รุ่งอรุณวันใหม่ของวันที่ 88 ได้สาดแสงสู่ผิวแผ่นดินโลก
เหล่าผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตและเริ่มตั้งหน้าทำงานที่ตนได้รับมอบหมาย
แต่ทว่าช่วงเวลาของความสงบกลับไม่จีรังยั่งยืนอย่างที่คาดการเอาไว้
เผ่ามนุษย์ที่ออกมาทำงานกู้ซากในเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือต่างกำลังไม่เชื่อภาพที่ตัวเองกำลังเห็นอยู่ตรงหน้า
ที่หน้าหน้าพวกเขานั้นมีกองพลทหารราบขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งแสนที่กำลังเดินตัดผ่านใจกลางเมืองของพวกเขา
ผู้นำเหล่าทัพคือโล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า] กับ ผู้ที่ยอมลงจากอานม้าเพื่อจีบผู้ชาย [เทียเซไคร่า]
สองแม่ทัพมากความสามารถกำลังนำกองพลทหารราบมุ่งออกไปที่ทิศเหนือ
อุปกรณ์ต่อต้านอาร์โธร์โพดาถูกขนออกจากเมืองด้วยรถพ่วงขนาดใหญ่
มันมีรูปร่างคล้ายเรดาร์ทรงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร มีผิวสีเทาเข้มแลดูลึกลับ
เจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้มีด้วยกันถึงห้าคัน
“ขอให้ทุกคนรีบเดินทางไปที่เมืองหลวงเดียวนี้”
นอกจากมีกองทัพวิ่งตัดผ่านใจกลางเมืองแล้ว พวกเขายังได้รับคำสั่งเช่นนั้นอีกด้วย
เพราะว่าพวกเขาต้องดึงแรงงานและกองกำลังเอาไว้ปกป้องเมืองหลวง จึงทำให้พวกเขาไม่ขนรถถังกับหุ่นโดรนไปด้วย
ดังนั้นพวกเขาจึงคิดที่จะทอดทิ้งเมืองหน้าด่านทั้งหมด แล้วหันทุ่มไปกับการป้องกันเมืองหลวง
พวกเขาได้แบ่งกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดเพียงห้าแสนเป็นสามกลุ่มใหญ่
กลุ่มที่หนึ่งคือทหารจำนวนหนึ่งแสนนายออกไปตั้งรับที่นอกเขตเมืองในทางตอนเหนือเพื่อใช้อาวุธเคมีโจมตีศัตรู
กลุ่มที่สองคือหน่วยซุมโจมตีที่เป็นหุ่นโดรนกับทหารอีกหนึ่งแสนนายที่ริมแนวตลอดสันเขาทางตะวันตก
กลุ่มที่สามคือหน่วยป้องกันเมืองที่มีทหารร่วมสามแสนนาย
ส่วนป้อมปืนใหญ่ตรงเมืองหน้าด่านที่ถูกทิ้ง มันจะถูกควบคุมด้วยระบบสมองกลไปแทน
ในเวลาเดียวกัน ณ จุดที่ห่างออกไปจากเมืองหลวงราวสองร้อยห้าสิบกิโลเมตร
แสงแดดที่สาดส่องเต็มไปด้วยไออุ่นนั้น ทำให้โลกสีขาวกลับมากลายเป็นโลกสีเขียวอีกครั้ง
ท้องฟ้าเองก็สดใสราวกับจะต้อนรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20 (ต่างโลก) ] พร้อมระเบิดต่อต้านภูติรุ่นใหม่จำนวนยี่สิบลำ กับเครื่องบินทิ้งระเบิด [B-2] ที่บรรจุระเบิดเคมีจนเต็มลำอีกสิบลำ กำลังบินทะยานไปในนภาอากาศสีฟ้าที่สดใส
ที่อีกฟากของฝูงบินนั้นคือกองทัพของศัตรู
กองกำลังอาร์โธร์โพดากับภูติต่างกำลังสับฝีเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปที่เมืองหลวงของมนุษย์จากทางเหนือ
