ตอนที่36 หางานทำ
หลังจากที่ได้สอบถามชาวบ้านแล้วหยางน่าก็มาถึงโรงทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเบื้องหลังมีสตรีวัยกลางคนหลายนางกำลังขยับมือทั้งสองข้างอย่างคล่องแคล่วเพื่อทอเส้นใยทั้งหลายให้ผสานเป็นผ้าผืนเดียวกันทุกคนดูขะมักเขม้นและทำงานกันอย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก
ไม่นานก็มีสตรีวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมผู้หนึ่งเดินออกมาและมองดูหยางน่าตั้งแต่หัวจรดเท้าพร้อมเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า “เจ้าจะมาของานทำรึ”
“เจ้าค่ะ ท่านป้า ไม่ทราบว่าท่านยังรับนักเย็บปักอยู่หรือไม่เจ้าคะ”หยางน่าเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความนอบน้อม
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหญิงวัยกลางคนก็โบกมือด้วยความรำคาญใจ“นักเย็บปักน่ะข้ามีเยอะแล้วที่ต้องการคือคนทอผ้าต่างหาก เจ้าทำเป็นหรือไม่เล่าหากทำเป็นข้าจะยอมรับเจ้าเดี๋ยวนี้เลย”
หยางน่ามองดูเครื่องไม้ที่แปลกตาเหล่านั้นด้วยความกังวลนางไม่เคยเห็นเครื่องทอผ้ามาก่อน ยิ่งไม่รู้ด้วยว่ามันใช้อย่างไรแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นางเป็นคนที่เรียนรู้ไว ขอเพียงอีกฝ่ายให้โอกาสนางเท่านั้น
หลังจากที่ประเมินความสามารถตัวเองแล้วหยางน่าจึงหันไปยิ้มให้เจ้าของโรงทอผ้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าทอผ้าไม่เป็นเจ้าค่ะแต่หากท่านป้าให้โอกาสข้า ข้าสัญญาเลยว่าข้าจะพยายามเรียนรู้อย่างสุดความสามารถไม่ทำให้ท่านป้าผิดหวังอย่างแน่นอน”
“โอ๊ย ไม่ต้องมาสัญญาอะไรกับข้า หากทอผ้าไม่เป็นก็ไสหัวไปซะเสียเวลาทำมาหากิน” เจ้าของโรงทอผ้าโบกมือไล่หญิงสาวตรงหน้าออกไปและเดินกลับเข้าไปในโรงทอผ้าอย่างไม่ไยดีทิ้งให้หยางน่ายืนอยู่ที่เดิมพร้อมความผิดหวัง
มือบางกำกระโปรงของตัวเองไว้แน่นนางมาที่นี่พร้อมความหวังเต็มเปี่ยม นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกผู้อื่นปฏิเสธเพราะตัวนางมีความสามารถไม่พอ
หยางน่าพยายามจัดการกับความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นภายในจิตใจก่อนจะปลอบใจตัวเองว่า ‘ไม่มีสิ่งใดง่ายในตอนแรกเริ่มหรอก ขอแค่เจ้าพยายามมากพอก็จะสมหวังเอง’
เมื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้แล้วหยางน่าจึงเริ่มออกเดินทางตามหาโรงเย็บปักอีกครั้งนางเดินมาไกลเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ หลังจากที่มีประสบการณ์ครั้งแรกแล้วหยางน่าจึงเดินเข้าไปถามหาเจ้าของโรงเย็บปักอย่างไม่เคอะเขินอีกต่อไป
“ท่านป้าเจ้าคะ ไม่ทราบว่าที่ร้านยังรับนักเย็บปักอยู่อีกหรือไม่ข้ามีความรู้ด้านการเย็บปัก...”
