(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 61 สองพี่น้องตระกูลตง

            ภายในโรงอาหารของนักเรียนชั้นปีหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยเทพอสูร


            บรรยากาศยามเย็นเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจจากการสนทนา


            โต๊ะยาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เต็มไปด้วยนักเรียนที่กำลังรับประทานอาหารหลังจากวันแห่งการเรียนรู้และฝึกฝนอันเหน็ดเหนื่อย


            กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชวนให้ผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามารู้สึกหิวมากยิ่งขึ้น


            ทันทีที่หวงเยี่ยก้าวเข้าสู่โรงอาหาร สายตาของเขาก็มุ่งตรงไปยังจุดรับอาหารโดยไม่ลังเล


            ความหิวที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ทำให้เป้าหมายของชายหนุ่มในตอนนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด


            เขารีบเดินผ่านสายตาของนักเรียนจำนวนมากที่ยังคงจับจ้องด้วยความสงสัยจากรูปลักษณ์อันโดดเด่น ก่อนจะหยุดลงที่หน้าแถวอาหารซึ่งเต็มไปด้วยเมนูหลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์ย่าง ซุปเข้มข้น ผัดผักสีสันสดใส ข้าวหอมกรุ่น และของหวานนานาชนิด


            หวงเยี่ยไม่เสียเวลาเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน เขาหยิบจานแล้วเริ่มสั่งอาหารอย่างต่อเนื่อง


            “เอานี่ด้วย จานนั้นอีกสอง แล้วก็ซุปหม้อนั้น... เนื้อย่างเพิ่มอีกสามจาน แล้วข้าวอีกหลายถ้วยครับ!”


            น้ำเสียงของเขาจริงจังและรวดเร็ว เหมือนกำลังทำภารกิจสำคัญเลยก็ว่าได้


            ไม่นานนัก อาหารหลายสิบชนิดก็ถูกจัดวางรวมกันเป็นกองขนาดย่อมบนถาดและจานจำนวนมาก หวงเยี่ยใช้สองมือประคองมันไว้อย่างมั่นคง กองอาหารสูงจนเกือบปิดบังใบหน้าของเขา และสูงกว่าระดับศีรษะเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ


            ภาพนั้นทำให้เหล่านักเรียนโดยรอบถึงกับหยุดชะงัก หลายคนอ้าปากค้าง บางคนลืมแม้กระทั่งจะเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปาก


            “นั่นเขาจะกินคนเดียวจริงๆเหรอ?”


            “ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย.. นั่นมันอาหารของทั้งโต๊ะเลยนะ!”


            เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระลอก ความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้าของผู้คนรอบด้าน


            ทว่าตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาของนักเรียน กลุ่มแม่ครัววัยกลางคนนับสิบที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์กลับมีสีหน้าชื่นชมและเอ็นดู พวกนางมองหวงเยี่ยราวกับกำลังมองเด็กหนุ่มที่น่าภาคภูมิใจ


            “กินเยอะๆ เลยนะพ่อหนุ่ม!”


            “ใช่แล้ว ต้องบำรุงร่างกายแบบนี้แหละ ถึงจะมีแรงไปล่ามังกร!”


            “แหมม นักเรียนใหม่ปีนี้มีคนเช่นนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย ดูแล้วอนาคตไกลแน่นอน!”


            เสียงหัวเราะอย่างอบอุ่นของเหล่าแม่ครัวทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง


            พวกนางทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเทพอสูรมานับหลายสิบปี ได้เห็นนักเรียนอัจฉริยะมานับไม่ถ้วน


            แต่ภาพของเด็กหนุ่มที่แบกกองอาหารสูงท่วมหัวด้วยสีหน้าจริงจังเช่นนี้ กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง


            สำหรับพวกนางแล้ว การมาถึงของหวงเยี่ยเสมือนการเปิดโลกใบใหม่ให้กับโรงอาหารแห่งนี้


            หวงเยี่ยพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆหันตัวและเริ่มมองหาที่นั่ง ทว่าในช่วงเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ โต๊ะเกือบทุกตัวล้วนเต็มไปด้วยนักเรียน ทั้งกลุ่มเพื่อนใหม่ที่กำลังทำความรู้จักกัน และกลุ่มรุ่นพี่ที่สนทนาอย่างออกรส