สาเหตุที่พวกเขายอมวิ่งอ้อม เป็นเพราะพวกเขาได้ข้อมูลจากสายลับว่ามันเป็นทิศที่บอบช้ำที่สุดของฝ่ายมนุษย์ ณ เวลานี้
ป้อมปราการสังหารของเผ่าอาร์โธร์โพดาส่งเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้า
อีกทั้งยังมีเครื่องสร้างบาเรียภูติทรงไข่ขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
อุปกรณ์ของพวกเขาที่สวมใส่เองก็เป็นชุดเกราะอันทันสมัย
เผ่าอาร์โธร์โพดานั้นมีอาวุธร้ายอย่างดาบและหอกที่สามารถยิงคลื่นพลังงานแม่เหล็กแรงสูง มีระเบิดแรงโน้มถ่วงที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีภูติ และมีปืนกับปืนใหญ่ที่ยึดมาจากเผ่ามนุษย์
ส่วนภูติเองก็มีชุดเกราะที่ดูพริ้วบอบบาง แต่มากด้วยความสามารถ
ระบบที่ติดมากับชุดนั้น จะช่วยสร้างบาเรียภูติขนาดเล็กปกคลุมร่างกายพวกเธอเอาไว้ อีกทั้งยังสามารถหลบการตรวจจับจากเรดาร์ได้อีกด้วย
กองทัพของทั้งสองฝ่ายได้มาบรรจบกัน ณ ทุ่งหญ้าทางตอนเหนือของเมืองหลวงในเวลาใกล้เที่ยงตรงของวัน
สายลมอ่อน ๆ พัดโหมกรีดผิวกายของทหารหาญที่ยืนประจันหน้ากันของทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายมนุษย์ได้สร้างหลุมเพลาะจำนวนมากด้วยระเบิดอย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังเตรียมรั้วลวดหนามตลอดแนวเป็นสิ่งกีดขวาง
ถึงจะไม่มีรถถังปรากฏให้เห็น แต่กองกำลังทหารจำนวนหนึ่งแสนนายนี้ก็หาได้หวั่นเกรงต่อกองทัพที่มากกว่าถึงสิบเท่าของฝ่ายตรงข้าม
พวกเขารู้หน้าที่ของตัวเองดี ว่านี่คือการต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ให้อีกกองกำลังรับมือการลอบโจมตีจากใต้ดินของอาร์โธร์โพดา
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่สี่สิบกิโลเมตร
โดยไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย ไม่ต้องมีสัญญาณกลองลั่นเปิดศึกสงคราม พวกเขาได้เริ่มฉากยิงในทันที
ผู้ที่ริเริ่มโจมตีก่อนคือฝ่ายอาร์โธร์โพดา
ผู้กล้าสเลบที่ประจำอยู่บนห้องบัญชาการของปราการเคลื่อนที่ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ได้ยื่นมือทั้งสี่ข้างออกไปตรงหน้าก่อนจะสับมือลั่นกระสุนออกไป
ปราการที่รูปร่างคล้ายเรือประจันบานหันปากปืนใหญ่ไปทางกองกำลังของฝ่ายมนุษย์
กระสุนแรงโน้มถ่วงที่ดัดแปลงจากเทคโนโลยีของภูติและมนุษย์รวมเข้าด้วยกันนั้น ได้ถูกลั่นออกไปจากปากกระบอกปืนใหญ่ทั้งเก้าเป็นเส้นตรง
“เตรียมรับแรงกระแทก! ”
“ทุกหน่วยระวัง! ”
เบลโลน่ากับเทียเซไคร่าตะโกนก้องออกคำสั่งไปหยั่งทุกหน่วย ก่อนจะเหยียบคันเร่งของรถจิ๊บออกไปทางซ้ายและขวา
ระเบิดเปิดศึกดังสะท้านไปทั่วสนามรบ
กระสุนทั้งเก้าที่กระทบผิวดินได้แตกตัวออกเป็นคลื่นโน้มถ่วงขนาดใหญ่
มันไม่มีเปลวเพลิงร้อนแรง ไม่มีแรงอัดอากาศที่พร้อมจะฉีกกระชากศัตรู แต่ใช้พลังงานที่ถูกอัดแน่นดุจหลุมดำมาเหวี่ยงทุกสิ่งในรัศมียี่สิบเมตรจนย่อยยับแทน
