การทุ่มเทของฟู่ดาซิงครานี้ก็มิอาจต้านทานพลังโจมตีจากอัคคีโลกันต์อันร้อนแรงได้จนหมดสิ้น จึงยังคงมีอัคคีโลกันต์อันร้อนแรงส่วนหนึ่งผ่านเข้าแผดเผาใบหน้าซีกซ้ายตั้งแต่ครึ่งจมูกไปจรดใบหู ต่างถูกแผดเผาจนไหม้เกรียมไปสิ้น ฟู่ดาซิงแผดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสนั่นก่อนจะกระเซอะกระเซิงหลบหนีไปอย่างทุลักทุเลพร้อมทิ้งท้ายคำอาฆาตเสียงยาวไว้ด้านหลัง
""ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้าหนุ่ม..!!..ต้องมีสักวันที่ข้าจะได้ทวงคืนความแค้นความอัปยศทั้งหมดนี้จากเจ้าในภายภาคหน้า..!!"
กังหลงนั้นแม้จะใช้พลังทั้งหมดที่มี แต่คำว่าระดับครึ่งก้าวสู่ปราณจักรพรรดิสงคราม ความหนาแน่นของพลังที่แท้จริงหาใช่ขอบเขตที่ปราณารชันย์จะเทียบเท่าได้ไม่
หากแม้นกังหลงมิมีพลังธาตุสายฟ้าวายุที่เป็นราชาของสายฟ้าทั้งปวงคอยดูดกลืนและโจมตีพลังของสายฟ้าอื่น จนพลังป้องกันแตกสลาย พลังโจมตีของฟู่ดาซิงลดลง และกังหลงไม่ใช้โอกาสนี้ทุ่มเทพลังทั้งหมดออกด้วยท่าเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอย สำแดงท่าร่างออกแปดท่าร่างพร้อมกันโจมตีด้วยพลังจากจักระธาตุอัคคี ด้วยท่วงท่าอัคคีโลกันต์จากราชันย์ระดับแปดขั้นสุดถึงแปดร่าง
และทำการโจมตีพร้อมกันในโอกาสที่ประจวบเหมาะ จึงสุดที่ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ปราณจักรพรรดิ์สงครามจะทานทนได้ ด้วยพลังที่รุนแรงเช่นนี้ทำให้ฟู่ดาซิงถึงกับยอมสละแก่นโลหิตเพื่อที่จะรักษาชีวิตรอดไว้
การสูญเสียแก่นโลหิตสำหรับผู้ฝึกยุทธถือเป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่เพราะสถานหนักจะทำให้ระดับปราณลดถอยลงถึงหนึ่งระดับใหญ่ สถานเบาระดับปราณย่อยลดลงถึงสามระดับย่อย การลดลงของระดับปราณแม้จะมากมายเพียงใดย่อมดีกว่าการต้องสูญเสียชีวิตไปเป็นแน่ ระดับปราณลดลงยังมีโอกาสที่สามารถฝึกปรือยกระดับให้สูงขึ้นได้อีก แต่ชีวิตนั้นหากสูญสิ้นไปแล้ว ก็ยากที่จะกู้คืนกลับมาได้ ยกเว้นมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเท่านั้น
การโจมตีที่ทำให้ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ปราณจักรพรรดิสงครามได้รับบาดเจ็บนั้น ผลที่ออกมาถือเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนที่เฝ้ามองการต่อสู้ แต่ถึงจะโจมตีจนทำให้ฟู่ดาซิงได้รับบาดเจ็บสาหัสหลบหนีไปได้ก็ใช่ว่ากังหลงจะสะดวกสบายกว่ากันไม่ การโจมตีเฮือกสุดท้ายของการสละแก่นโลหิตของฟู่ดาซิงแม้พลังจากสายฟ้าจะไม่มีผลต่อกังหลง
แต่ความหนักหน่วงของพลังกดดันก็ทำให้พลังโจมตีของกังหลงเกิดพลังสะท้อนกลับอัดกระแทกจนกังหลงกระเด็นถอยกลับไปเกือบห้าก้าว ด้วยพลังสะท้อนกลับนี้ทำให้กังหลงได้รับบาดเจ็บบอบช้ำจนต้องกระอักโลหิตออกมาคำโต เมื่อทั้งหมดเห็นเช่นนั้นต่างรีบถลันกายออกมาประคองและสอบถามอาการด้วยความห่วงใย
"โอ๊ะ..คุณชาย..!!"