            เขาเดินผ่านไปหลายแถวอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กองอาหารที่ถืออยู่เสียสมดุล


            จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับโต๊ะยาวตัวหนึ่งที่ยังว่างเปล่า ไม่มีจาน ไม่มีคนจับจอง


            โดยไม่ลังเล หวงเยี่ยรีบเดินเข้าไป วางกองอาหารลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ยาวด้วยความโล่งใจ


            “ในที่สุดก็ได้กินสักที”


            เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเริ่มลงมือรับประทานอย่างรวดเร็ว ตะเกียบเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว อาหารในจานค่อยๆหายไปด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เหมือนทุกคำที่กลืนลงไปคือความสุขอันแท้จริง


            อย่างไรก็ตาม การกระทำของเขากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป สายตาจำนวนมากหันมามองเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความขบขันหรือประหลาดใจ หากเป็นความตกใจและหวาดหวั่น


            “ดะ.. เดี๋ยวก่อน โต๊ะตัวนั้นเป็นของสองพี่น้องฝาแฝดตระกูลตงไม่ใช่เหรอ?”


            “ใช่! เมื่อเช้าน่ะถึงกับเกิดเรื่องขึ้น ได้ยินว่าคนพี่จัดการนักเรียนไปเป็นกลุ่มเพียงเพื่อที่นั่ง พลังของเขาแข็งแกร่งมาก!”


            ซวยแล้วจริงๆ ทั้งสองเป็นผู้มีเจตจำนงระดับสูงเลยนะ พวกเขาต่างก็เป็นนักล่ามังกรอัจฉริยะ และมีชื่อเสียงภายในชั้นปีหนึ่งนี้เลยก็ว่าได้”


            “ถูกต้อง! แสดงให้เห็นเลยว่าผู้นำในชั้นปีหนึ่งรอบนี้ คือกลุ่มของพวกมันนี่แหละ”


            นักเรียนหลายคนที่เคยเห็นเหตุการณ์ในช่วงเช้าพากันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น บางคนถึงกับรีบก้มหน้ากินอาหารของตนเองต่อ บางคนลอบมองหวงเยี่ยด้วยแววตาเห็นใจ เหมือนกำลังมองคนที่กำลังจะเผชิญเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้ตัว


            ในสายตาของพวกเขา หวงเยี่ยเป็นเพียงนักเรียนใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลย และบังเอิญไปนั่งในที่นั่งต้องห้ามของกลุ่มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในชั้นปีหนึ่ง


            ภาพของเขาที่กินอย่างมุ่งมั่นท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทำให้หลายคนอดถอนหายใจไม่ได้


            “น่าสงสารจริงๆ... เขาคงยังไม่รู้ว่าไปนั่งที่ของใครเข้า”


            ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลก ช่วงเวลานั้นก็มาถึงในที่สุด เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังขึ้นจากทางเข้าโรงอาหาร ความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นบริเวณนั้นทำให้ผู้คนหันไปมองโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่สายตาทุกคู่จะหยุดนิ่งอยู่ที่บุคคลสองคนซึ่งกำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างโดดเด่น


            ตงฟาง ชายหนุ่มผู้มาจากตระกูลนักล่ามังกรชื่อดัง ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป ร่างกายสูงโปร่งและสง่างาม เส้นผมสีแดงเพลิงของเขาโดดเด่นราวกับเปลวไฟที่ลุกโชน ดวงตาคมกริบฉายแววมั่นใจและเย็นชา ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น


            ทำให้ผู้คนรอบข้างหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว


            เคียงข้างเขาคือ ตงเยวี่ยหลิง หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีแดงงดงามไม่แพ้กัน


            ใบหน้าสะสวยเย่อหยิ่ง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ นางสวมชุดที่เผยให้เห็นสัดส่วนอันเย้ายวนอย่างพอเหมาะ ท่วงท่าการเดินเต็มไปด้วยเสน่ห์และความมั่นใจ จนบรรดานักเรียนชายที่มองเห็นต่างต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว


            สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังทั้งสอง ขณะที่พวกเขาเดินตรงไปยังโต๊ะประจำของตนเองอย่างไม่เร่งรีบ


            ทว่าที่โต๊ะตัวนั้น หวงเยี่ยยังคงนั่งกินอาหารอย่างไม่รู้สึกรู้สา


            เขาคีบอาหารเข้าปากอย่างต่อเนื่อง สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขจากรสชาติที่ถูกปาก


            “อร่อยมาก!”


