Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 113 ซูฮ่าวเป็นไอ้ไก่อ่อน?

            เขาไม่รู้ว่าซุนฮุยอยู่แถวนี้หรือเปล่าหลังจากที่ฟั่นถ่งส่งข้อความไปหา ไม่ถึงสามนาทีเขาก็เดินทางมาถึงห้องส่วนตัวระดับคิงแล้ว


     

            เขาสวมชุดลำลองที่ดูผ่อนคลายแต่ไม่ว่าใครก็สามารถมองออกได้ว่าเสื้อผ้าของเขานั้นอย่างน้อยต้องมีเงินแสนถึงจะสามารถซื้อได้

            ซุนฮุยกวาดสายตามองทุกคนและสามารถมองเห็นฟั่นถ่งได้อย่างง่ายดาย ในตอนนั้นเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก 

            “ฟั่นถ่งนายแม่งโคตรสุดยอดเลย แม้กระทั่งฉันยังไม่มีบัตร VIP ระดับคิง นี่นายได้บัตรมาได้อย่างไร?”

            “พี่ฮุยเข้าใจผิดแล้ว ฉันก็ไม่มีบัตร VIP ระดับคิงเพื่อนร่วมชั้นของฉันเป็นคนจองห้องส่วนตัวระดับคิงนี้” ฟั่นถ่งรีบโบกมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “ฉันคิดว่าพี่ฮุยไม่ได้มาที่ห้องส่วนตัวระดับคิงนานแล้วดังนั้นก็เลยชวนพี่มาเท่านั้น”

            คำพูดของเขาเหมือนเป็นการยืมดอกไม้ถวายพระใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์กับซุนฮุย และต้องการให้อีกฝ่ายมอบโอกาสให้เขามากขึ้น

            “น่าสนใจ” ซุนฮุยมองฟั่นถ่งด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกวาดสายตาไปโดยรอบและถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “จริงสิ เพื่อนคนไหนของนายหรือ? แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยสิ!”

            “เธอเพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เองแต่ว่าไอ้ไก่อ่อนที่เธอเลี้ยงเอาไว้ไปเข้าห้องน้ำอยู่ หลังจากเขากลับมาแล้วฉันจะชี้ให้พี่ฮุยดู”

            “ไอ้ไก่อ่อน?” ซุนฮุยหยิบบุหรี่ออกมาหลังจากจุดไฟแล้วเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วขมวดคิ้วพูดว่า “นายหมายความว่าคนที่ถือบัตร VIP ระดับคิงเป็นเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงแล้วก็เลี้ยงเด็กเอาไว้คนหนึ่ง?”

            ฟั่นถ่งตอบตามความเป็นจริง “ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเหมือนจะไปในแนวทางนั้นฝ่ายหญิงมีเงินเยอะมาก เธอมีกุญแจรถลัมโบร์กินี เรเบนตันและอย่างที่คุณทราบ คนรวยๆ มักจะมีงานอดิเรกที่แปลกประหลาด”
    หลังจากที่
    ซุนฮุยได้ยินดังนั้น เขาก็พยักหน้ายอมรับ 

            รถหรูอย่างลัมโบร์กินีเรเบนตันเป็นรถรุ่นลิมิเต็ด ตอนนี้แทบจะไม่มีเหลือแล้ว อีกทั้งราคาประมูลก็สูงมากหากมีรถหรูระดับนี้ เธอจะต้องไม่ขาดแคลนเงินอย่างแน่นอน 

            เหมือนเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฟั่นถ่งจึงพูดว่า “จริงสิห้องส่วนตัวระดับคิงห้องนี้ ไม่ได้ใช้บัตร VIP ระดับคิงในการจองแต่ไอ้ไก่อ่อนคนนั้นหยิบแบล็คการ์ดของท่านประธานออกมาจอง”

            ทันทีที่ได้ยินชื่อเสียง ซุนฮุยก็นั่งก้นไม่ติดแล้วล้มลงไปที่พื้น ขี้บุหรี่ก็ยังจี้เขาซ้ำเติมอีก

            “พี่ฮุย เป็นอะไรหรือเปล่า?” ฟั่นถ่งรีบเข้าไปพยุงใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย 

            ซุนฮุยสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วรีบมองไปทางฟั่นถ่ง “นายแน่ใจนะว่าอีกฝ่ายมีแบล็คการ์ดของท่านประธาน?”