หยางน่ายังไม่ทันจะได้พูดความสามารถด้านการเย็บปักของตัวเองก็ถูกคู่สนทนาพูดตัดบทเสียก่อน “ขออภัยแม่นาง โรงเย็บปักนี้มีคนงานเพียงพอแล้วไม่สู้เจ้าลองไปถามโรงเย็บปักอยู่ตรอกชุนสี่ดูเถิด”
“เจ้าค่ะ” หยางน่ากลืนคำพูดที่มีลงไป แล้วตอบรับน้ำใจของอีกฝ่ายอย่างเศร้าๆ
หญิงสาวร่างบางตระเวนไปตามโรงทอผ้าโรงเย็บปัก รวมถึงร้านค้าผ้าต่างๆ ทั่วเมืองอย่างไม่ย่อท้อแต่สุดท้ายนางก็ต้องผิดหวังกลับมาทุกครั้ง นางหลงลืมแม้กระทั่งความหิวของร่างกาย
ลู่จิวขยับตัวด้วยความไม่สบายเล็กน้อยยามนี้นางรู้สึกหิวจนท้องไส้จะขาดแล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรพอกลายมาเป็นดวงวิญญาณแล้วนางถึงรู้สึกหิวเก่งเสียยิ่งกว่าตอนเป็นมนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนางยังคิดอยู่ว่าพอกลายเป็นวิญญาณแล้วคงจะไม่ลำบากเท่าตอนเป็นมนุษย์แต่ที่ไหนได้กลับลำบากยิ่งกว่าเดิม เพราะต่อให้หิวนางก็ไม่อาจทำอะไรได้ตามใจปรารถนาเลยทำได้แค่อดทนไว้เท่านั้น
ดวงตาคู่งามมองตามกลิ่นบะหมี่ไก่ฉีกหอมกรุ่นที่โชยมาจากร้านค้าหาบเร่ที่อยู่ริมถนนตาละห้อยในใจก็อดนึกถึงรสชาติของบะหมี่ชามนั้นไม่ได้ฉับพลันนั้นก็มีเสียงท้องร้องดังโครกครากขึ้น ทำให้หยางน่าได้สติกลับคืนมาทันที “อา หิวจังเลย ลู่จิวเจ้าก็หิวเหมือนกันรึ”
หยางน่ากุมท้องที่ร้องเสียงดังของตัวเองก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้น “โอ๊ย หิวจัง ข้ายังหางานทำไม่ได้เลย ฟ้าก็ใกล้มืดแล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี”
‘นี่สวรรค์มอบโอกาสให้ข้ากลับมาเพื่อให้มาหิวตายอย่างนั้นรึ...’ ลู่จิวได้แต่ร้องคร่ำครวญอย่างสิ้นหวังกับตัวเองด้วยเช่นกัน
เมื่ออับจนหนทางแล้วจริงๆหนางน่าจึงได้ตัดสินใจทำใจกล้าเดินเข้าไปขอร้องพ่อค้าหาบเร่ผู้หนึ่ง “ท่านลุงยามนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลย ท่านพอจะเมตตาสงสารมอบหมั่นโถวให้ข้าสักลูกได้หรือไม่แค่เศษหมั่นโถวชิ้นเล็กๆ ก็ได้...”
“นี่...” พ่อค้าวัยกลางคนผู้นั้นเผยสีหน้าที่ลังเลเล็กน้อยแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวบอบบางน่าสงสารแล้วเขาก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้และคิดที่จะเอื้อมมือไปหยิบหมั่นโถวให้นาง
แต่ทันใดนั้นเองพ่อค้าหาบเร่ก็ต้องร้องเสียงหลง เมื่อมีฝ่ามือร้ายกาจเอื้อมเข้ามาบิดหูเขาอย่างแรงตามด้วยเสียงด่าทอเกรี้ยวกราดของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นมาว่า “หน็อย! ตาเฒ่า ครอบครัวตัวเองยังกินไม่อิ่มท้อง ริอ่านจะช่วยสาวงามอย่างนั้นรึท่านไม่เห็นหัวเมียอย่างข้าบ้างเลยรึไง!”
ทั้งหยางน่าและพ่อค้าหาบเร่ต่างสะดุ้งตัวโยนเพราะเสียงแหลมเสียดหูของสตรีนางนั้นเสียงดังเอะอะโวยวายได้ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายให้จ้องมองมาที่คนทั้งสาม
ทว่าภรรยาของพ่อค้าหาบเร่ไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้นางตวัดสายตาคมกริบมองดูหญิงสาวหน้าตาสะอาดหมดจดตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่งแล้วแค่นเสียงดูถูกทันที “นังจิ้งจอกเจ้ามารยานี่ก็อีกคน กล้ามาล่อลวงสามีผู้อื่นกลางวันแสกๆเชียวรึ ไม่กลัวสวรรค์ลงโทษหรืออย่างไร”
“ข้าไม่ได้...” หยางน่ายังไม่ทันพูดจบก็ต้องตกใจเมื่ออีกฝ่ายชี้หน้านางด้วยท่าทางที่ดุร้าย
“หุบปาก! ไม่ต้องมาพูดเลยนะ! ข้าเจอสตรีเจ้ามารยาอย่างเจ้ามาเยอะถ้าไม่มีเงินก็ไสหัวไปซะ อย่ามาเกะกะขวางทางร้านข้านอกเสียจากว่าสิ่งที่เจ้าอยากได้คือผัวของข้า ไม่ใช่หมั่นโถว!” ภรรยาของพ่อค้าหาบเร่ถลึงตามองหยางน่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
