“เด็ก ๆไม่รู้กันเหรอว่า
ถ้าเล่นพนันแล้วตำรวจจะจับถ้ายังเล่นกันแบบนี้ต่อไปจะต้องโดนตำรวจจับแน่ ๆ เลย”
ภานุวัฒน์เห็นเค้าลางว่าเด็ก ๆเล่นยึดของเล่นกันแบบนี้ดูท่าจะไม่ดีก็หาเหตุอยากให้เด็ก ๆ เปลี่ยนเป้าหมายแต่ความว่ายังนึกวิธีการไม่ออกก็แกล้งหลอกเด็กไปก่อน
แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้หลอกนะการพนันมันผิดกฎหมายจริง ๆ แค่ไม่น่าจะมีใครมาจับแก๊งเด็กกับรถของเล่นห้าบาทพวกนี้กันหรอก
“แต่ถ้าไม่ยึดรถแล้วคนที่ชนะจะได้รางวัลยังไงล่ะครับ”เจ้าเปี๊ยกซักขึ้นมาบ้าง
“รางวัลมีตั้งหลายอย่างที่เราไม่จำเป็นต้องไปเอาของ ๆ คนอื่นเขามาคนที่ถูกแย่งของไปไม่ชอบใจด้วยใช่ไหมล่ะ พวกหนูถึงได้ทะเลาะกันน่ะ”
“ก็ใช่ แต่ว่าถ้ามีรางวัลเป็นรถแล้วมันสนุกกว่านี่น่า”โปเต้เถียง
“ถ้ามันสนุกกว่าจริงแล้วนายจะแย่งรถของลูกพลับไปทำไมหลังจากที่นายแพ้น่ะ”
“กะ…ก็รถของลูกพลับวิ่งแล้วชนะแล้วลูกพลับเอารถของผมไปผมก็ไม่มีรถเจ๋ง ๆ ให้ใช้แข่งแล้วนี่” เด็กร่างยักษ์ยังคงมีเหตุผลมาเถียงได้อย่างข้าง ๆ คู ๆ
“แล้วตอนที่นายชนะ นายเอารถของคนอื่นไปคนอื่นเขาก็ไม่มีรถเอามาแข่งเหมือนกันนะ” ภานุวัฒน์ไล่ต้อน
“กะ…ก็…” เจ้าอ้วนอ้ำอึ้งไปอย่างติดๆ ขัด ๆ
“เอาอย่างนี้สิ พวกเด็ก ๆ ก็เล่นกันไปแล้วใครที่ชนะมารับลูกชิ้นที่ร้านลุง ลุงให้คนชนะกินฟรีหนึ่งไม้ เอาไหม?”
ลุงขายลูกชิ้นที่แอบฟังคนดีของสังคมเคลียร์ปัญหาให้เด็กๆ อยู่นานแทรกขึ้น
เด็ก ๆ เล่นพนันยึดของเล่นกันแบบนี้มันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ เขารู้สึกเห็นด้วยกับเรื่องที่ทิดวัฒน์สั่งสอนเด็ก ๆ จึงออกโรงสนับสนุนเต็มที่ถึงรายได้จากการขายลูกชิ้นจะไม่ได้มากมายแต่แค่ให้เด็กกินฟรีสักวันละไม้มันก็ไม่ได้จะหนักหนาอะไรอยู่แล้ว
พอได้รับข้อเสนอมาแบบนั้นพวกเด็ก ๆ ต่างก็หันมองหน้ากันของรางวัลที่เป็นของกินมันย่อมน่าสนใจกว่าอยู่แล้ว
“ดีครับ เปี๊ยกชอบกินลูกชิ้น” เปี๊ยกยกมือสูงขึ้นตะโกนเสียงดังออกตัวก่อนทันที
“ลูกชิ้นลุงไม้เล็กจิ๊ดเดียวเอาไปก็กินไม่อิ่ม” โปเต้สวนฉับพลันทันทีเช่นกัน
“เจ้าเด็กนี่ คุณลุงเขามีน้ำใจเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกชิ้นพวกนายก็ได้ แต่เขาก็ให้เพราะเขาเอ็นดูเด็กเกรียน ๆ อย่างนายไม่ขอบคุณแล้วยังจะไปว่าเขาอีกเหรอ? ไหนว่าตัวเองมีการศึกษาไงคนที่มีการศึกษามันต้องมาพร้อมกับมารยาทที่ดีด้วย ขะใจ๋?[1]”
ไตเติ้ลตบหัวเด็กอ้วนเบา ๆ พอแค่ให้เจ้าหนูผมเสียทรงโดยไม่เจ็บปวดอะไรแต่เพียงแค่นั้นโปเต้ก็รู้ตัวว่าตนเองโดนลุงขายขยะคนนี้สบประมาทเข้าให้อีกแล้ว
“ขอบคุณครับ แต่ลูกชิ้นลุงไม้เล็กจริง ๆ นี่”เด็กอ้วนพูดขอบคุณเสียงงึมงำ
ลุงขายลูกชิ้นเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสาเจ้าเด็กปากบอนเขารู้สึกทึ่งมากกว่าที่ทิดวัฒน์คนดีของสังคมทำให้เจ้าเด็กนิสัยเสียที่ผู้ใหญ่แถวนี้ต่างส่ายหน้าเอือมระอารู้จักมีมารยาทและพูดคำว่าขอบคุณเป็นขึ้นมาได้
“งั้นเอาไอติมของลุงเป็นตัวเลือกด้วยวันไหนใครชนะอยากกินไอติมก็มาเอาไอติมที่ร้านลุงวันไหนใครอยากกินลูกชิ้นก็ไปเอาลูกชิ้นปิ้ง โอเคไหม?”