            “แน่ใจหลังจากที่หัวหน้าและคนอื่นๆ ภายในร้านเห็นแบล็คการ์ดของท่านประธานพวกเขาก็ตกใจจนหน้าซีด” ฟั่นถ่งพยักหน้าแล้วพูดต่อว่า “ที่ฉันเรียกพี่ฮุยมาก็เพื่ออยากให้ยืนยันว่าใครเป็นเจ้าของแบล็คการ์ดของท่านประธานใบนี้”

            “แบล็คการ์ดของท่านประธานเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ยากจะได้มาพี่เทียนเป็นคนมอบให้เขาด้วยตนเอง แม้กระทั่งผู้ว่าเมืองฉวนโจวก็ยังไม่ได้รับแต่ไอ้ไก่อ่อนอายุยี่สิบกว่าปี หน้าตาธรรมดา ไม่มีออร่าเป็นไปไม่ได้พี่เทียนจะมอบแบล็คการ์ดของท่านประธานให้กับอีกฝ่าย”

            “แต่เพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่มีเงินตอนสมัยเรียนฉันเคยจีบเธอมาก่อน ดังนั้นจึงเคยสืบค้นถึงครอบครัวของเธอแต่เธอมาจากครอบครัวธรรมดา แม้ฉันจะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงร่ำรวยขึ้นอย่างกะทันหันแต่สามารถมั่นใจได้ว่าเธอไม่ใช่คนที่มีอำนาจแน่นอน”

            “ดังนั้นฉันจึงสงสัยว่าเจ้าของเดิมของแบล็คการ์ดท่านประธานจะต้องไม่ใช่ไอ้ไก่อ่อนและเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนนั้นแน่นอน”

            ซุนฮุยหรี่ตาลงแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “จากที่นายพูดมานั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลถ้าพวกเขาสวมรอยเป็นเจ้าของแบล็คการ์ดท่านประธาน จุดจบของพวกเขาจะต้องอนาถมากบัตรที่พี่เทียนมอบให้ มีแค่เจ้าของเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ หากครอบครัวนำมาใช้ เจ้าของก็จะต้องอยู่ที่แห่งนั้นด้วยไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการแอบอ้าง และจะต้องมีคนมาสังหารเขาแน่นอน”

            ฟั่นถ่งได้ยินดังนั้นในแววตาก็เปี่ยมไปด้วยความสุข 

            หากเย่จื่ออี๋และซูฮ่าวยืมแบล็คการ์ดของท่านประธานมาจากคนอื่นวันนี้ทั้งสองคนจะต้องตายอย่างแน่นอน 

            “เดี๋ยวก่อนเมื่อกี้นี้นายพูดว่าไอ้ไก่อ่อนอายุประมาณยี่สิบกว่าปีอย่างนั้นหรือ?” ทันใดนั้นซุนฮุยก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปในทันที 

            “ใช่แล้ว มีอะไรหรือ?”

            ลมหายใจของซุนฮุยกระชั้นชิด “ไอ้ไก่อ่อนที่นายบอกว่าอายุยี่สิบกว่าปีเขามีชื่อว่าอะไรหน้าตาเป็นอย่างไร มีคู่หมั้นหรือเปล่า?”

            “ชื่อนั้นฉันไม่แน่ใจเพื่อนร่วมชั้นของฉันเป็นฝ่ายเลี้ยงดูเขา เขาไม่มีคู่หมั้นแน่นอนส่วนเรื่องหน้าตานั้นรอเขาออกมาจากห้องน้ำ พี่ฮุยก็จะเห็นเองแหละ” ฟั่นถ่งลูบศีรษะแล้วพูดอย่างไม่เข้าใจ “พี่ฮุยพี่จะถามเรื่องเหล่านี้ทำไมกัน?”

            “นายจำได้ไหมครั้งที่แล้วฉันพูดกับนายว่าอย่างไรเรื่องที่หม่าปิงคนสนิทของพี่เทียนไปหงเซ่อเหนียนหัวเพื่อรับผู้ชายคนหนึ่ง?”

            “ฉันจำได้ พี่ฮุยยังพูดอีกว่าการต่อสู้ของผู้ชายคนนั้นแข็งแกร่งมาก บอดี้การ์ดของพี่ไม่สามารถเทียบกับเขาได้เลย” ฟั่นถ่งพยักหน้าท่าทางของเขามึนงง “แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับที่พี่ถามไปเมื่อกี้นี้ล่ะ?”

            “ฉันแค่อยากจะแน่ใจว่าไอ้ไก่อ่อนกับผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนเดียวกัน” ซุนฮุยยกบุหรี่ขึ้นมาสูบแล้วพูดขึ้นอย่างเคร่งเครียด 

            “ผู้ชายคนนั้นที่อยู่หงเซ่อเหนียนหัวเขามีอายุยี่สิบกว่าปีมีคู่หมั้นคือไป๋เหวินหลิง ประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก่อนหน้านี้เขาเคยเผชิญหน้ากับพี่เทียนที่ศาลาซวีสุ่ยหลานทุกคนคิดว่าเขาจะต้องตายแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าเบื้องหลังของเขาคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรงเรื่องนี้แทบจะทำให้พี่เทียนตกใจตาย”