สายตาของผู้คนรอบข้างมองดูพวกนางด้วยความสอดรู้สอดเห็นทั้งยังแอบนินทากันอย่างสนุกสนานอีกด้วยหยางน่าเพิ่งเคยตกเป็นจำเลยของผู้คนเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงได้รีบเอ่ยแก้ต่างให้ตัวเองอย่างร้อนใจ “ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่เดือดร้อนก็เลยมาขอความช่วยเหลือจากเถ้าแก่เท่านั้น หากว่าทำให้ท่านเข้าใจผิด ข้าก็ต้องขออภัยด้วยจริงๆ”
‘เจ้าไปขอโทษนางทำไม’ เมื่อได้เห็นหยางน่าตกเป็นจำเลยของผู้คนเช่นนี้ราวกับลู่จิวได้พบเจอกับเหตุการณ์ซ้ำรอยยามนี้นางรู้สึกโกรธเคืองยิ่งนักที่หยางน่าเอาแต่เป็นฝ่ายยอมให้สตรีผู้นั้นด่าทอ
“ข้าขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปให้เร็วที่สุด” หยางน่าคิดจะหันหลังเดินจากไปแต่ทันใดนั้นเองนางก็ถูกสตรีขี้หึงคนนั้นจิกหัวจากทางด้านหลังจนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด“โอ๊ย! นี่ท่านทำอะไรน่ะ”
“ฮูหยิน เจ้าปล่อยแม่นางผู้นี้เถอะ นางก็แค่มาขออาหารกินเท่านั้นไม่ได้มายั่วยวนข้าอย่างที่เจ้าคิด” พ่อค้าหาบเร่อดที่จะเอ่ยวาจาปกป้องสาวงามท่าทางอ่อนแอน่าสงสารคนนี้ไม่ได้
แต่ทว่าสถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิดถ้อยคำของสามีกลับยิ่งทำให้หญิงวัยกลางคนผู้นี้โกรธมากขึ้นไปอีกที่เห็นสามีปกป้องหญิงสาวรุ่นราวคราวลูก“นี่ท่านปกป้องมันอย่างนั้นรึทุกคนเห็นหรือยัง หญิงผู้นี้มันทำเสน่ห์ใส่ผัวข้า หน็อย! อย่าอยู่เลยนังหน้าด้าน!”
หยางน่าเห็นสตรีดุร้ายผู้นั้นกำลังจะง้างฝ่ามือตบลงมาบนใบหน้าของนางก็พลันตกใจกลัวและหลับตาปี๋ทันทีนางไหนเลยจะเคยพบคนพาลไร้เหตุผลและเอาแต่ใช้กำลังเช่นนี้ได้ ในใจก็นึกอยากไปจากที่ตรงนี้โดยเร็ว
ฉับพลันนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลโอบรัดดวงจิตของนางให้กลับคืนสู่ปราการห่อหุ้มที่หนานุ่มและอบอุ่น
หยางน่ากลับคืนสู่รูปลักษณ์ดวงวิญญาณอีกครั้งทุกย่างก้าวที่เดินราวแผ่วเบาราวกับปีกแมลงปอที่แตะสัมผัสเหนือผิวน้ำนางเคลื่อนร่างอย่างเชื่องช้าไปยังปราการโปร่งใสที่กั้นระหว่างโลกตัวนางกับโลกภายนอกเอาไว้
‘นี่มันอะไรกัน’
ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจอะไรร่างของนางก็เอนไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนของร่างกาย ตามมาด้วยภาพที่น่าตกตะลึงใจยิ่งกว่า
“ข้าจะไม่ยอมให้หญิงร้ายกาจอย่างพวกเจ้ารังแกอีกต่อไปแล้ว!” ลู่จิวตวาดลั่นด้วยความโมโหอย่างสุดขีดที่ถูกคนรังแกเช่นในอดีตที่ผ่านมา
เพี๊ยะ!
ลู่จิวผลักร่างของสตรีผู้นั้นออกตามสัญชาตญาณแล้วสะบัดฝ่ามือตบหน้านางไปหนึ่งครั้ง พร้อมตะคอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดอีกครั้ง “ตั้งสติหน่อยนังเฒ่าชรา! ใครอยากจะแย่งผัวของเจ้า แหกตาดูบ้างสิว่าผัวเจ้ารุ่นราวคราวพ่อข้าแล้วตั้งสติหน่อยเถอะ”
“เฒ่า! เฒ่าชราอย่างนั้นรึ?!” ฮูหยินผู้นั้นกุมใบหน้าที่เจ็บปวดของตัวเองก่อนจะร้องออกมาด้วยความตกตะลึง
ทว่าลู่จิวกลับไม่สนใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยและหันไปพูดกับสามีของฮูหยินผู้นั้นแทน
“ท่านลุงข้าขอขอบคุณที่ท่านมีน้ำใจคิดแบ่งปันอาหารให้กับข้าและก็ต้องขอโทษด้วยที่ข้าทำร้ายภรรยาของท่าน”ลู่จิวข่มกลั้นความรู้สึกแปลกประหลาดที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่างและโค้งตัวขอโทษอีกฝ่าย
พ่อค้าหาบเร่และผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างก็นิ่งอึ้งอยู่กับที่ก่อนจะมีเสียงกรีดร้องเกรี้ยวกราดดังขึ้น ทำให้ทุกคนได้สติกลับคืนมาทันที “นังบ้า นี่เจ้ากล้าตบข้าอย่างนั้นรึอย่าอยู่เลย!”