"คุณชายเป็นอะไรมากหรือไม่ ?..รีบกลับไปพักผ่อนที่ตระกูลข้าก่อน.."
"ข้ามิเป็นอะไรมากมิต้องเป็นห่วง เพียงสูญเสียพลังปราณหมดเรี่ยวแรงจนไม่สามารถทนทานรับพลังของตัวเองที่สะท้อนกลับ จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บบอบช้ำภายในขึ้นหากได้พักรักษาตัวสักหน่อยอาการก็คงหายเป็นปกติ "
"ผู้อาวุโสทั้งสาม พวกท่านรีบมาช่วยพยุงคุณชายกังหลงกลับไปยังตระกูลโดยด่วน"
เมื่อสัมผัสมิได้ถึงพลังปราณของฟู่ดาซิงแสดงว่าอีกฝ่ายได้หลบหนีไปไกลแล้ว กังหลงโล่งอกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเบา ใบหน้าซีดขาวท่าทางอิดโรย หยางเสี่ยวเอ๋อร์กำชับให้ผู้อาวุโสทั้งสามของตระกูลนำพากังหลงเดินทาง
หลังจากเก็บกวาดทุกอย่างในฐานที่ตั้งของกลุ่มพยัคฆ์โลหิต กังหลงบอกกล่าวให้ช่วยกันทำลายฐานที่ตั้งแห่งนี้จนหมดสิ้น นับแต่นี้ต่อไปคงจะไม่มีกลุ่มพยัคฆ์โลหิตปรากฎให้เห็นต่อไป ยอดฝีมือสำคัญของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตต่างตกตายสิ้น ฟู่ดาซิงเพียงคนเดียวที่บาดเจ็บบอบช้ำสามารถหลบหนีหายไปได้ แต่ด้วยลำพังตัวคนเดียวอีกทั้งยังสูญเสียแก่นโลหิตจนระดับปราณลดระดับลงมาอยู่ที่ปราณราชันย์ระดับเจ็ด มาตรแม้นมาเจอกับกังหลงอีกครั้ง หากหาญสู้กัน ชีวิตของมันคงต้องจบสิ้นลงในทันที
ทั้งหมดเดินทางกลับถึงตระกูลหยาง เมื่อหยางไป่หู่ หยางเช็งซีและทุกคนทราบว่ากังหลงได้ทำลายฐานที่ตั้งของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตไปจนสิ้น สมาชิกกลุ่มพยัคฆ์โลหิตต่างตกตาย ฟูดาซิงผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มพยัคฆ์โลหิตบาดเจ็บพลังฝีมือถดถอยหลบหนีหายไป ต่างพากันโห่ร้องยินดีกันยกใหญ่
หยางเช็งซีได้สั่งให้จัดเลี้ยงเฉลิมฉลองปลอบขวัญ และเมื่อข่าวที่ได้รับรู้ว่าแท้จริงจากปากของผู้อาวุโสทั้งสามว่าแท้จริงกังหลงกลับเป็นผู้ฝึกยุทธระดับราชันย์ บุรุษหนุ่มเยาว์วัยอายุราวสิบหกปีเป็นถึงผู้มีปราณยุทธระดับราชันย์ ยิ่งสร้างความเคารพนับถือให้แก่ผู้คนในตระกูลหยางมากมายกว่าเดิม ส่วนหยางไปหู่นั้นถึงกับยินดีอย่างออกนอกหน้าที่ว่าที่บุตรเขตถึงกับมีความสามารถถึงระดับนี้ อนาคตภายภาคหน้ายิ่งมิอาจคาดคำนวนได้ มิทราบน้องร่วมสาบานได้ให้กำเนิดบุตรอันเลิศล้ำเช่นนี้มาได้อย่างไร
อันที่จริงจากการต่อสู้กับฟู่ดาซิง หากขณะนั้นกังหลงได้เปิดเผยและใช้ปีกฟ้าวายุคำรณออกมา การที่จะกำจัดฟู่ดาซิงก็มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อีกทั้งตัวเองก็มิต้องได้รับบาดเจ็บบอบช้ำแม้แต่น้อย ด้วยอาศัยประสิทธิภาพอันวิเศษล้ำของปีกฟ้าวายุคำรณในการป้องกันและโจมตี แต่กังหลงนั้นมิต้องการเปิดเผยถึงการมีอยู่ของปีกฟ้าวายุคำรณออกมาให้ใครเห็นถ้าหากมิถึงคราอับจนจริง ๆ