            “หลังจากนั้นเพื่อเป็นการขอโทษพี่เทียนจึงส่งแบล็คการ์ดของท่านประธานให้อีกฝ่ายที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว”

            “ให้ตายเถอะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรงหรือ?” ฟั่นถ่งตกใจอย่างมากจนตัวสั่นสะท้าน 

            ตระกูลมู่หรงเป็นตระกูลที่สูงที่สุดภายในไห่เป่ยอำนาจครอบคลุมครึ่งหนึ่งของไห่เป่ย แค่มือเดียวก็ปิดฟ้าได้ อำนาจล้นฟ้า 

            แต่คุณหนูใหญ่มู่หรงฉินของตระกูลมู่หรงเป็นคนโปรดของท่านผู้เฒ่ามู่หรงเหิงเต๋อ ฐานะของเธอสูงส่งเปรียบเสมือนกับเจ้าหญิงของไห่เป่ย

            รูปร่างหน้าตางดงามมีเพียงนิสัยที่เย็นชา นอกจากพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศ อำนาจเหลือล้นยากนักที่เธอจะเห็นคนอื่นอยู่ในสายตา

            ต่อให้อีกฝ่ายคือผู้ว่ามณฑลแต่เธอก็จะแทนตัวเองด้วยชื่อส่วนอีกฝ่ายต้องแสดงความเคารพเธอด้วยการเรียกว่าคุณมู่หรง

            แต่ที่น่าสนใจก็คือ บอสใหญ่หวางเฉิงเทียนเป็นลูกพี่ลูกน้องของมู่หรงฉิน

            เขาจะต้องมีฐานะสูงส่งขนาดไหนถึงจะทำให้มู่หรงฉินออกหน้าแทนได้

            “ดังนั้นนายรู้หรือยังล่ะว่าผู้ชายคนนั้นน่ากลัวขนาดไหน?” เมื่อเห็นฟั่นถ่งแทบจะหยุดหายใจ เขาก็คร่ำครวญออกมา “หลังจากที่ฉันล่วงเกินเขาในหงเซ่อเหนียนหัวแต่ฉันยังมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว” 

            “พี่ฮุยผู้ชายคนนั้นชื่อว่าอะไร? มีรูปภาพหรือเปล่า?” ฟั่นถ่งถามขึ้นด้วยความตื่นตระหนก 

            “เขามีชื่อว่าซูฮ่าวส่วนรูปภาพนั้นฉันไม่มีหรอก ตอนอยู่ที่หงเซ่อเหนียนหัวก็ดันไปล่วงเกินเขาฉันจึงส่งของขวัญไปขอโทษ ไม่ได้มีเวลาไปถ่ายรูป” ซุนฮุยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วพูดขึ้นว่า “แต่ว่า ถ้าเสิร์ชเกี่ยวกับคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว ในอินเทอร์เน็ตก็น่าจะหารูปของเขาได้”

            ฟั่นถ่งรู้สึกตื่นเต้นมาก เขารีบเอียงคอหันไปดู 

            เขาอยากจะรู้จริงๆว่าซูฮ่าวที่ว่านั่นหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ 

            “หาไม่เจอเหมือนว่าจะถูกคนลบออกไปหมดแล้ว” ซุนฮุยค้นหาในเว็บไซต์มากมายแต่ก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงเผยรอยยิ้มอย่างจนปัญญาออกมา 

            ฟั่นถ่งมีสีหน้าผิดหวัง 

            เมื่อลองคิดแล้วก็ใช่คนในระดับนั้นจะยินยอมให้รูปภาพของตนเองถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร? 

            ไม่รู้ว่าทำไมภายในสมองเขาถึงปรากฏเงาร่างของซูฮ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            ผู้ชายที่ทำให้เขาต้องขายหน้าก็เหมือนว่าจะมีแซ่ซู และอายุก็สอดคล้องกับคุณซูฮ่าวที่ซุนฮุยพูดถึง 

            หรือว่าคนที่ไปเข้าห้องน้ำจะเป็นคุณซูฮ่าว?

            “จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นที่ไหนกัน?” ความคิดนี้ปรากฏขึ้นมาเพียงสามวินาที แต่ก็ถูกฟั่นถ่งปัดทิ้งลงไปในทันที 

            ก่อนอื่นคุณซูฮ่าวที่ซุนฮุยพูดถึงเป็นยอดฝีมือในการต่อสู้ออร่าของเขาจะต้องแข็งแกร่งมากแต่คุณซูที่อยู่ในห้องน้ำท่าทางเหมือนกับมือใหม่คนหนึ่งไม่มีภาพลักษณ์ของยอดฝีมือเลย 