ในเวลาเดียวกันที่เหนือท้องฟ้าขึ้นไปหนึ่งหมื่นห้าพันเมตร กองทัพอากาศ B-2 กับ เฉิงตู เจ-20 ก็กำลังบินเข้าใกล้พวกเขา
ระบบหายตัวที่หลบเลี่ยงจากเรดาร์ของภูติกำลังเข้าสู่รัศมีของการทิ้งระเบิด
แต่เอสเทอกับสเลบได้คาดการเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีศัตรูที่สามารถบินหลบเลี่ยงเรดาร์เข้ามาใกล้ได้
ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงเตรียมรับด้วยการส่งหน่วยภูติวายุของ [ดิไลออน] เตรียมรับมือเอาไว้
ปกติภูตินั้นบินได้สูงสุดแค่ราว 8,000 ฟุต หรือประมาณ 2,400 เมตร และถ้าหากจะบินสูงกว่านี้คงต้องพึ่งตัวช่วย
ซึ่งสิ่งนั้นคือเจ้าวัตถุทรงกลมที่ลอยได้อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่อต้านแรงโน้มถ่วงของพวกเขา
กองทัพอากาศที่ขี่เจ้าไข่สีขาวลอยได้ขนาดหนึ่งเมตรกำลังลอยอยู่เต็มน่านฟ้าแห่งนี้
“พบศัตรูแล้วกิว~”
สตรีภูติผมขาวทรงแอร์โฟร์เอยด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด
สาเหตุเดียวที่พวกภูติไม่ใช้ [ทอร์นาโดภูติ] โจมตีในศึกนี้ มันเป็นเพราะว่าพวกเธอไม่สามารถควบคุมทิศทางของการโจมตีอันบ้าคลั่งนั้นได้
ดังนั้นสิ่งที่เธอใช้โจมตีกองทัพยานรบของมนุษย์จึงเป็นการยิงเสาพายุขนาดเล็กออกไป
กองทัพภูติอากาศจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นนายเริ่มส่องประกายแสงปีกพร้อมกับลูกคริสตัลภูติในมือของตนเอง
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับสงครามครั้งที่แล้วที่ฝ่ายมนุษย์ประมาทจนเกินไปจนเสียท่า
ครั้งนี้พวกเขามาด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นและไม่เหิมเกริมอีกต่อไป
ฝูงบินขับไล่เฉิงตู เจ-20 ทั้งหมดสามสิบลำเร่งกำลังเครื่องสันดาป พุ่งด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งทะยานกระจายออกไปคนละทิศทาง
“กิว!? ”
ด้วยความเร็วระดับนี้จึงทำให้หน่วยของดิไลออนจับตำแหน่งศัตรูไม่ทัน
แถมกระสุนกับมิซซายที่สาดสวนกลับเข้าใส่นั้นยังทำให้หน่วยของเธอเสียสมาธิอีกด้วย
“ผู้กล้าเอสเทอ ช่วยยิงสนับสนุนที เดียวจะส่งตำแหน่งศัตรูไปให้ กิว! ”
“ได้ จะทำตามคำเรียกร้องเดียวนี้”
เธอรีบแจ้งขอการยิงสนับสนุนจากกองทัพภาคพื้นดินแทบจะในทันที
กองทัพภาคพื้นดินต่างเริ่มส่องประกายแสงเพื่อจะสร้างพื้นที่อากาศแปรปรวนยิ่งยวดในน่านฟ้าบริเวณนี้
แต่หากรอให้ร่ายเสร็จคงโดนโจมตีก่อน เอสเทอจึงร้องขอการยิงสนับสนุนจากทัพของสเลบด้วย
ปืนกลและปืนใหญ่ต่อต้านอากาศที่ติดตั้งลงไปบน [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ได้หันปากปืนขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสียงลั่นระเบิดคำรามดังสั่นสะท้านไปทั่วสนามรบ ระเบิดสีดำพวยพุ่งกระจายทั้งนภา หมายที่จะสังหารเหล่าแมลงอันน่ารำคาญทั้งสามสิบตัวให้รวงหล่น