ลุงขายไอติมกะทิเสนอตัวขึ้นมาบ้าง ไอติมโคนสองโคน ถ้ามันทำให้เด็ก ๆ เล่นด้วยกันได้อย่างสามัคคีไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่
“ตกลงครับ ลูกพลับชอบกินไอติมของคุณลุงที่สุดเลย”ลูกพลับเสียงใสขึ้นมาในทันควัน เสร็จแล้วก็หันไปจับแขนโปเต้แล้วเขย่า พูดตื๊อเด็กอ้วนอย่างกับคนไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน
“พี่โปเต้ตกลงนะครับลูกพลับอยากกินไอติม”
“ถ้าลูกพลับว่าอย่างนั้นก็ได้พี่ก็ชอบกินไอติมเหมือนกัน”
โปเต้พยักหน้าเห็นด้วย ไอศกรีมหนึ่งโคนแพงกว่าลูกชิ้นหนึ่งไม้และแพงกว่ารถของเล่นหนึ่งคันถึงจะเรียนไม่เก่งแต่กับเรื่องนี้โปเต้คิดได้ทันว่าคุ้มค่าอยู่
“เฮ้อ...ลูกชิ้นร้านลุงคงจะเป็นหมันสินะ แบบนี้” ลุงร้านลูกชิ้นแกล้งถอนหายใจ
“เปี๊ยกชอบลูกชิ้นครับ ถ้าวันไหนเปี๊ยกชนะเปี๊ยกจะกินลูกชิ้น”เจ้าเปี๊ยกที่กลัววืดของโปรดรีบประจบลุงร้านลูกชิ้นทันที
แล้วจากนั้นก็มีเด็กร่วมแก๊งอีกหลายคนที่วิ่งไปแอบอยู่หลังพ่อกับแม่ตัวเองตอนที่โปเต้และลูกพลับทะเลาะกันโผล่หน้าออกมาสนับสนุนของรางวัลทั้งลูกชิ้นปิ้งและไอศกรีมกันยกใหญ่ก็กลายเป็นว่ามติเป็นเอกฉันท์ เด็ก ๆ ตกลงจะเล่นแข่งรถกันโดยไม่ต้องยึดรถของเล่นของกันและกันได้ในที่สุด
พอเคลียร์ปัญหาด่านของรางวัลไปได้ไตเติ้ลก็บอกให้ลูกพลับเอารถที่ยึดมาได้ส่งคืนเพื่อนทุกคนไปให้หมดซึ่งเด็กชายก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
เด็กน้อยไม่อยากได้รถของเล่นพวกนี้อยู่แล้วถ้าเป็นแต่ก่อนตอนที่พ่อขี้เมาก็ว่าไปอย่างแต่ตอนนี้ป๊ะป๋าใจดีให้เงินลูกพลับทุกวันถ้าอยากได้ของเล่นลูกพลับก็แค่ซื้อของที่ถูกใจ ไม่จำเป็นต้องไปแย่งมาจากคนอื่นแต่จนถึงตอนที่เขาคืนรถให้กับโปเต้ อยู่ ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังโปเต้ยื่นมือมาจะลูบหัวเขาลูกพลับตกใจ รีบวิ่งกลับมากอดป๊ะป๋าเอาไว้แน่นในทันที
“ผมเป็นพ่อของโปเต้ครับ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับที่ช่วยสั่งสอนเจ้าเด็กดื้อนี่”
ผู้ชายคนนั้นรามือจากเด็กน้อยกลับไปพูดกับภานุวัฒน์แทน
