ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ภาคผนวกบทที่ 38-1 (เล่ม 2) ส่วนหนึ่งจากบทความ

    ส่วนหนึ่งของบทความ “จากจุดอิ่มตัวของแฟชั่นถึงสัจจะนิยมแห่งศตวรรษที่ 21”

    โดยอิสรา ลิขิตชีวิน

     

            …มีคำกล่าวว่าช่วงประมาณปี 2050ถึง 2060 คือจุดอิ่มตัวของวงการแฟชั่นซึ่งนิยามว่า ‘คนจะไม่มีความรู้สึกทึ่งหรือรู้สึกว้าว’ว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเป็นเพียงการนำของเก่าดัดแปลงมาใช้ใหม่เท่านั้น นักมานุษยวิทยาหลายคนพยายามศึกษาเรื่องนี้และนำมาประชุมร่วมกันในงานเสวนาวิชาการมหาวิทยาลัยประจิม เมื่อปี 2061 มีข้อสรุปเป็นเหตุผลอธิบาย4 ข้อดังนี้

            1. เสรีภาพที่มากสุดขั้วในยุคก่อนหน้าทำให้คนเคยชินกับความแปลกใหม่รู้สึกว่าอะไรก็เกิดได้

            2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทำให้เกิดการสร้างคอนเทนต์จากเอไอได้ทั้งรูปภาพ เรื่องราว และภาพยนตร์จนกล้าพูดว่าไม่มีสิ่งไหนที่เกินความคาดเดาของมนุษย์ซึ่งผนึกกำลังกับเอไอ หลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้คือหากคุณนำแฟชั่นใหม่ที่เพิ่งพบครั้งแรกไปค้นหาในโลกออนไลน์ดูก็จะพบว่ามีสิ่งคล้ายกันที่เคยสร้างขึ้นมาแล้วเสมอ หลังจากนั้นวงการภาพยนตร์จึงกำหนดเป้าหมายใหม่โดยการนำสิ่งที่เป็นข้อมูลมหาศาลมาทำให้เป็นจริง เพื่อดูว่าตรงกับจินตนาการหรือไม่มากกว่า  

            3. จุดสูงสุดของเทคโนโลยีการรับรู้ในปี 2060เป็นปีที่กล่าวได้ว่าถึงจุดสูงสุดของวงการถ่ายภาพ (ซึ่งวงการเครื่องเสียงถึงจุดอิ่มตัวก่อนตั้งแต่ปี2055)เพราะรูปที่ถ่ายออกมาละเอียด มีความลึก คมชัดเหมือนกับรูปที่คนเห็น 100% นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์สมมติฐานนี้โดยวัดจากคลื่นสมองที่เห็นภาพสถานที่จริงกับที่เห็นจาก Generative AIสำหรับรูปภาพสองมิติ (ส่วนกราฟิกภาพสามมิติในโลกเสมือนถึงจุดอิ่มตัวเช่นกันโดยอ้างอิงการทดลองในปี 2070ของบริษัท VAMR Enterprise ทำให้อุปกรณ์เข้าสู่โลกประดิษฐ์ของบริษัทนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)แล้วแยกไม่ได้ ในกลุ่มตัวอย่างทุกคนซึ่งสอดคล้องกับคำถามที่ถามพวกเขาให้คนลองแยกแยะว่าอันไหนคือภาพจริงอันไหนสร้างจากเอไอ ปรากฏว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหมายความว่าทุกคนไม่สามารถแยกได้ เพราะคำตอบที่ได้ไม่แตกต่างจากการเดาสุ่มมั่ว ๆ

            แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับ บริษัท T-Comซึ่งเป็นบริษัทสมาร์ตโฟนชื่อดังในเวลานั้นไม่เชื่อในจุดสูงสุดของวงการถ่ายภาพ จึงพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพต่อจนมากกว่าความสามารถในการเห็นของมนุษย์เขาอ้างว่ารูปถ่ายเทียบเท่ากับภาพมุมมองของสัตว์ที่มีสายตาเฉียบคมแบบนกเหยี่ยวโดยลอกเลียนแบบสัญญาณประสาทการมองเห็นของสัตว์เหล่านั้น แต่ปรากฏว่าล้มเหลว (จนบริษัทปิดตัวลงในปี2070)เหตุผลก็เพราะคนก็รับรู้ได้เท่าเดิมคนไม่สามารถมองเห็นแสงสีที่เกินความสามารถของเรตินาตนเองได้ ในปี 2074 มีบริษัทชื่อFuture Sight ได้ริเริ่มนวัตกรรมใหม่โดยเปลี่ยนภาพที่เกินสายตามนุษย์เป็นสัญญาณไฟฟ้าแล้วส่งเข้าไปในสมองโดยตรงแทนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับความนิยมเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่ามันไม่สมจริง