            เขาพึมพำด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยกซุปขึ้นซด


            “ไอ้นี้ก็อร่อย!”


            “ไอ้โน่นก็อร่อย!”


            และเมื่อทั้งสองเดินมาถึงและเห็นว่าที่นั่งของตนถูกครอบครองโดยนักเรียนคนอื่น


            ตงฟางในฐานะพี่ชายฝาแฝดยืนกอดอก มองลงไปยังหวงเยี่ยด้วยสายตาอันเย็นชา


            “ไอ้หนู.. เมื่อเช้าไม่ได้เห็นหรือไงว่าโต๊ะพวกนี้ข้าสองพี่น้องจับจองแล้ว?”


            น้ำเสียงของเขาชัดเจนจนผู้คนรอบข้างได้ยินถ้วนหน้า ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นในทันที ทว่าตัวของตงเยวี่ยหลิงกลับหัวเราะขึ้นในลำคอ ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าเล็กน้อย มองหวงเยี่ยด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยวน


            “คิกคิก อย่าไปหาเรื่องเขาแบบนี้นั้นสิพี่ชาย ข้าให้อภัยเขานะ เพราะเขาน่ะเป็นผู้ชายในแบบนี้ข้าชอบเลย!”


            นางยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายเจ้าเสน่ห์


            “ว่ายังไงละ.. มาเป็นหมารับใช้ของข้าไหม? เดี๋ยวข้าตงเยวี่ยหลิงจะดูแลเจ้าให้เป็นอย่างดีเลยละ”


            “อยากได้ทรัพยากร วิชาขับเคลื่อนพลังระดับสูง หรือกระทั่งวิชาการต่อสู้ระดับสูง ข้าหาให้ได้หมดเลยนะ!”


            คำพูดของนางทำให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งเงียบงันลง นักเรียนจำนวนมากเบิกตากว้างอย่างตกใจ


            บางคนแอบมองหวงเยี่ยด้วยความเวทนา เพราะรู้ดีว่าคำพูดเช่นนี้ไม่ใช่คำเชิญชวน หากเป็นการเหยียดหยามอย่างเปิดเผยเลยก็ว่าได้


            หวงเยี่ยที่กำลังกินอาหารอยู่ พอได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วกระตุกขึ้นอย่างชัดเจน เขาวางตะเกียบลงชั่วครู่ กลืนอาหารในปากก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ แล้วหันไปมองทั้งสองด้วยแววตาแปลกประหลาด ราวกับกำลังมองสิ่งที่ไม่เข้าใจ


            “โต๊ะของพวกเจ้า?”


            “ไม่เห็นมีบอกเลยว่าโต๊ะพวกนี้ถูกจับจองแล้ว”


            สายตาของเขาเลื่อนไปมองตงเยวี่ยหลิง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด


            “ส่วนเธอน่ะ.. นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว คิดว่าตนเองอยู่ในยุคทาสหรือยังไง? อยากได้มนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นสุนัขรับใช้?”


            “นี่ประสาทหรือเปล่า?”


            “หรือว่าพอมีอำนาจเข้าหน่อยแล้วจะทำอะไรก็ได้?”


            คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับกลั้นหายใจ


            “ไปไกลๆแล้วอย่ามายุ่ง เพราะข้าไม่อยากจะให้เกิดเรื่องขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามายังมหาวิทยาลัยเทพอสูร!”


            ทันทีที่คำพูดสุดท้ายจบลง


            โรงอาหารทั้งแห่งก็เงียบสนิท


            นักเรียนจำนวนมากแข็งค้างอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ


            ไม่มีใครคาดคิดว่านักเรียนใหม่คนหนึ่งจะกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าตงฟางและตงเยวี่ยหลิงอย่างตรงไปตรงมา


            บางคนถึงกับเผลอกลืนน้ำลายเสียงดัง ขณะที่บางคนมองหวงเยี่ย เหมือนกำลังมองคนที่เพิ่งกระโดดลงสู่เหวลึกด้วยตนเอง


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน