ทุกคนภายในร้านต่างมึนงง
ประธานสมาคมวิจัยหยกขาวแห่งเมืองไห่เป่ยไม่เพียงแค่จะไม่รังเกียจคำเยาะเย้ยของซูฮ่าวแล้ว แต่กลับไม่ละอายใจที่จะถามออกไป?
ในตอนนั้นทุกคนก็รู้สึกชื่นชมอย่างมาก
สมแล้วที่จงรั่วฉิงเป็นปรมาจารย์การแกะสลักที่มีชื่อเสียงที่สุดในไห่เป่ยเพียงแค่ความสามารถและคุณธรรมก็เหนือกว่าผู้อื่นอย่างไม่ต้องเปรียบเทียบแล้ว
“ผู้ที่ไม่เข้าใจในจิตวิญญาณ ย่อมไม่สงสัยในการมีอยู่ของจิตวิญญาณซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่หากสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งก็จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” ซูฮ่าวมองหน้าจงรั่วฉิงเดิมทีเขาไม่อยากจะพูดอะไร แต่เมื่อเห็นท่าทีถ่อมตนเช่นนี้ สุดท้ายเขาก็พูดออกมาอย่างเชื่องช้า
“ดูผู้คนเป็นตัวอย่าง คนหนึ่งที่ไร้ชีวิตชีวากับอีกคนที่สดชื่นแจ่มใสทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขามีจิตวิญญาณหรือไม่คนที่มีจิตวิญญาณเปรียบเสมือนกับหยกใสสามารถดูดซับแก่นแท้ของตะวันจันทราและหล่อหลอมให้เข้ากับร่างกายตนเองแต่คนที่ไม่มีจิตวิญญาณก็เหมือนกับก้อนหินก้อนหนึ่งที่จะแข็งกระด้างตลอดไป”
“จิตวิญญาณเหล่านี้หมายถึงระดับศิลปะในอุดมคติมันเป็นตัวแทนถึงธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม เสน่ห์อันลึกล้ำ”
“จิตวิญญาณสามารถทำให้สิ่งที่แกะสลักนั้นมีชีวิตชีวาไม่เป็นเพียงแค่ของตายอีกต่อไป ส่วนเสน่ห์ทำให้สิ่งที่แกะสลักนั้นมีพลังชีพพลังจิต พลังกาย และความรู้สึกที่เหมือนเคลื่อนไหวได้”
ทันทีที่สิ้นเสียงรอบข้างก็เงียบเสียงไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทุกคนกำลังทบทวนคำพูดของซูฮ่าวเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่สามารถโต้เถียงได้
จงรั่วฉิงหรี่ตาลงแล้วขมวดคิ้วขึ้น เหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
หลังจากนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า “ต้องแกะสลักหยกอย่างไรจึงจะทำให้มีจิตวิญญาณและเสน่ห์นั้นได้?”
“สิ่งแรกก็ต้องใช้ใจ!” ซูฮ่าวไพล่หลังด้วยมือทั้งสองข้างแล้วพูดเสียงเรียบว่า “การแกะสลักหยกก็เหมือนการจีบผู้หญิงความงามของเธอทำให้คุณอยากจะไล่ตาม อยากจะสัมผัสความรู้สึกที่อยู่ภายในคุณกำลังโหยหาความงามแห่งการสรรค์สร้างบนโลกนี้”
“ตอนคุณมองหยกก้อนนั้น คุณอยากจะทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานด้วยความกระตือรือร้นคุณสามารถทุ่มทั้งแรงกายแรงใจทั้งหมดลงไปซึ่งเมื่อคุณอยู่ในสภาวะเช่นนี้นั่นก็หมายความว่าหัวใจของคุณได้ผสานกับการแกะสลักอย่างสมบูรณ์แล้ว”
“ลำดับถัดมา ต้องมีสายตากว้างไกลขอเพียงแค่เคยเห็นภูเขาที่แท้จริงก็สามารถวาดภูเขาออกมาได้คุณไม่เคยเห็นของสิ่งนั้นมาก่อน แต่ยืมรูปภาพของคนอื่นมาจินตนาการไม่ว่าคุณจะแกะสลักด้วยวิธีใด สุดท้ายแล้วหยกสลักชิ้นนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน”
ร่างกายของจงรั่วฉิงสั่นสะท้านเขารู้สึกว่าคำพูดของซูฮ่าวเป็นคำพูดของคนที่ตรัสรู้ในขั้นสูงทำให้เขาสามารถตื่นรู้ได้
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึง ‘ผีเสื้อคู่’ ผลงานเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เขาแกะสลักโดยไม่ยอมกินไม่ยอมนอน
นั่นคือผลงานชิ้นสุดท้ายที่เขาใช้ใจในการแกะสลักอย่างแท้จริงและเป็นหยกสลักเพียงชิ้นเดียวที่ถูกยกเป็นสมบัติล้ำค่าและถูกส่งไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ
ทุกคนที่เคยได้เห็นหยกสลักชิ้นนั้นล้วนถูกดึงดูดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนซึ่งถือว่าเป็นหยกสลักที่มีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังเขาเริ่มแกะสลักงานเพื่อเงินและไม่ได้แกะสลักผลงานอย่าง ‘ผีเสื้อคู่’ ออกมาอีกเลย
คำพูดของซูฮ่าวในวันนี้ทำให้เขาเข้าใจในทันทีหลายปีที่ผ่านมานี้เขาสนใจแต่ชื่อเสียงและผลประโยชน์ ผลงานการแกะสลักของเขานั้นขาดจิตวิญญาณและเสน่ห์อย่างที่ควรจะมีไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ประสานมือทำความเคารพซูฮ่าวแล้วพูดขึ้นว่า “ขอบคุณสหายตัวน้อยที่ให้คำแนะนำ นายพูดได้ถูกต้องหยกสลักที่ให้ความสำคัญแค่รูปลักษณ์ภายนอก มันก็เป็นเพียงแค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้นมีเพียงแค่หยกสลักที่ใส่ใจทำเท่านั้นถึงจะสามารถสลักได้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของหยก”
ทุกคนล้วนตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี
หยกสลักของจงรั่วฉิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้มันกลายเป็นการแกะสลักที่มีแบบฉบับ ดึงดูดให้ผู้คนนับไม่ถ้วนลอกเลียนแบบถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอก
ในขณะเดียวกันช่างแกะสลักจำนวนนับไม่ถ้วนก็เลียนแบบจงรั่วฉิงไม่ว่าจงรั่วฉิงจะบรรยายงานวิชาการอะไร พวกเขาก็จะไปเป็นคนแรกพวกเขาต้องการเรียนรู้เทคนิคสุดยอดการแกะสลักของจงรั่วฉิงอยู่ตลอด
แต่คาดไม่ถึงว่าปรมาจารย์การแกะสลักระดับสูงสุดจะพร้อมรับคำชี้แนะจากเด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆแบบนี้
หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปจะต้องกลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์แน่นอน
เจิงจื่อโหยวตกตะลึงมาก ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง
ศิลปินอย่างจงรั่วฉิงที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้มาตั้งนานแล้วเดิมทีความรู้และความเข้าใจในการแกะสลักของเขานั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นสามารถเข้าใจได้
แต่คาดไม่ถึงว่าปรมาจารย์ด้านแกะสลักระดับประเทศจะเชื่อคำแนะนำของซูฮ่าว?
ล้อเล่นใช่ไหม!
“เหมือนว่าคุณก็ไม่โง่” ซูฮ่าวหันมามองจงรั่วฉิงแล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ
จงรั่วฉิงหัวเราะออกมาอย่างเก้อกระดาก ท่าทางลำบากใจ
ทุกคนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากคนที่สามารถพูดคำพูดแบบนี้กับจงรั่วฉิงโดยที่ไม่ทำให้เขาโมโหได้ก็น่าจะมีเพียงแค่ซูฮ่าวคนเดียวเท่านั้น
ซูฮ่าวเมินเฉยต่อทุกคน เขากวาดสายตามองหยกที่อยู่ภายในร้านจากนั้นสายตาก็ตกไปอยู่ที่ดอกท้อแกะสลักดอกหนึ่ง
“คุณแกะสลักหยกชิ้นนั้นหรือ?”
