ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    หมดสิ้นความศรัทธา

            กู่หลางหันไปทางเหม่ยเหลียนทันทีและสิ่งที่เขาเห็นคือรอยยิ้มอันแสนเย้ายวนของนางนี่ทำให้กู่หลางถึงกับตื่นตระหนกและมองไปยังคนของตนเองทันที และพริบตากู่หลางก็รู้ว่าที่จริงคนของตัวเองถูกเสน่ห์มายาของเหม่ยเหลียนไปตั้งนานแล้วและอีกฝ่ายก็ยอมมอบคะแนนให้กับเหม่ยเหลียนตั้งแต่แรกแล้ว

            “เหม่ยเหลียนเจ้าทำได้ดีมากเจ้าทำให้ข้าผู้นี้อับอายได้ถูกเวลาจริงๆ” กู่หลางกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ

            แต่เดิมเผ่าครึ่งอสูรก็ใช่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ร่วมมือกันตลอดแม้ภายนอกพวกเขาจะไม่แสดงท่าทางเป็นศัตรูกันแต่เบื้องหลังกลับมีการต่อสู้ที่รุนแรงมาตลอด

            “นั่นก็ช่วยไม่ได้ก็พวกเขาเต็มใจจะช่วยเหลือข้าเองไม่ใช่เหรอ” เหม่ยเหลียนกล่าว

            อีกด้านจั่วหยานยืนกำหมัดแน่นในฐานะอัจฉริยะที่ถูกคาดหวังโดยจักรพรรดิวิญญาณกลับไม่สามารถคว้าเอาตำแหน่ง 1 ใน 10 มาได้นี่ทำให้จั่วหยานทั้งโกรธและอับอายอย่างมาก

            “การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว เวลาอีก 10 วันให้มารวมตัวกันที่นี่พวก” จักรพรรดิวิหคกล่าว

            “ครั้งนี้พวกข้าได้รับสิทธิ์ 5 สิทธิ์ในการส่งคนเข้าไปเรื่องนี้ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “แน่นอน กฎข้อนี้เราก็ใช้มาตั้งแต่แรกแล้ว” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “แต่ข้าไม่คิดว่าจักรพรรดิอสนีผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เหลือสิทธิ์เลยสักสิทธิ์” จักรพรรรดิวิหคกล่าวเย้ยหยัน

            "นี่เจ้า!!!!!!!!" จักรพรรดิอสนีเสียหน้าอย่างมาก

            เขาในตอนแรกมั่นใจว่าเหล่ยเฟิงจะไม่ทำให้เขาผิดหวังอย่างแน่นอนแต่ใครจะคิดว่าต้าหมิงจะทำให้เหล่ยเฟิงต้องเสียท่าจนได้แถมตนเองยังพลาดไผ่อสนีบรรจบไปอีกนี่ทำให้ในใจของจักรพรรดิอสนีโกรธเกรี้ยวอย่างมากและอยากจะฉีกร่างของต้าหมิงออกเป็นชิ้นๆ

            “ใครจะคิดว่าครั้งนี้จักรพรรดิอัคคีจะเตรียมตัวมาดีขนาดนี้ ดูเหมือนผู้ชายของเจ้าจะมีสายเลือดของอสูรใช่หรือไม่” ราชินีภูติกล่าว

            “ใช่” จักรพรรดิหญิงกล่าวด้วยสีหน้าวงบและไม่คิดจะปิดบัง

            “ถ้างั้นก็แปลกข้าไม่สามารถบอกได้เลยว่าเขามีสายเลือดมาจากอสูรตระกูลใหน” จักรพรรดิอสรพิษกล่าว

            “เหอะ มันก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอ อสูรที่ไม่มีรูปร่างเหมือนกับสัตว์เวทหนะ” จักรพรรดิอสนีกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างชั่วร้าย

            พริบตานั้นเองร่างของผู้คนก็สั่นสะท้านแต่หลังจากขบคิดอยู่นานพวกเขาก็ก็ส่ายหัว ก็จริงอยู่ที่ต้าหมิงมีสายเลือดของอสูรในร่างแต่มันกลับเบาบางอย่างมากซึ่งนี่อาจจะทำให้ต้าหมิงไม่เหมือนกับครึ่งอสูรคนอื่นๆ

            “อย่างที่พวกเจ้าคิด จะพูดว่าต้าหมิงเป็นครึ่งอสูรก็ไม่ถูกต้าหมิงน่าจะถูกเรียกว่าเสี้ยวอสูรน่าจะถูฏกว่าเพราะเขามีสายเลือดของอสูรเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นเพราะแบบนั้นเขาถึงมีรูปร่างไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย เพราะข้าเองก็รู้สึกได้ว่าในร่างของเขามีสายเลือดอสูรที่เบาบางจนเกินไปเมื่อเทียบกับพวกข้าแล้วมันห่างกันอย่างมากเลยละ” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “เอาละจะเป็นมนุษย์หรืออสูรมันก็ไม่เกี่ยวกันแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือเสริมผนึกให้กับสิ่งนั้นเพราะงั้นในอีก 10 วันพวกเราจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด” จักรพรรดิกระทิงกล่าว

            “เอาละถ้างั้นก็แยกย้ายกันเถอะ” จักรพรรดิวิหคเพลิงกล่าว

            จักรพรรดิสนีกัดฟันด้วยความโกรธเขาไม่คิดว่าพวกจักรพรรดิครึ่งอสูรจะไม่สนใจความลับของต้าหมิง

            “บัดซบรอก่อนเถอะ เมื่อเข้าไปในมิติลับเมื่อไหร่ข้าฆ่าเจ้าแน่” จักรพรรดิอสนีกัดฟันด้วยความโกรธ