ฝูงบินรบขับไล่ต่างบินหักหลบสุดกำลังเท่าที่จะทำได้
ด้วยความรู้สึกผิดจากสงครามครั้งก่อน อีกทั้งมีชะตาของเผ่าเป็นเดิมพัน เหล่านักบินทั้งสามสิบชีวิตจึงรีดความสามารถทุกอย่างออกมาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์
พวกเขาต่างบินพุ่งตรงไปหาเป้าหมายตรงหน้าอย่างไม่เสียดายชีวิต
พวกเขาเตรียมใจที่จะคามิคาเซ่ใส่อริศัตรู
“โจมตี! ”
ฝูงบินฝ่ายมนุษย์ฟุ่งทะยานส่วนทางกับห่าฝนกระสุนที่สาดเข้าใส่
เปลวไฟลุกท่วมเจิดจ้าขึ้นท้องฟ้า แต่เปลวไฟแค่นั้นยังไม่อาจหยุด [เครื่องบินขับไล่เฉิงตู เจ-20 (ต่างโลก) ] ได้
ใต้ท้องยานของเครื่องบินได้เปิดออกพร้อมกับ [ระเบิดต่อต้านภูติ V2]
จรวดสีดำที่ยาวกว่าสองเมตรทั้งหมดสิบนัดถูกลั่นยิงออกไปจากยานที่เหลือรอดก่อนจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลางอากาศ
“โจมตีระเบิดพวกนั้นเร็ว! ”
สเลบรู้สึกได้ถึงอันตรายของอาวุธร้ายเหล่านั้นโดยสัญชาตญาณ
แต่สายไปแล้ว
จรวดทั้งสิบได้ระเบิดตัวเองออกกลางอากาศกินพื้นที่เป็นวงกว้าง
แต่ครั้งนี้มันถูกออกแบบให้ต่างไปจากที่เคยเป็น
เพราะว่าคราวนี้มันได้ถูกออกแบบให้ระเบิดถึงสามครั้ง
ยะมะโตะสันนิษฐานจากสงครามครั้งที่แล้วว่าระเบิดต่อต้านภูติของเขานั้นถูกอะไรบางอย่างปกป้องเอาไว้
เขาตั้งสมมติฐานว่าสิ่งนั้นคือบาเรียของพวกเผ่าภูติ
ดังนั้นเขาจึงออกแบบใหม่ให้มันระเบิดได้ถึงสามครั้ง
สองครั้งแรกคือระเบิดคลื่นพลังงานขั้วตรงข้ามของบาเรีย และครั้งสุดท้ายคือระเบิดคลื่นแม่เหล็กที่เอาไว้ทำลายการทำงานของอวัยวะปีกของพวกภูติ
“นี่มัน!? ”
เอสเทอถึงกับอุทานอย่างตกใจในตอนที่เห็นการระเบิดครั้งแรกซึ่งสามารถลบบาเรียให้หายไปได้
เอสเทอรู้สึกตัวได้ในทันทีว่ามันคงไม่จบลงแค่นี้
“ทุกหน่วยหยุดการโจมตีแล้วเน้นไปที่สร้างบาเรียภูติซะ! ”
ว่าแล้วเอสเทอก็เปลี่ยนไปป้องกันแทน
ระเบิดครั้งที่สองได้ถือกำเนิดขึ้น
คลื่นพลังงานความถี่สูงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ทำการรบกวนการคงสภาพของบาเรียที่หุ้มร่างกายของภูติ
มีเพียงแค่ภูติระดับสูงเท่านั้น ที่สามารถรับมือสร้างบาเรียสองชั้นคลุมกายได้ทันเวลาก่อนจะเกิดระเบิดครั้งสาม
แล้วการระเบิดครั้งที่สามก็ตามมาหลังจากนั้นในอีกสามวินาทีถัดไป
ระเบิดรอบนี้คือคลื่นแม่เหล็กที่มีผลกระทบโดยตรงกับอวัยวะปีกที่เป็นทั้งปอดและอวัยวะสรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์ราวเวทมนตร์ของภูติ
ยามเมื่ออวัยวะซึ่งทำหน้าที่ฟอกเลือดล้มเหลว เหล่าทหารภูติก็พบกับความตาย
กองทัพจำนวนสองแสนนายต้องตายลงอย่างทรมานอันเนื่องจากไม่สามารถฟอกเลือดได้
ปีกของภูติที่เคยโปร่งแสงฉับพลันกลายเป็นสีดำอันมืดมน