จงรั่วฉิงพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้วนี่คือดอกท้อเหมันต์เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลศิลปะวัฒนธรรมเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วของฉัน”
“ผลงานที่มีข้อบกพร่องอย่างนี้ ก็ได้รับรางวัลด้วยหรือ?” ซูฮ่าวหัวเราะเสียงเย็น เขาพูดอย่างไม่ไว้หน้า “ดอกท้อคือสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณของประชาชนชาวจีนมีแรงดึงดูดและแรงผลักดันของความแข็งแกร่ง ยิ่งอากาศหนาว ลมโหมหิมะกระหน่ำดอกท้อกลับผลิบานสะพรั่งและงดงามยิ่งกว่าเดิมคนโบราณใช้มันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและหนักแน่น ทรหดอดทนหาญกล้าบุกขึ้นไปอยู่แนวหน้า และพยายามพัฒนาตนเองอย่างไม่ลดละ”
“ส่วนดอกท้อเหมันต์ของคุณ มันทำให้ผมเห็นเพียงงานแกะสลักที่สวยแต่รูปนอกจากนี้แล้วผมยังไม่เห็นจิตวิญญาณของดอกท้อที่อยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย”
ขณะที่พูดเขาก็กวาดสายตามองหยกสลักชิ้นอื่นยิ่งมองสายตาของเขาก็ยิ่งเผยความดูถูกเหยียดหยามมากยิ่งขึ้น “ของที่ไม่ผ่านเกณฑ์แต่กลับวางอยู่ในกล่องหยกชั้นสูงซึ่งก็เหมือนกับวางกองขยะไว้ในพระราชวัง รังแต่จะทำให้เกิดรอยด่างพร้อย”
สีหน้าของเถ้าแก่และคนอื่นๆ ต่างมืดครึ้ม
คำพูดประเมินราคาหยกแกะสลักของซูฮ่าว ทำให้พวกเขารู้สึกกรุ่นโกรธเล็กน้อย
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไว้หน้ากัน อย่างน้อยวันหน้าต้องได้พบกันอีกแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ก็ยังสามารถโกรธได้!
แต่ว่าก่อนหน้านี้จงรั่วฉิงได้ยอมรับซูฮ่าวแล้วพวกเขาจึงไม่กล้าสอดปากพูดอะไร ทำได้เพียงอดทนต่อความโกรธแล้วไม่พูดไม่จา
เจิงจื่อโหยวไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดของซูฮ่าวนั้นเย่อหยิ่งในทางกลับกันเขารู้ว่าซูฮ่าวมีฝีมือในการแกะสลักหรือไม่เขาอาจจะเคยเห็นผลงานการแกะสลักที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ดังนั้นเขาจึงพูดออกมาเช่นนี้
เมื่อจงรั่วฉิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็กะพริบตาเล็กน้อยก่อนประสานมือแล้วกล่าวเชื้อเชิญ “สหายตัวน้อยนายช่วยแกะสลักหยกให้ฉันเห็นเป็นขวัญตาหน่อยได้ไหมฉันอยากรู้ว่าหยกแกะสลักที่แท้จริงเป็นอย่างไร?”
คำพูดของเขาฟังแล้วดูไม่มีปัญหา แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงด้วยความไม่พอใจ
ในฐานะที่เขาเป็นปรมาจารย์การแกะสลักที่มีชื่อเสียงต่อให้เขาจะมีท่าทีสง่างามมากขนาดไหนแต่เมื่อได้ยินคำวิจารณ์จากซูฮ่าวเช่นนี้ก็รู้สึกไม่พอใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ให้อีกฝ่ายแกะสลักหยกออกมาเพื่อดูว่าอีกฝ่ายนั้นมีคุณสมบัติอะไรถึงสามารถมาพูดจาเช่นนี้ได้
‘ช่างเถอะไม่ว่าอย่างไรก็ตามฉันแค่มาช่วยเพื่อนเลือกหยกแกะสลักเป็นของขวัญวันเกิดแฟนสาวของเขาเท่านั้นแทนที่จะซื้อหยกที่ไร้จิตวิญญาณเหล่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็ทำขึ้นมาเองดีกว่า’ ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เถ้าแก่และคนอื่นๆ ภายในร้านต่างตกตะลึง
พวกเขาหันมามองทางซูฮ่าว แววตาฉายประกายเหยียดหยาม
เด็กหนุ่มอย่างซูฮ่าวจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านแกะสลักได้อย่างไร?