            ทางด้านของปิงเสวี่ยนางไม่ได้หันไปมองจักรพรรดิเหมันต์เลยครั้งนี้ที่นางรอดมาได้เพราะต้าหมิงช่วยเอาไว้ไม่อย่างงั้นนางก็คงมีสภาพไม่ต่างจากพวกเหล่ยเฟิงที่ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

            “พวกเรากลับกันเถอะ” ปิงเสวี่ยกล่าวพร้อมกับหันหลังทันที

            ปิงหยวนสร้างวิหคน้ำแข็งออกมาและพาพวกปิงเสวี่ยจากไปโดยไม่หันมามองจักรพรรดิเหมันต์เลยแม้แต่น้อยเรียกได้ว่าความศรัทธาที่มีต่อจักรพรรดิเหมันต์หมดสิ้นไม่เหลือ

            “เรื่องนี้ใครนี้ข้าจะต้องรายงานท่านราชินีอย่างแน่นอน” หลัวเซียนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า จักรพรรดิเหมันต์ดูคนของเจ้าสิพวกนางไม่เห็นหัวของเจ้าเลย” จักรพรรดิอสนีคำรามออกมา

            “เรื่องของข้าเจ้าไม่ต้องมายุ่ง” จักรพรรดิเหมันต์มีใบหน้าที่มืดมนก่อนจะจ้องไปทางต้าหมิงด้วยสีหน้าเย็นชาในดวงตาเผยจิตสังหารอย่างชัดเจน

            “เจ้ามีปัญหาอะไรกับหรือไม่” จักรพรรดิหญิงเองก็สังเกตุมาได้สักพักว่าจักรพรรดิเหมันต์มีท่าทางแปลกๆจึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา

            “หึ!!!” จักรพรรดิเหมันต์เค้นเสียงและจากไป

            “ในอีก 10 วันข้าเฝ้ารอให้เจ้าได้เข้าร่วมการสำรวจมิติลับนะต้าหมิง” จักรพรรดิอสนีกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะจากไปเช่นกัน

            “เจ้าไปทำอะไรกันแน่เจ้านั่นถึงได้หมายตาเจ้า” จักรพรรดิหญิงหันมาทางต้าหมิง

            “ไม่เลย แม้แต่พูดคุยกับเจ้านั่นข้ายังไม่เคยเลยด้วยซ้ำ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นกันเขาไม่รู้จริงๆว่าอีกฝ่ายโกรธเกลียดอะไรตนเอง

            “เอาเถอะพวกเราก็กลับกันเถอะ” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            ขณะที่เหล่าจักรพรดิพากันเตรียมตัวสำรวจมิติลับอยู่นั้น ในดินแดนครึ่งอสูรของจักรพรรดิจิ้งจอก จักรพรรดิจิ้งจอกในตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในศาลาที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่ และตรงหน้าของนางก็คือเหม่ยเหลียนนั่นเอง

            “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าได้ข้อมูลของเขามาแค่ใหน” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “แน่นอนท่านอาจารย์ข้าไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน สำหรับข้อมูลของต้าหมิง ถึงแม้จะเบาบางแต่ไม่ผิดแน่สายเลือดของต้าหมิงบริสุทธิ์อย่างน่าเหลือเชื่ออย่างน้อยถ้าเทียบกันด้านความบริสุทธิ์ข้าไม่สามารถเทียบเขาติดเลย” เหม่ยเหลียนกล่าว

            “อย่างที่คิดเขามีสายเลือดในตำนานจริงๆด้วยและจากที่ข้าสังเหตุเขาสามารถหลอมรวมกับสัตว์เวทของเขาได้อีกด้วยความสามารถนี้พวกเราไม่มีใครทำได้อย่างแน่นอนแม้แต่ผู้อัญเชิญของทั้งสามดินแดนก็ไม่สามารถทำได้” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าว

            “ใช่แล้ว หลังจากที่หลอมรวมกับสัตว์เวทแล้วพลังของต้าหมิงก็จะสูงขึ้นเหมือนกับได้รับจุดเด่นมาจากพวกสัตว์เวทนั้นๆ” เหม่ยเหลียนกล่าว

            “เจ้าทำได้ดีมาก ถึงจะน่าเสียดายเรื่องไผ่อสนีบรรจบก็ตาม” จักรพรรดิจิ้งจอกกล่าวด้วยสีหน้าเย้ายวน

            อีกด้านภายในตำหนักน้ำแข็งที่อยู่ลึกลงไปในภูเขาน้ำแข็งที่แห่งนี้คือสถานที่อาศัยของราชินีเหมันต์นางนั้นไม่ได้อาศัยอยู่ในวังหลวงเหมือนกับสนมคนอื่นๆ และภายในหอกมีปิงเสวี่ยและพวกหลัวเซียนยืนอยู่

            “เจ้าทำได้ดีจริงๆ ปิงเฉิน เจ้าทำให้ข้าภูติใจมาก ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเหมันต์ต้องอับอายก็เพราะเจ้า บอกมาว่าทำไมเจ้าถึงคิดจะสังหารต้าหมิง ถ้าเจ้าให้คำตอบข้าไม่ได้เจ้าอย่าได้หวังว่าข้าจะปล่อยไปง่ายๆ” ราชินีเหมันต์กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาออกมา

            ความเย็นชาของนางทำให้จักรพรรดิเหมันต์ต้องสั่นใหว แต่ถึงอย่างงั้นจักรพรรดิเหมันต์ก็ไม่ตอบอะไรกลับมาและยังคงยืนมองไปยังราชินีเหมันต์ตามเดิม