ต้องบอกว่าเป็นโชคดีที่เอสเทอคาดการถึงอาวุธร้ายแรงเอาไว้ก่อนหน้า จึงได้สั่งกระจายกองกำลังเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงมีผู้เสียหายมากกว่านี้
แต่ทว่าที่เธอคาดการผิดไปนั้นคือมันไม่จบลงแค่ที่พวกตัวของภูติเอง
"กองทัพโกเลมหยุดทำงานแล้วดิก! "
กองทัพโกเลมสงครามของภูติที่อยู่แนวหน้าทั้งหมดต่างล้มตัวลงพร้อมกัน
พวกมันกลับกลายเป็นเศษดิน เหลือเพียงแค่แกนที่สิ้นแสงสว่างไปแล้วเท่านั้น
แถมอุปกรณ์สร้างบาเรียรูปทรงไข่ยังส่งควันพวยพุ่งออกมาก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
กองทัพอากาศของดิไลออนเองก็ร่วงจากท้องฟ้าดุจหยาดน้ำฝนไม่มีเหลือ
"รีบกู้อุปกรณ์สร้างบาเรียเดียวนี้ ดอง! ส่วนหน่วยภูติสายฟ้ากับอัคคี พวกเจ้าจงเตรียมพร้อมโจมตีปูพรมขึ้นท้องฟ้า พวกมันต้องมีระลอกสองมาแน่นอนดอง! "
เอสเทอที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดนั้นรีบสั่งการเตรียมรับมือการโจมตีในทันที
และเธอคาดการได้ถูกต้อง
ฝูงบิน B-2 สิบลำที่บินตามหลังฝูงบินขับไล่ได้ปรากฏตัวขึ้นเหนื่อน่านฟ้าของสนามรบ
ปีกที่แผ่กว้างนั้นกำลังทอดเงาดุจพญามัจจุราชที่หมายจะกลืนกินผืนแผ่นดิน
เปลือกโลหะใต้ท้องยานเปิดแยกออกมา
มันพร้อมที่จะทิ้งอาวุธร้ายและคร่าทุกชีวิตลงมาจากนภาอากาศแล้ว
"โจมตี! ไม่ว่ามันจะคืออะไร ต้องหยุดมันให้ได้ดอง.! "
ระเบิดที่ฝูง B-2 กำลังจะทิ้งลงมานั้นคืออาวุธเคมีที่ชื่อว่า [แก๊สมัสตาร์ด]
ควันสีเหลืองมรณะที่มีกลิ่นฉุนนี้ เคยคร่าชีวิตของทหารอังกฤษและแคนาดามาแล้วร่วมหกพันชีวิตในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ความร้ายกาจของมันนั้นคือการที่แก๊สตัวนี้สามารถทะลุเนื้อผ้าหนาเข้าไปได้
มันเป็นแก๊สที่ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว ผิวหนังพุพองบวมน่ากลัว ท้องเสีย หรือพิกลพิการได้
วัตถุที่อัดแน่นไปด้วยแก๊สร้ายสีเหลืองถูกทิ้งปูพรมลงสู่กองทัพผสมของฝ่ายอาร์โธร์โพดากับภูติ
ปืนต่อต้านอากาศของปราการยักษ์ [ดีเวสธาดอร์ส] บอลไฟจากหน่วยภูติอัคคีของดีลอนิก และสายฟ้าคำรามจากหน่วยอัศนีของโรส ได้ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า
แน่นอนว่าด้วยจำนวนลูกกระสุนนับแสนซึ่งสาดกระจายขึ้นท้องฟ้านี้คงไม่อาจบินหลบหนีได้
พวกเขาคงไม่แคล้วตายกันหมดเหมือนอย่างที่ฝูงบินเฉิงตู เจ-20
แต่พวกเขาต่างมาที่แนวหน้าเพื่อขับไล่อริศัตรูของแผ่นดิน
พวกเขาพร้อมที่จะลากคอกันตายไปพร้อมกับศัตรูเช่นกัน
ฝูงบิน B-2 เร่งความเร็วถึงขีดสุด บินทะยานลงสู่ผิวดินแบบไม่คิดว่าจะรอดกลับไปได้
ยานทั้งห้าลำลุกเป็นไฟ ปีกขาดสะบั้นและศูนย์เสียการควบคุม
ลำหนึ่งบินหลุดแนวโจมตีตรงสู่ผิวโลกในจุดที่ห่างออกไปไกลกว่าห้าสิบกิโลเมตร