ความจริงแล้วพ่อของโปเต้มาถึงที่เกิดเหตุตั้งนานแล้วทันเห็นตั้งแต่ตอนที่ลูกของตนกำลังถูกผู้ใหญ่คนนี้ตั้งคำถามในบทเรียนอย่างง่าย ๆ แล้วก็ตอบไม่ได้เลยสักข้อ
โปเต้เป็นเด็กดื้อ ปากไวเถียงคำไม่ตกฟากกระทั่งเวลาที่เขาสั่งสอนเจ้าเด็กดื้อนี่ก็คอยเถียงตลอดจนสอนกันเตือนกันไม่ได้เลยดังนั้นพอมาเห็นผู้ชายคนนี้ดูจะมีวิธีรับมือกับลูกชายของตนเองอย่างใจเย็นไม่เกรี้ยวกราด จึงแอบซุ่มดูอยู่โดยไม่แสดงตัว
และสุดท้ายแล้วผู้ชายคนนี้ก็ทำให้เจ้าโปเต้ถึงกับพูดคำว่าขอโทษออกมาได้เองโดยไม่ต้องสั่ง…
เขาเลี้ยงเจ้านี่มาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น เวลาที่โปเต้ทำผิดแล้วเขาบอกให้ขอโทษเจ้าเต้จะยิ่งต่อต้านไม่เคยทำตามที่เขาบอกเลยสักครั้ง แต่คนคนนี้กลับทำได้โดยไม่ต้องดุต้องด่านี่มันปาฏิหาริย์ชัด ๆ
“เอ่อ…ครับมันก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องช่วยกันดูแลเด็ก ๆ ในสังคมอยู่แล้วครับ”
อยู่ ๆ อีกฝ่ายก็โผล่มาแนะนำตัวไตเติ้ลไม่รู้จะพูดอะไรก็เลยตอบโลกสวยออกไปแบบนั้น
“โปเต้เป็นเด็กดื้อมาก ไม่ยอมพูดขอโทษใครง่าย ๆ คุณจิตวิทยาดีมากเลยครับ”
พนักงานธนาคารกล่าวชมทีแรกเขาคิดว่าลูกตัวเองจะถูกคนอื่นตีเข้าให้แล้วด้วยซ้ำ
“ไม่หรอกครับผมแค่คิดว่าแกอาจจะดูละครหลังข่าวมากไปหน่อยคำพูดไม่น่าฟังพวกนั้นลอกแบบมาจากละครเป๊ะ ๆ เลยครับ” ภานุวัฒน์ว่า
แล้วอีกฝ่ายก็เบิกตากว้างขึ้นแสดงสีหน้าเหมือนกับคิดไม่ถึงมาก่อนในเรื่องแบบนี้
จะว่าไปแล้วโปเต้ก็ดูละครหลังข่าวเยอะมากจริงๆ นั่นแหละ เพราะว่าแม่ของเด็กชายเปิดดูอยู่ทุกคืน โปเต้ก็นอนดูกับแม่ตลอด นิสัยแย่ๆ กับคำพูดไม่น่าฟังนั่นคือจดจำมาจากละครพวกนั้นจริง ๆ เหรอเนี่ยต่อไปเห็นทีว่าจะต้องควบคุมการดูหนังดูละครของลูกชายบ้างสักหน่อยแล้ว
“ขอบคุณมากเลยครับต่อไปผมจะพยายามระวังไม่ให้แกดูของไร้สาระพวกนั้นผมทำงานอยู่ที่ธนาคารตรงโน้นฝ่ายสินเชื่อต่อไปถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกกันได้เลยนะครับ”
พ่อของโปเต้แนะนำตัวพร้อมกับยื่นนามบัตรส่งให้แล้วพลัน ไตเติ้ลก็มองเห็นเงาสีดำทะมึนปกคลุมนามบัตรแผ่นนั้นจนหนาทึบ
‘……’
ไม่นะเติ้ล…
เติ้ลต้องไม่เผือกกับเรื่องชาวบ้านเขานะเติ้ลม่ายด๊ายยยน้า!!
