกฝากล่อง”
อวี้เหวินจ้องมองกล่องดำนั้น ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาโซ่ตรวนที่สั่นไหวเบาๆ ราวกับมันกำลังกระซิบเรียกหาเขา ทันทีที่เขาเอื้อมมือไปสัมผัสผิวไม้ที่หยาบกร้าน...
วูบ!
กระแสประสาทของอวี้เหวินพลันสั่นสะท้าน ภาพลักษณ์รอบกายเลือนหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยมโนภาพจากตำรา ‘ปฐมบันทึกแห่งค่ายกล : เผยสู่นภา’ ที่เขาเคยจดจำจนขึ้นใจถ้อยคำของ หม่าเทียนหลัว ผุดขึ้นในห้วงสำนึกดุจเสียงระฆังทองกังวาน
“สรรพสิ่งกำเนิดจากศูนย์ กลับคืนสู่ศูนย์... ค่ายกลที่ไร้ลักษณ์ คือค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุด”
ในมโนสำนึกนั้น อวี้เหวินมองเห็นเส้นสายพลังสีทองสายหนึ่งพุ่งออกมาจากกล่อง มันมิได้พุ่งเข้าทำร้ายแต่กลับพันธรัดรอบปลายนิ้วของเขาอย่างอ่อนโยน เขาเริ่มตระหนักได้ทันทีว่า กล่องใบนี้มิได้ถูกล็อคด้วยกลไกทางกายภาพ แต่มันถูกผนึกด้วย ‘ค่ายกลผสานจิต’ ซึ่งเป็นศาสตร์ระดับสูงที่หม่าเทียนหลัวเคยบันทึกไว้ในบทที่เจ็ดของตำราโบราณเล่มนั้น
‘นี่มิใช่การจองจำ... แต่คือการทดสอบจิตวิญญาณ’ อวี้เหวินรำพึงในใจ
เขาหลับตาลง นิ่งสงบดุจพระพุทธองค์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เขาเลิกใช้เนตรเปล่งมองดูอักขระบนโซ่ แต่ใช้ ‘ดวงจิต’ สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของค่ายกล เขาพบว่าอักขระเหล่านั้นมิได้หยุดนิ่ง แต่มันเปลี่ยนรูปร่างไปตามลมหายใจของเขา
อวี้เหวินเริ่มขยับปลายนิ้วอย่างแช่มช้า ท่วงท่าของเขาดูนุ่มนวลราวกับกำลังร่ายรำท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ เขาไม่ได้ดึงโซ่ให้ขาด แต่กลับส่งพลังปราณสายเล็กๆ เข้าไป ‘เติมเต็ม’ ช่องว่างในอักขระที่ขาดหายไปทีละตัว... ทีละตัว
แกริ๊ก... แกริ๊ก...
เสียงโซ่ตรวนเริ่มเสียดสีกันดังสนิทในความเงียบ ผู้อาวุโสจางเซวียนถึงกับเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดด้วยความตกตะลึง เขาเห็นแสงสีทองเรืองรองนวลตาแผ่ออกมาจากปลายนิ้วของอวี้เหวิน เชื่อมต่อกับกล่องไม้ดำจนกลายเป็นหนึ่งเดียว
“เป็นไปได้อย่างไร...” จางเซวียนพึมพำ “ข้าพยายามสลายมัน... แต่เขากลับเลือกที่จะ ‘โอบอุ้ม’ มัน!”
ในพริบตาที่อวี้เหวินเติมอักขระตัวสุดท้ายจนครบถ้วนตามหลักการของหม่าเทียนหลัว โซ่ตรวนสะกดวิญญาณพลันหลุดล่วงลงบนพื้นโต๊ะดุจงูที่สิ้นฤทธิ์ เสียงของมันกระทบศิลาดังกังวานใสปานเสียงหยกตกใส่จานทอง
ฝากล่องค่อยๆ แย้มออกเองอย่างช้าๆ หมอกควันสีเทาจางๆ พวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นอายที่เก่าแก่ยิ่งกว่าหอค่ายกลแห่งนี้หลายเท่าตัว สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายในมิใช่ทองคำหรือมุกมณี แต่มันคือ ‘พู่กันขนจิ้งจอกหิมะเก้าหาง’ ด้ามจับทำจากไม้สีดำสลักลายนามว่า “เนรมิตนภา”
อวี้เหวินรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างระหว่างเขากับพู่กันเล่มนั้น ราวกับมันรอคอยเจ้าของที่แท้จริงมานับพันปี
ทันใดนั้น พู่กันเล่มนั้นพลันสั่นสะเทือน แสงสว่างจ้าพุ่งทะลุหลังคาหอค่ายกลขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือตำหนักมังกรเมฆา ปรากฏเป็นรูปมังกรและอักขระลึกลับหมุนวนอยู่เหนือหมู่เมฆจนศิษย์ทั่วมหาตำหนักต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความพรั่นพรึง
หลังจากนั้นสามอึดใจ แสงสีทองอ่อนค่อยๆจางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องวิจัยชั้นเจ็ด อวี้เหวินจ้องมองวัตถุที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องไม้ดำด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่สมบัติล้ำค่าที่เปล่งประกายเจิดจ้า ทว่ามันคือ ‘พู่กันไม้โบราณ’ ด้ามหนึ่ง
ด้ามพู่กันทำจากไม้สีดำสนิทที่ดูเรียบง่ายทว่าแฝงด้วยความหนักแน่น ผิวสัมผัสมีความหยาบกร้านเล็กน้อยคล้ายผ่านกาลเวลามานับพันปี ปลายขนพู่กันสีขาวบริสุทธิ์ดูนุ่มนวลทว่ากลับแผ่กลิ่นอายพลังที่คมกริบดุจกระบี่ชั้นเลิศ
อวี้เหวินยื่นมือที่สั่นเทาไปหยิบมันขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ความรู้สึกสายหนึ่งพลันแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ มันมิใช่ความเย็นเยียบของไม้ แต่เป็นความอบอุ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... ความรู้สึกที่เหมือนกับตอนที่เขาเปิดอ่าน ‘ปฐมบันทึกแห่งค่ายกล : เผยสู่นภา’ ไม่มีผิดเพี้ยน
‘กลิ่นอายนี้... จิตวิญญาณที่สงบนิ่งทว่าแฝงด้วยปัญญาอันไร้ขอบเขตเช่นนี้...’ อวี้เหวินครุ่นคิดในใจขณะลูบไล้อักขระตัวจ้อยที่สลักอยู่ตรงโคนด้าม ‘หรือว่าสิ่งนี้จะมีความเชื่อมโยงกับ "หม่าเทียนหลัว"?’
ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสจางเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเข่าอ่อนจนต้องเกาะขอบโต๊ะไว้ ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและเลื่อมใสอย่างที่สุด
“พระเจ้าช่วย...” เสียงของจางเซวียนสั่นพร่า “ข้าพยายามคลี่คลายมันมาค่อนชีวิต กลับมิเคยเห็นแม้แต่รูปลักษณ์ของสิ่งที่อยู่ภายใน... เจ้า... เจ้าทำได้อย่างไรเจ้าหนู! สิ่งนี้... แม้ข้าจะมิอาจบอกได้ว่ามันคือสมบัติระดับใด แต่มวลพลังที่สถิตอยู่นั้น ล้ำลึกเสียจนข้ามองเห็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง!”
จางเซวียนจ้องมองพู่กันเล่มนั้นราวกับกำลังมองเทพเจ้า “ในบรรดาของวิเศษที่ข้าเคยพบพานมาทั้งชีวิต ไม่มีสิ่งใดที่มีจิตวิญญาณอันสูงส่งเช่นนี้... มันราวกับมิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นเจตจำนงของฟ้าดินที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง!”
อวี้เหวินยกพู่กันขึ้นระดับสายตา แสงสลัวในห้องวิจัยดูเหมือนจะถูกดูดซับเข้าไปในด้ามไม้สีดำนั้น เขาไม่ตอบคำถามของชายชรา ทว่าในใจเขากลับมีระลอกคลื่นแห่งความตื่นเต้นพัดผ่าน หากสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้เป็นจริง พู่กันเล่มนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับที่หม่าเทียนหลัวทิ้งไว้ให้แก่โลกใบนี้
“ผู้อาวุโส... ของชิ้นนี้ล้ำค่าเกินกว่าจะวางทิ้งไว้ให้ผู้ใดเห็น” อวี้เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเคร่งขรึม “กลิ่นอายของมัน... รุนแรงเกินไป”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังพุ่งขึ้นมาจากบันไดชั้นหก พร้อมกับเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยอำนาจบารมี
“จางเซวียน! เมื่อครู่เกิดแสงประหลาดพุ่งทะลวงฟ้าจากชั้นเจ็ดของเจ้า... มีสมบัติสวรรค์จุติงั้นรึ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
จางเซวียนหน้าถอดสี “นั่นเสียงของ... ตาเฒ่าจู! เจ้าหนูรีบเก็บมันไปเสีย!”