อีกลำระเบิดกลางท้องฟ้าพร้อมกับควันสีเหลืองที่แผ่ขยายไปทั่วเหนือพื้นดินหนึ่งร้อยเมตร
ส่วนอีกลำระเบิดในระยะเหนือพื้นขึ้นไปห้าสิบเมตร
และอีกลำที่ระยะยี่สิบเมตร
ส่วนลำสุดท้ายได้กระทบเข้ากับผิวพื้นโลกอย่างรุนแรง
ควันสีเหลืองเริ่มแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่หนึ่งในห้าของกองทัพ และกำลังจะแผ่ขยายตัวออกกว้างไปมากกว่านี้
แก๊สมัสตาร์ดแทรกซึมผ่านบาเรียภูติ ผ่านชุดเกราะ และซึมเข้าสู่ผิวหนังของพวกเขา
นักรบเผ่าอาร์โธร์โพดากับภูติต่างเริ่มทุรนทุรายและหายใจไม่ออก
“ถอยไปดอง! ”
เอสเทอรีบบินทะยานไปทางควันสีเหลืองนั้นในทันที
เธอกางหนังสือในมือทั้งสองข้างออกมา
แสงสว่างสีฟ้าเรืองรองไปทั่วปีกและหนังสือของเธอ
เสียงหน้าคัมภีร์กำลังพริ้วไหวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบังเกิดแสงเจิดจ้าสีฟ้าปกคลุมกระจายออกไปทั่วทุกตารางเมตรตรงหน้า
แสงสีฟ้านั้นเข้าไปสลายโมเลกุล ปรับแต่งโครงสร้างโปรตรอนและอิเล็กตรอนของอะตอม จนควันสีเหลืองกลายสภาพเป็นมวลอากาศที่ไร้พิษภัยไป
แสงสีฟ้าโอบอุ้มและหยุดการกระจายตัวของควันสังหารนั้นเอาไว้ ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นหยุดอยู่เพียงแค่ทหารภูติห้าพันนายกับอาร์โธร์โพดาอีกห้าพันนายเท่านั้น
ผู้กล้าเอสเทอสามารถกอบกู้วิกฤติของกองทัพพวกเขาเอาไว้ได้ทันเวลา มิเช่นนั้นคงไม่แคว้นเสียกำลังไปอีกกว่าหนึ่งแสนนายแน่นอน
“มีศัตรูมันบุกมาจากปีกขวาและซ้าย ขุนพลสกัด ขุนพลอลูฟ พวกเจ้าช่วยไปหยุดพวกมันที”
“ได้เลยผู้กล้าสเลบ”
“รับทราบ”
ในเวลานั้นเองที่มีกองทัพฝ่ายมนุษย์กำลังวิ่งอ้อมสนามรบด้วยรถจิ๊บกับรถพ่วง เข้ามาขนาบจากทางปีกซ้ายและขวาของฝ่ายกองกำลังผสมอาร์โธร์โพดากับภูติ
รถจิ๊บจำนวนหนึ่งพันคันที่ปีกขวานั้นนำโดยบุรุษผมทองชาวสปาต้า [โล่อันแข็งแกร่ง เบลโลน่า]
ส่วนที่ปีกซ้ายนั้นนำโดยสตรีผมสั้นมาดกล้าแกร่งดุจบุรุษเพศ [ผู้ที่ยอมลงจากอานม้าเพื่อจีบผู้ชาย เทียเซไคร่า]
ปืนกลหนักที่เข้าระยะโจมตีเริ่มสาดกระสุนเข้าใส่กองทัพจากทั้งฝั่งซ้ายและขวา
กองทัพระดับมดทหารเลวจำนวนฝั่งละห้าหมื่นนายภายใต้การนำของสกัดกับอลูฟเองก็พุ่งสวนเข้าใส่ในเวลาเดียวกัน
กองทัพของสกัดคือสีแดง ส่วนกองทัพอลูฟของคือสีเลือดหมู
กระสุนเม็ดถั่วจากปืนกลหนักนั้น ไม่สามารถเจาะทะลุชุดเกราะนาโนอันเกิดจากมันสมองที่สุดยอดของราชินีฟรีด้าได้
แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลย
แรงกระแทกจากกระสุนนั้นยังสามารถทำให้ร่างกายภายในบอบช้ำได้ และถ้าหากถูกยิงมากเข้า ผู้สวมใส่ก็อาจจะตายก่อนได้เช่นกัน
แต่นั่นเป็นไปได้ในกรณีที่ถูกยิงโดนต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก
[เกราะแขนกล MK-I] ของพวกเขานั้นนอกจากแข็งแกร่งแล้ว มันยังช่วยเพิ่มพลังกายของผู้สวมใส่