ภานุวัฒน์พยายามท่องในใจยามที่รับนามบัตรใบนั้นมาด้วยสีหน้าเกร็งยิ้มแล้วอยู่ ๆ ปากเจ้ากรรมของเขาก็ดันโพล่งขึ้น
“ต่อให้เป็นเรื่องที่เจ้านายสั่งถ้ามันไม่ถูกก็คือมันไม่ถูกนะครับ”
“เอ๋?” พ่อของโปเต้ขมวดคิ้วเอียงคอด้วยความสงสัย
“เรื่องที่ผิดกฎหมายยังไง ๆ มันก็ผิดกฎหมายไม่ว่าจะตามคำสั่งใครหรือในนามใครก็เถอะ ถ้าเกิดต่อไปเรื่องมันแดงขึ้นมาคุณต้องมีคำตอบดี ๆ ให้กับลูกชายด้วยนะครับ ว่าทำไมถึงเลือกทำอย่างนั้น เพราะอะไรแล้วลูกชายกับภรรยาจะอยู่กันยังไงหากมันเป็นคดีความใหญ่โต คุณไม่ใช่ตัวคนเดียวจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงครอบครัวให้เยอะ ๆ ด้วยนะครับ”
“คุณกำลังหมายถึง…?” พ่อโปเต้ซัก
หรือว่าคนคนนี้จะรู้ว่าเขากำลังมีปัญหาอะไรในที่ทำงาน?
บ้าน่า...!เพิ่งจะเคยเห็นหน้ากันครั้งแรกแท้ ๆ จะไปรู้ลึกถึงเรื่องสำคัญระดับประเทศแบบนั้นได้ยังไง
“ลองทิดวัฒน์ทักกันแบบนี้คุณต้องระวังไม่ทำผิดกฎหมายแล้วนะพ่อหนุ่ม”
เสียงเฮียฮั้วโพล่งขึ้นขัดประโยคสนทนาอย่างเจตนาภานุวัฒน์หันไปมองเห็นเฮียฮั้วอยู่ ๆ ก็เอาลูกของเขาไปอุ้มไว้หน้าตาเฉยไม่ขออนุญาตกันเลยสักคำ
“ข้าวเย็นพร้อมแล้ว มากินข้าวกัน เดี๋ยวลูกเขยเฮียจะหิวตายไปซะก่อน”
เฮียฮั้วพยายามดึงภานุวัฒน์ออกจากวงสนทนาซึ่งก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ไตเติ้ลจะได้หาช่องผละออกมาจากการเผือกกรรมของชาวบ้านไปอย่างเนียนๆ
เรื่องราวที่วุ่นวายพันตัวคนคนนี้อยู่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย มีเค้าลางว่าจะพาดไปถึงเหตุวิกฤตเศรฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2540 เสียด้วยซ้ำเรื่องใหญ่ขนาดนี้หากเผือกไม่ตรงจุดเขามีแววจะตายเอาได้ง่าย ๆ เหมือนตอนที่ถูกชั้นหนังสือล้มทับนั่นแหละ
คิด ๆ ดูแล้วเผือกเอาแค่พอประมาณแล้วรีบเผ่นไปให้ไกลก่อนน่าจะเข้าท่ากว่า
ในชีวิตก่อนจะเผือกเรื่องของใครจนตายเขาไม่ได้ทันคิดและระมัดระวังอะไรมากนักแต่ในชีวิตนี้เขามีเด็กน้อยน่ารักที่จะต้องเลี้ยงดูแถมถ้าเผลอแป๊บเดียวเด็กน่ารักก็จะกลายเป็นเด็กเกเร ถูกจิตมารกลืนกินไปได้ง่าย ๆ
ลูกพลับน่ารักขนาดนี้เขาไม่อาจหาญพอที่จะรีบชิงตายแล้วปล่อยให้เด็กน้อยต้องเผชิญกับโลกอันโหดร้ายต่อไป
เพียงลำพังได้อย่างแน่นอน.
[1]เข้าใจ๋ คำนี้ไม่ได้พิมพ์ผิดนะคะแต่ในยุคนั้นบางทีจะมีการลงท้ายเสียงของคำถามแบบนี้จริง ๆ แนว ๆ คำพูดสไตล์จิ๊กโก๋ที่เดินแกว่งแขนท่าทางกวนๆ 'อย่ามาซ่ากับเพ่นะเข้าใจ๋?' ซึ่งเอาจริงๆ ก็จะไม่ออกเสียงว่าใจ๋แบบเป๊ะ ๆ ด้วยค่ะ พูดให้กวนจริง ๆ มันจะมีเสียงควบเล็ก ๆ แบบจ-ช เสียง Ch ที่มีจ.ควบอยู่ด้วย ประมาณนั้นค่ะ