สตรีวัยกลางคนคิดจะพุ่งตัวเข้าไปทำร้ายหญิงสาวตรงหน้าแต่กลับถูกสามีกอดเอาไว้ พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้นรีบร้องตะโกนทันที “แม่นางเจ้ารีบหนีไปเสียเถอะ!”
ลู่จิวไม่รอช้ารีบแหวกฝูงชนออกไปข้างนอกทันทีนางวิ่งไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง จวบจนเมื่อเห็นว่าออกมาไกลพอสวมควรแล้วนางจึงตัดสินใจนั่งลงที่ข้างต้นไม้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย พลางก้มลงมองดูปลายนิ้วที่ขยับเคลื่อนไหวได้ตามใจนึกยามนี้นางกลับมาอยู่ในร่างของตัวเองแล้ว ถ้าอย่างนั้นหยางน่าอยู่ที่ไหนกัน?
“หยางน่า เจ้ายังอยู่กับข้าหรือเปล่า” ลู่จิวร้องถามด้วยความตื่นเต้น
‘ข้ายังอยู่!’ หยางน่ายกมือขึ้นสัมผัสปราการโปร่งใสตรงหน้าและสำรวจดูเปลือกหุ้มที่ตัวเองอาศัยอยู่ด้วยความสนใจ
เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับจากอีกฝ่ายลู่จิวก็พลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีและเอ่ยออกมาด้วยความไม่คาดคิด “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆนี่มันพิสดารเกินไปแล้วกระมัง”
‘ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ’ หยางน่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนจะพูดออกมาอีกครั้งว่า ‘ไม่น่าเชื่อเลยเมื่อครู่นี้ข้าอยู่ข้างนอกแท้ๆ แต่จู่ๆข้าก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงข้ากลับเข้ามาเจ้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่’
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ลู่จิวส่ายหัวอย่างจนปัญญานางไม่สามารถอธิบายเรื่องพิสดารเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เลยจริงๆทันใดนั้นเองความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของนาง “น่าน่าไหนเจ้าลองกระแทกตัวออกมาหน่อย ไม่แน่ว่าทุกอย่างอาจย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้”
‘อืม’ หยางน่าที่อยู่ในรูปลักษณ์โปร่งแสงพยักหน้าเบาๆก่อนจะเคลื่อนร่างกายเบาหวิวนั้นดันเปลือกหุ้มแน่นหนาตรงหน้าออกไป
ในเวลาเดียวกันนั้นลู่จิวเองก็ถูกดูดกลับไปให้เปลือกหุ้มปริศนานั้นเช่นกันสตรีทั้งสองนางร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมกัน “อ๊ะ!”
‘อ๊ะ!’ ลู่จิวก้มลงมองดูปลายนิ้วมือโปร่งใสของตัวเองยามนี้นางกลับมาอยู่ในเปลือกหุ้มอ่อนนุ่มนี้ดังเดิมแล้วนางมองดูภาพภายนอกผ่านเปลือกหุ้มโปร่งใสและร้องออกมาว่า ‘นี่มัน...เหลือเชื่อจริงๆพวกเราสลับดวงวิญญาณกันได้!’
ในขณะที่ลู่จิวกำลังตื่นเต้นอยู่นั้นหยางน่าเองก็รู้สึกไม่ต่างจากนางเลยสักนิด “สวรรค์! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยลู่จิว พวกเราลองดูอีกครั้งไหม”
‘เอาสิ’ ลู่จิวพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพุ่งตัวออกจากเปลือกหุ้มนั้นทันที
แล้วก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้จริงๆยามนี้นางกลับคืนสู่ร่างของพวกเองแล้ว การค้นพบความน่าประหลาดครั้งใหม่นี้ทำให้หยางน่าและลู่จิวรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนักจวบจนกระทั่งเสียงร้องคำรามในท้องดังขึ้นมา
เมื่ออยู่ในรูปลักษณ์เช่นนี้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปดังนั้นลู่จิวจึงเป็นฝ่ายอาสาออกหาอาหารมาประทังชีวิตเอง
“เดี๋ยวข้าจะหาอาหารเอง เจ้าก็คอยดูรอบๆ ให้ข้าหน่อยก็แล้วกันหากเจอของดีอะไรให้รีบบอกข้า” ลู่จิวเอ่ยกำชับอีกฝ่าย ก่อนจะเดินหาของกินในป่าเพื่อประทังชีวิต