กองทัพของอลูฟกับสกัดต่างเร่งเครื่องของตัวชุดแล้ววิ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วระดับหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง
“เหยียบให้มิดไปเลย! ”
แต่ทว่าแทนที่จะสั่งให้วิ่งหนีทิ้งระยะห่าง เบลโลน่ากับเทียเซไคร่ากลับสั่งให้พวกเขาวิ่งเข้าไปใกล้ด้วยความเร็วที่มากขึ้น
และในตอนที่ระยะห่างของทั้งสองกองทัพเข้ามาใกล้จนแทบหายใจรดคอกัน เจ้าสิ่งนั้นก็เริ่มทำงาน
วัตถุทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตรเริ่มส่งเสียงดังลั่นกระหึ่มขึ้น
สิ่งที่ถูกลากมาพร้อมกับกลุ่มของรถจิ๊บได้ส่งคลื่นเสียงแรงสูงที่อยู่เหนือช่วงคลื่นเสียงซึ่งมนุษย์จะรับรู้ได้ออกมา
คลื่นเสียงนั้นรุนแรงและปวดร้าวราวกับจะให้ผู้ที่ได้ยินเป็นบ้า
เป็นคลื่นเสียงที่ตรงกับช่องรับสัญญาณโดยธรรมชาติของเผ่าอาร์โธร์โพดา
“อ๊ากกกก! ”
“นี่มันเชี่ยอะไรเนี่ย!? ”
แถมยิ่งเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของต้นกำเนิด มันก็ยิ่งมีคลื่นเสียงที่รุนแรงโหมกระหน่ำยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เผ่าอาร์โธร์โพดาที่อยู่ในรัศมีของคลื่นเสียงนั้นต่างกุมหัวด้วยความเจ็บปวด
บางคนสะดุดหกล้มด้วยความเร็วระดับหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วตายลงเนื่องจากแรงกระแทกในทันที
บางคนคลั่งจนใช้อาวุธที่มีตัดเอาหนวดของตัวเองออกจนสูญเสียการรับรู้สภาพแวดล้อมไป
มีกระทั้งบางคนที่ยอมใช้อาวุธแทงสมองตัวเองให้ดาวดิ้นลงตรงนั้นไปเลยก็มี
กองทัพของอลูฟกับสกัดต่างหยุดเคลื่อนไหวและลงไปทุรนทุรายในสภาพเช่นนั้น
“โจมตีเจ้าอาวุธทรงกลมนั้นเดียวนี้! ”
สเลบที่เฝ้าดูจากจุดปลอดภัยทราบได้ทันทีว่าต้นเหตุมาจากวัตถุทรงกลมนั้น
เพราะมันคืออุปกรณ์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และการโจมตีที่แปลกประหลาดนี้คงไม่ใช่เกิดจากสิ่งอื่นใดนอกจากมัน
ปืนใหญ่ทั้งเก้ากระบอกของ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส] ได้เปลี่ยนเป้าหมายจากกองทัพมนุษย์ตรงหน้าไปทางฝูงรถจิ๊บที่วิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
ปืนใหญ่ทั้งเก้าคำรามก้องไปทั่วสนามรบพร้อมกับระเบิดแรงโน้มถ่วงที่กลืนกินไปทุกตารางเมตร
แต่เนื่องจากอาวุธที่ว่าตั้งอยู่บนรถพ่วงที่วิ่งเร็วมาก เลยทำให้กระสุนพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย
“โจมตีสังหารพวกมัน! ”
เทียเซไคร่าปะทะกับกองทัพสีแดงของสกัด ส่วนเบลโลน่าปะทะกับกองทัพสีเลือดหมูของอลูฟ
พวกเขาใช้รถจิ๊บจำนวนฝั่งละห้าพันคันวิ่งวนล้อมกองทัพอันน่าสงสารของพวกอลูฟกับสกัด ก่อนจะยิงกระหน่ำสังหารโหด
สกัดกับอลูฟถูกสังหารไปมากกว่าครึ่งภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น
ขุนพลอลูฟได้ถูกรวมอยู่ในรายชื่อผู้โชคร้ายที่ถูกสังหารไปด้วย
“ยิง! ”
กระสุนปืนใหญ่ถูกลั่นโจมตีออกไปอีกครั้ง
คราวนี้พวกเขายิงโดนแล้ว
กองทัพของเบลโลน่าสามารถหลบออกมาได้ทันสองในสาม ส่วนกองทัพเทียเซไคร่าถูกทำลายเป็นผุยผงแทบจะในทันที
พอเห็นสภาพของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกองทัพของสกัดกับอลูฟที่ตายไปนับแสนแล้ว สเลบก็เริ่มตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของเผ่ามนุษย์อีกครั้ง
“พวกเผ่าจอมมาร… อาวุธของพวกมันช่างน่ากลัวจริง ๆ ”
เขาพึมพำออกมาเช่นนั้นและเริ่มสั่งให้เตรียมการโจมตีชุดต่อไปเพื่อเก็บกวาดศัตรูที่เหลือไม่ถึงห้าพันนายตรงหน้า
ในเวลาเดียวกัน ณ ที่เมืองหลวงกับเมืองหน้าด่านของมนุษย์
แผนการของสเลบก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกับช่วงเวลาเดียวที่เขาปะทะกับหน่วยตั้งรับของมนุษย์ในทิศเหนือ
กองกำลังอีกครึ่งหนึ่ง หรือก็คือสามแสนห้าหมื่นของอาร์โธร์โพดาที่นำโดย [ขุนพลไร้พ่าย ฮอร์เนส] เองก็เข้าประจำทีเรียบร้อย
ฝ่ายมนุษย์รู้แล้วว่ามีกองกำลังศัตรูซ่อนตัวอยู่ที่ใต้ผิวดินรอบเมืองหลวง ณ ตอนนี้
อาวุธ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่พวกเขาเตรียมเอาไว้เป็นไพ่ตายรับมือนั้น ได้ถูกนำออกมาวางรอบรั้วของเมืองเพื่อเตรียมรับมือเผ่าอาร์โธร์โพดาที่กำลังจะบุกมาจากใต้ดิน
แต่พวกเขาไม่รู้ว่านอกจากหน่วยที่ซ่อนตัวใต้ดินแล้ว มันยังมีกองกำลังลับของคอมมิวอยู่ในเมืองด้วย
ระเบิดที่สเลบกับเอสเทอร่วมกับวางแผนเอาไว้นั้น ได้ถูกหน่วยลับของคอมมิวลอบวางเอาไว้ ณ ทุกจุดที่กำหนดแล้ว
ป้อมปราการปืนใหญ่ที่เมืองหน้าด่านทั้งหมด
โรงงานผลิตอาวุธ
เส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อกันแต่ละเมือง
โรงเก็บเครื่องบินกับรันเวย์ที่ใช้ขึ้นบิน
โรงเก็บรถถัง
คลังแสงของเมือง
โรงไฟฟ้ากับสาธารณูปโภคทุกสาย
จะมีก็แค่ตำแหน่งของ [คลื่นต่อต้านมนุษย์มด] ที่รอดจากการวางระเบิด เพราะพวกเขาไม่รู้จักสิ่งนั้นกัน
ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของเอสเทอที่พยายามศึกษาภาษาของทุกเผ่า กับส่งหน่วยสืบลับเข้าไปในเมืองของทุกเผ่าเท่าที่ทำได้ จึงทำให้เธอมีความรู้และพอจะคาดการได้ว่าอาคารไหนคืออาคารสำคัญของเผ่ามนุษย์
ความพยายามของเธอที่ใช้เวลาร่วมกว่าหกสิบวันและถูกเผ่าตัวเองมองข้ามไปนั้น ได้ถูกสเลบเห็นความสำคัญ แล้วนำไปสร้างแผนระเบิดจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ขึ้นมาเช่นนี้ได้
สัญญาณเปิดศึกได้เริ่มขึ้น ณ ช่วงเที่ยงตรงของวัน
และมันคือช่วงเวลาที่เมืองหลวง [ฮิวซิตี้] ได้พบกับฝันร้ายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนอีกด้วย