เนื่องด้วยปัจจุบันกังหลงยังมิแน่ใจว่าจะสามารถต้านรับปัญหาจากความโลภหลงของผู้ฝึกยุทธที่ต้องการจะครอบครองปีกฟ้าวายุคำรณได้และมิมั่นใจว่าปัจจุบันจะมีผู้เยี่ยมยุทธสูงส่งถึงระดับใดกันแน่
แม้ปัจจุบันกังหลงสามารถหล่อหลอมเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุไปจนหมดสิ้นจนมิอาจมีใครแย่งชิงเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุไปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อได้อีกแล้วก็ตาม ก่อนหน้านี้ในอาณาจักรเนตรอสูรข่าวการมีอยู่ของผู้ฝึกยุทธระดับราชันย์นั้นแทบจะมิมีทางเป็นไปได้
แต่ปัจจุบันตนเพิ่งพบเจอกับตัวเองถึงผู้มีปราณยุทธระดับครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิสงครามมา ดังนั้นข่าวคราวใด ๆ ก็มิอาจเชื่อถือได้อย่างสนิทใจอย่างแน่แท้ ดังคำที่ว่า ร้อยคำบอกเล่ามิเท่าหนึ่งครั้งที่พบเจอ..!!
และถ้าหากกังหลงได้เปิดเผยปีกฟ้าวายุคำรณออกไป หากแม้นข่าวการเกิดขึ้นของปีกฟ้าวายุคำรณนี้ได้ถูกเผยแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ปัญหาที่จะตามมาคงจะทำให้ตนและผู้คนที่ใกล้ชิดมิอาจอยู่อย่างสงบสุขได้ ตราบใดที่ตนยังไม่มีความสามารถที่เหนือล้ำจนผู้คนมิอาจกล้ำกรายแตะต้อง
กังหลงพักรักษาตัวฟื้นฟูลมปราณด้วยทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติเพียงเวลาสองชั่วยามอาการบาดเจ็บบอบช้ำและความเหนื่อยล้าได้หายไปสิ้นจากการทุ่มเทพลังทั้งหมดในการต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้พลังปราณของกังหลงมีความหนาแน่นจนเอ่อล้นแทบทะลักออกมา
กังหลงพยายามจะอาศัยโอกาสนี้ทะลวงขั้นพลังแต่มิอาจกระทำได้คล้ายพลังไปชนเพดานหนาขวางกั้นจนมิอาจผลักดันขึ้นไปได้กังหลงฝืนพยายามหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลจึงหยุดความคิดที่จะยกระดับปราณไว้ก่อนอาจสืบเนื่องจากปราณฟ้าดินจากธรรมชาติไม่หนาแน่นพอคงต้องหาโอกาสยกระดับขั้นพลังในคราวหลัง
บัดนี้เมื่ออาการบาดเจ็บทุเลาเป็นปกติปัญหาจากกลุ่มพยัคฆ์โลหิตของตระกูลหยางได้รับการกำจัดเรื่องการมาเยี่ยมเยียนตระกูลหยางบรรลุตามเจนตนาของกังหยางผู้เป็นบิดาและเวลาของการคัดเลือกผู้นำตระกูลก็ใกล้มาถึงอย่างจวนตัว กังหลงใช้เวลาอยู่ร่วมงานเลี้ยงพูดคุยร่ำสุรากับหยางเช็งซีเป็นส่วนใหญ่
ส่วนจากหยางเช็งซีที่ได้พบเห็นความสามารถที่แท้จริงของกังหลงหลายครั้งหลายคราและยิ่งได้มาทราบถึงเรื่องนี้ก็มีความสงบเสงี่ยมยิ่งกว่าเดิมตั้งมั่นไว้ว่าในภายภาคหน้าจะเพียรพยายามฝึกปรือฝีมือตนอย่างจริงจังให้มีความก้าวหน้าไล่สามารถตามพี่สาวและกังหลงผู้เป็นสหายให้ได้