            ประการต่อมาคุณซูฮ่าวที่ซุนฮุยพูดถึงมีคู่หมั้นแล้วแต่คุณซูที่อยู่ในห้องน้ำกลับติดตามเย่จื่ออี๋อยู่ตลอดเวลา เขาเป็นเหมือนไอ้ไก่อ่อนคนประเภทนี้ไม่มีทางมีคู่หมั้นแน่นอน

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ฟั่นถ่งก็ถอนหายใจออกมา แล้วพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ถ้าฉันได้รู้จักกับคุณซูฮ่าวชาตินี้ทั้งชาติจะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน”

            ขณะที่ซุนฮุยสูบบุหรี่อยู่นั้นเหมือนกับเขาได้ยินเสียงพึมพำนี้ของอีกฝ่าย มุมปากจึงเผยรอยยิ้มถากถางเยาะเย้ย

            ด้วยฐานะของซูฮ่าวใครสามารถทำความรู้จักกับเขาได้ เกรงว่าจะสามารถกลายเป็นผู้มีอำนาจในฉวนโจวหรือไม่ก็ในไห่เป่ยได้ในทันที

            แต่คนประเภทนี้จะมาคบค้าสมาคมกับขยะอย่างฟั่นถ่งได้อย่างไร?

            แน่นอนว่าเขาได้แต่ตำหนิอีกฝ่ายอยู่ในใจเขาตบไหล่ฟั่นถ่งแล้วกล่าวคำปลอบใจว่า “คนระดับนั้นไม่ใช่ระดับที่พวกเราจะสามารถสัมผัสได้นายไม่จำเป็นต้องรู้สึกล้มเหลวเพราะเรื่องนี้คนที่ประสบความสำเร็จก็จะมีหนทางเป็นของตัวเอง คนธรรมดาก็มีหนทางของเขาดังนั้นไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเอง”

            “พี่ฮุยพูดได้ถูกต้อง เป็นฉันที่เพ้อฝันมากเกินไป และยึดหลักความจริงไม่เพียงพอ” ฟั่นถ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และขจัดความคิดฟุ้งซ่านภายในใจออกไป 

            เขากวาดสายตามองโดยรอบจากนั้นก็เห็นว่าเย่จื่ออี๋เดินถือกล่องดินสอเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้ว 

            “พี่ฮุยคนนั้นคือเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงที่ฉันเคยพูดถึง เธอมีชื่อว่า เย่จื่ออี๋”

            “หือ?” ซุนฮุยชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นมองไปตามทิศทางที่ฟั่นถ่งแนะนำดวงตาคู่นั้นของเขาสว่างวาบ

            เย่จื่ออี๋คนนี้มีใบหน้างดงามคิ้วเรียวดั่งก้านหลิว ดวงตากระจ่างใส ผิวขาวดุจหยก จมูกตั้งเป็นสันใบหน้ารูปไข่สมบูรณ์แบบ

            รูปร่างสวยงาม สูงส่งและสง่างามเพียงแค่ในเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านไปทั้งกายและใจ

            “เย่จื่ออี๋คนนี้หน้าตาไม่เลวเลยดูแล้วเหมือนกับเทพธิดา!”

            ฟั่นถ่งหัวเราะอย่างขื่นขม “เธอเป็นดาวมหาลัยจะไม่สวยได้อย่างไร?”

            “แต่ว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมนั้นก็ธรรมดามากก่อนหน้านี้นายบอกว่าเธอรวยมากไม่ใช่หรือ?”

            ฟั่นถ่งพูดแขวะว่า “แกล้งละมั้งคนรวยก็ชอบแกล้งทำตัวเป็นคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?”

            “นั่นน่ะสิ” ซุนฮุยเหลือบสายตามองเย่จื่ออี๋อีกสองสามครั้งแล้วถามว่า “เจ้านายตัวจริงมาแล้ว ทำไมไอ้ไก่อ่อนที่ถูกเลี้ยงยังไม่มาอีกล่ะ?”

            “เขาไปเข้าห้องน้ำ” ฟั่นถ่งเงยหน้าขึ้นมา แล้วชี้ไปทางนั้น “นั่นไอ้หมอนั่นออกมาแล้ว”

            ซุนฮุยหันไปมองด้วยความสงสัย 

            เมื่อเขาเห็นเพียงครั้งแรกร่างกายของเขาก็แข็งค้างไปทันที รูม่านตาหดเล็กลง 

            ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็แข็งทื่อราวกับหินแต่ภายในหัวใจกลับถูกถ่วงด้วยตะกั่วอันเย็นยะเยือก

            เขาจ้องมองร่างที่เดินออกมาจากห้องน้ำใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ขนลุกชูชันสมองของเขาขาวโพลนเหมือนกับกระดาษแผ่นหนึ่ง 

            หลังจากผ่านไปไม่นาน ประโยคอันน่าตกตะลึงก็หลุดออกมาจากปากของเขา 

            “คะ คะ… คุณซูฮ่าว?”