ในขณะที่ทั้งสองตระกูลต่างเร่งทำลายหลักฐาน พวกเขาไม่รู้เลยว่าไป๋อี้หลิงและจวินเฉียนหลงได้ส่งองครักษ์เสื้อแพรไปสืบเื่นี้ก่อนแล้ว
เพราะทั้งคู่คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า ตระกูลหลี่และตระกูลเฟิงจะต้องทำลายหลักฐานอย่างแน่นอน เนื่องจากนี่เป็วิธีเดียวที่จะหนีการตรวจค้นขององครักษ์เสื้อแพร
“พระองค์คิดว่าองครักษ์เสื้อแพรจะเคลื่อนย้ายหลักฐานได้เสร็จทัน ก่อนที่คนตระกูลหลี่และตระกูลเฟิงจะไปถึงไหม ? ” ไป๋อี้หลิงเอ่ยถามขึ้นพลางยิ้มเบา ๆ ขณะมองออกไปทางหน้าต่าง ที่ตอนนี้ด้านนอกมืดแล้ว
“องครักษ์เสื้อแพรไม่เคยทำงานพลาด” จวินเฉียนหลงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คนรักตอบอย่างมั่นใจ
….
สายลมพัดผ่านเบา ๆ แต่ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้ว่าสายลมจะเปลี่ยนทิศเมื่อใด ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ยามค่ำคืนในเมืองหลวงเงียบสงัด สายลมพัดผ่านทุกสรรพสิ่งอย่างยุติธรรม ไม่สนว่าสิ่งนั้นจะดีหรือชั่ว
ไม่ไกลจากวังหลวง องครักษ์เสื้อแพรเคลื่อนไหวเงียบเชียบในเงามืด พวกเขาแยกย้ายกันไปตามสถานที่เป้าหมายที่ถูกระบุไว้อย่างแม่นยำจากราชโองการลับ
ภายในโรงผ้าไหมของตระกูลเฟิง เงามืดขององครักษ์เสื้อแพรปรากฏขึ้นรอบ ๆ บริเวณ พวกเขาชำนาญในการซ่อนตัวและ เคลื่อนไหวราวกับสายลม ไร้เสียงฝีเท้า
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดและกองสินค้าหลากหลายก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใน
"นายท่านสั่งให้เผาทิ้งให้หมด!" ชายร่างสูงในชุดสีดำเข้มกล่าวอย่างเร่งรีบ
“ขอรับ” เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ทว่าเพียงสายลมพัดผ่าน ชายวัยกลางคนกว่าสิบคนก็ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว
“ขนย้ายหลักฐานพวกนี้กลับวังหลวงให้แล้วที่สุด แล้วเผาที่นี่ทิ้งเสีย”
สิ้นเสียงคำเอ่ยนี้ องครักษ์เสื้อแพรที่แฝงตัวอยู่เงียบ ๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวตามคำสั่งทันที เงาของพวกเขาเลื่อนผ่านซอกหลืบของโกดังอย่างไร้ร่องรอย
ก่อนจะหายไปพร้อมกับหลักฐานสำคัญ วินาทีต่อมาก็เกิดกลุ่มเพลิงลุกไหม้ที่นั่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
เฟิงมู่ฉงที่ได้รับรายงานการเผาโรงเก็บผ้าไหมทั้งหมด ก็ยิ้มออกมาด้วยแววตาขมขื่น แต่นี่เป็เพียงวิธีเดียวที่จะทำให้ตระกูลเฟิงอยู่รอดต่อไปได้
---
อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง
คนของตระกูลหลี่มุ่งตรงไปนอกเมืองเพื่อไปยังที่ซ่อนหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็เอกสารและเสบียงที่เกี่ยวข้องกับาเมื่อห้าปีก่อน
ทว่าพวกเขากลับไม่รู้ว่าภายใต้ความมืด มีเงาหลายสิบเขากำลังตามพวกเขาไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานชายคนหนึ่งก็มาหน้าประตูจวนแห่งหนึ่ง ก่อนจะหันซ้ายขวาแล้วสั่งให้คนเข้าไป
จากนั้นเขาก็ตามเข้าไป ชายผู้นั้นเปิดประตูลับถึงสามชั้นถึงจะเปิดมาถึงห้องลับชั้นใต้ดิน
"ใช่ รีบเผาที่นี่ทิ้งเสียง ก่อนที่พวกองครักษ์เสื้อแพรจะมาพบเข้า" ชายคนนั้นออกคำสั่งทันที ส่วนเสบียงก็ถูกขนย้ายออกจากเมืองไปอย่างลับ ๆ
เพียงสายลมพัดผ่าน คนของตระกูลหลี่ก็ล้มลงไปกับพื้นแล้ว องครักษ์เสื้อแพรที่แฝงตัวมากับคนของตระกูลหลี่ด้วยสังหารคนหลายสิบคนในพริบตาเดียว
หลังจากนั้น หลักฐานทั้งหมดก็อยู่ในมือขององครักษ์เสื้อแพรแล้ว ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและไร้ร่องรอย วินาทีต่อมาจวนแห่งนอกเมืองแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเปลวไฟ
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี คืนนี้กลับมีแสงสว่างเจิดจ้าส่องไปทั่วท้องฟ้า
ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงหลับใหล แต่มีบุรุษรูปงามสองคนกำลังยืนมองท้องฟ้าที่สว่างไปด้วยสีทองจากมุมหนึ่งของหวังหลวง
ไป๋อี้หลิงยิ้มเยือกเย็น ขณะมองขึ้นไปบนฟ้า "หึ... ค่ำคืนนี้ช่างสว่างไสวสวยงามยิ่งนัก" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
จวินเฉียนหลงที่ยืนเคียงข้างยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย "สวยงามมิน้อย ข้ามิเคยเห็นท้องฟ้าที่สวยงามเยี่ยงนี้มาก่อน"