            โดยสรุปหลังจากปี 2060 บริษัทที่เคยพัฒนาเรื่องกล้องถ่ายรูปกล้องถ่ายวิดีโอและลำโพง ก็หยุดพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงแล้วหันทุ่มเทกับอย่างอื่นแทน

            4. พื้นฐานของมนุษย์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่มีทางมีประสบการณ์ร่วมแบบโลกยุคสมัยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ได้ซึ่งในยุคนั้นเด็กทุกคนจะตื่นมาดูรายการทีวีเดียวกัน เรียนหนังสือแบบเดียวกันเจอกันที่โรงเรียนเหมือนกัน และอาจใช้ข้าวกล่องแบบเดียวกัน แต่ในขณะที่ปลายศตวรรษที่21 ในตอนนี้เด็กแต่ละคนจะมีประสบการณ์ส่วนตัวตามสิ่งที่ตนเองชอบหรือเส้นทางอาชีพที่ตนเองเลือกเดิน แน่นอนว่าจะมีส่วนที่เป็นประสบการณ์ร่วมอยู่บ้างเช่น เทคโนโลยีที่ออกใหม่ในแต่ละยุค

            ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกโหยหาอดีตอันหอมหวาน(Nostalgia) เฉพาะสิ่งที่ตัวเองเจอร่วมกับคนอื่นเป็นกลุ่มเฉพาะเล็ก ๆ เช่น ช่วงเวลาที่เข้าค่ายด้วยกัน เรียนวิชาเดียวกันไปพบปะนัดเจอกันในโลกเสมือนในเมืองเดียวกัน

            จากสาเหตุที่กล่าวมารัฐบาลฝ่ายขวาในช่วงนั้นก็ได้มองเห็นปัญหานี้จึงเริ่มต้นนำแนวคิดสัจจะนิยมแห่งศตวรรษที่ 21 (21stCentury Realism) ขึ้นมาใช้แก่นของแนวคิดนี้มีว่า “ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์รับรู้เชื่อว่าสิ่งที่เอไอสร้างขึ้นไม่จริง ไม่ควรให้คุณค่า”โดยการสร้างการตรวจสอบแยกแยะผลงานมนุษย์จากปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลมาถึงยุคปัจจุบันอาทิ แอนติเฟกนิวส์ เป็นต้น

            การแยกว่าสิ่งไหน เอไอสร้างขึ้น สิ่งไหนมนุษย์สร้างขึ้นแน่นอนว่าช่วงแรก ๆ ต้องใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญตัดสินแต่ช่วงต่อมาปรากฏว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นทำ ไม่ถูกต้องแม่นยำพอ มี Falsepositive (คิดว่าสิ่งที่เอไอสร้างเป็นของจริง) และ Falsenegative (เช่น กล่าวหาว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเอไอ ทั้งๆ ที่ถ่ายทำจริง) สุดท้ายจึงเปลี่ยนแนวทางกลายเป็นพัฒนาเอไอที่ช่วยตรวจสอบการปลอมแปลงขึ้นมาหลายตัวเพื่อให้จำเพราะกับแต่ละวงการของการสร้างสรรค์

            นอกจากนี้รัฐบาลฝ่ายขวาที่สนับสนุนแนวคิดสัจนิยมยังต้องการรวบรวมประเทศนวไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะความแตกต่างหลากหลายทำให้กลายเป็นไม่มีเอกลักษณ์ของตนเอง จึงพยายามรื้อฟื้นความเป็นไทยในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อนขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดชัดเจนเลยว่าสิ่งนี้คือเอกลักษณ์ของไทย โดยดึงมาจากหลาย ๆ ส่วน ได้แก่สิ่งที่มีความจริงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยโบราณที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์หรือความเชื่อโบราณตำนานอะไรก็ได้ที่เล่าต่อ ๆ กัน โดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการปลอมแปลงเสริมแต่งขึ้นไป เช่นผีหน้าตาใหม่ที่ไม่เคยมีบันทึกไว้ แมงห้าหูสี่ตา 

            แต่การจะเสริมสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ได้ผลจำเป็นต้องทำให้คนมีประสบการณ์ร่วมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ด้วยโดยพยายามสอดแทรกไปในชีวิตประจำวันแบบไม่ยัดเยียด ให้เป็นทางเลือก เช่น เป็นวิชาเลือกในโรงเรียนมีหนังเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ไปดูได้ ทำเป็นมาสคอตโฆษณาตามที่ต่าง ๆการจัดค่ายที่ไปจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ การจัดทำพิพิธภัณฑ์แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ผลกับทุกคน จากงานวิจัยมีเพียง 50% ที่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศแต่ก็ไม่ใช่ว่าสูญเสียเปล่าเพราะมีคนบางส่วนที่เรียกร้องแบบเรื่องนี้มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีการสร้างกลุ่มอนุรักษ์ความเป็นไทยแท้ขึ้นมา หลาย ๆ อย่างที่เสริมสร้างในยุคนั้นก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปตามท้องถนนในยุคนี้…