แสงสว่างนี้ไม่ใช่เพียงแสงธรรมดา มันคือสัญญาณของความวุ่นวายที่พวกเขากำลังจะจุดประกาย ทั้งสองตระกูลใหญ่ได้ตกหลุมพรางที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลแล้ว
ท้องฟ้ายามรุ่งสางถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ แสงแรกของวันส่องผ่านผืนฟ้าอย่างเงียบงัน ชาวเมืองออกมาทำมาค้าขายกันอย่างปกติ
แต่ในเวลานี้ จวนของตระกูลใหญ่ถูกองครักษ์เสื้อแพรที่ได้รับราชโองการยึดครองเอาไว้
ภายในจวนตระกูลหลี่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ขณะที่เสียงฝีเท้าขององครักษ์เสื้อแพรก้องดังไปทั่วจน
หลี่เจินหัวนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปที่ประตู เมื่อได้รับรายงานถึงการบุกเข้ามาขององครักษ์เสื้อแพร หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบคั้น แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทีสงบและหนักแน่น
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนที่หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจะเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มองครักษ์มากมาย พวกเขาก้าวเท้าอย่างเป็ระเบียบเข้ามาในลานกว้างของจวน
หลี่เจินหัวลุกขึ้นยืนทันที แล้วเดินออกไปพลางเอ่ยด้วยเสียงดังก้อง
“พวกเ้ามาที่นี่เพราะเหตุใดกัน ? ” เขาถามพร้อมจ้องมองไปยังหัวหน้าองครักษ์ด้วยความไม่พอใจ
หัวหน้าองครักษ์ไม่แสดงอาการหวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขาชูราชโองการขึ้นเหนือหัว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ข้ามาตามราชโองการ ฝ่าามีบัญชาให้เข้ายึดจวนตระกูลหลี่ และคุมตัวท่านหลี่เจินหัวไปยังท้องพระโรง”
หลี่เจินหัวขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ใจจะเต้นแรงแต่เขายังคงรักษาท่าทางอันสง่างาม เขาหันไปมองรอบ ๆ จวนก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ตระกูลหลี่ไม่ได้ทำอะไรผิด หากนี่เป็ราชโองการของฮ่องเต้ ข้าก็พร้อมจะทำตาม ข้าเชื่อว่าความจริงจะต้องปรากฏในไม่ช้า”
หัวหน้าองครักษ์ไม่ตอบอะไร เขาเพียงโบกมือให้องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติตามคำสั่ง พวกเขาเข้ายึดจวนตระกูลหลี่และคุมตัวหลี่เจินหัวไปทันที
ในเวลาเดียวกัน จวนตระกูลเฟิงก็พบเจอสถานการณ์เช่นเดียวกับตระกูลหลี่
เฟิงมู่ฉงนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด เมื่อถูกองครักษ์เสื้อแพรยึดจวนเอาไว้
ก่อนที่เขาจะถูกนำตัวไปสายตาของเขาจับจ้องไปที่ลูกชายคนรองอย่างเฟิงอวิน ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อสื่อสารกันบางอย่าง
หลังจากนั้นองครักษ์เสื้อแพรก็พาตัวของเฟิงมู่ฉงไปยังท้องพระโรง
--ท้องพระโรง—
จวินเฉียนหลงและไป๋อี้หลิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ัหลังม่านเช่นทุกครั้ง ทั้งสองเฝ้ารอการมาถึงของขุนนางใหญ่จากตระกูลหลี่และตระกูลเฟิงด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ทว่าสายตากลับสะท้อนความเยือกเย็น
ไม่นานที่หลี่เจินหัวและเฟิงมู่ฉงเดินเข้ามาในท้องพระโรงด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าตนเองมิได้ทำอันใดผิด
จวินเฉียนหลงนั่งอยู่หลังม่าน เมื่อเห็นทั้งสองคนคุกเขาอยู่ตรงหน้าก็เอ่ยถามขึ้น
"ท่านหลี่ ท่านเฟิง พวกท่านรู้หรือไม่เหตุใดข้าถึงเช่นพวกเ้ามาเช่นนี้" จวินเฉียนหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยอำนาจ
“มิทราบพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เจินหัวเอ่ยขึ้น ก่อนก้มศีรษะลงต่ำ "ฝ่าา ตระกูลหลี่ของเรามิเคยคิดทรยศแผ่นดิน เราจงรักภักดีต่อราชสำนักมาโดยตลอด กระหม่อมจึงมิทราบว่าเหตุใดฝ่าาถึงมีราชโองการเชิญข้ามาเช่นนี้" น้ำเสียงของเขาสงบ แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความไม่พอใจ
แม้เขาจะพอคาดเดาเื่ราวได้บ้างหากไม่มีหลักฐานมากองตรงหน้าเขาจะไม่มีวันยอมรับเป็อันขาด
เฟิงมู่ฉงกล่าวเช่นกัน "ตระกูลเฟิงก็เช่นกัน พวกเราเป็ขุนนางผู้ภักดีต่อราชสำนักเสมอมา มิเคยทำสิ่งใดผิดมิทราบว่าเหตุใดฝ่าาถึงทำเช่นนี้กับพวกเรา"
“หึหึ เช่นนั้นพวกเ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังหน่อยว่าสิ่งนี้คืออะไร เอาเข้ามา!” จวินเฉียนหลงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะออกคำสั่งให้คนนำของบางสิ่งเข้ามา