เช้าวันนี้ที่บ้านเอี่ยมสกุลดูจะวุ่นวายกว่าปกติเพราะว่าเกือบเวลาเข้าเรียนของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วแต่น้าและพ่อของเธอกลับยังไม่ออกมาจากห้อง จนร่างเล็กต้องเปิดประตูเข้าไปตาม
คิก คิก
มือเล็กยกขึ้นปิดปากมองบิดาโอบกอดน้าของเธอแน่น ด้วยดวงตาเป็ประกายพร้อมหัวเราะคิกคักออกมา
“คุณพ่อขาตื่นค่ะคุณพ่อ น้าริน น้ารินตื่นค่ะ น้องพริ้มสายแล้วนะคะ”
“น้ารินตื่นค่ะ ตื่นนนน”
มือเล็กเขย่าแขนพ่อตัวเองอย่างแรงพร้ะโกนเรียกคนทั้งสองไปพร้อม ๆ กัน
“อื้ออน้องพริ้ม”
“น้ารินตื่นเร็วค่ะน้องพริ้มไปโรงเรียนสายแล้ว”
“อ่ะอื้ออ”
ดวงตากลมมองร่างเล็กของหลานที่อยู่ในชุดนักเรียนไม่ค่อยจะเรียบร้อยยืนมองเธออยู่ข้างเตียงก่อนจะหันไปทางด้านหลังที่ชายอีกคนยังนอนหลับไม่ตื่นและมองเลยไปที่นาฬิกาที่วางอยู่ตรงหัวเตียงอีกฝั่ง
ตายแล้วแปดโมงครึ่งแล้วเหรอเนี้ย!!
ดวงตากลมเบิกกว้างอย่างใก่อนจะลนลานลุกขึ้นแล้วเขย่าร่างคนตัวสูง ให้ตื่นขึ้นมา
“พี่กรพี่กรค่ะ ตื่นเร็วน้องพริ้มสายแล้วค่ะ พี่กร”
รินมองอีกคนที่คงจะยังไม่ตื่นง่ายๆ ก็ล้มเลิกความพยายาม เธอวิ่งลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว แล้วล้างหน้า แปรงฟันก่อนจะรีบพาเด็กหญิงร่างลงมาชั้นล่างพร้อมแต่งตัวให้เรียบร้อยโชคดีที่เมื่อวานเธอทำอาหารเช้าเอาไว้แล้วไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเวลาแวะซื้ออีกแน่เลย
“ไปค่ะน้องพริ้มน้ารินไปส่งเอง”
“เราไม่รอคุณพ่อเหรอคะ”
“ไม่รอแล้วค่ะเมื่อคืนคุณพ่อนอนดึกคงตื่นไม่ไหว”
ในขณะที่สองน้าหลานกำลังจะปิดประตูบ้าน ร่างสูงใหญ่ของ ศิวกรก็เดินลงมาจากชั้นสองของบ้านพอดี เขาส่งยิ้มให้ลูกสาว ก่อนจะแย่งเอากุญแจรถจากอีกคนมาแล้วทำหน้าที่ขับรถให้แทน
ชายหนุ่มหันมองสองร่างข้างๆ ด้วยความรู้สึกขบขันเล็ก ๆ เพราะหญิงสาวป้อนข้าวหลานที่นั่งอยู่บนตักไปพลางจ้องมองทางไปพลาง แถมยังโทรไปหาครูของพริ้มพราวเพื่อขอโทษพัลวันผิดกับเขาที่เป็พ่อ และลูกสาวที่ดูจะสนุกสนานไม่ทุกข์ร้อนนั่งร้องเพลงพร้อมกับอ้าปากรับข้าวเข้าปาก ราวลูกนกตัวน้อย
“น้องพริ้มเร็วค่ะน้ารินลงไปส่ง”
“น้องพริ้มหอมแก้มพ่อก่อนครับ”
“ค่า”
ร่างเล็กเลื่อนตัวเองไปหอมแก้มพ่อของเธอก่อนจะพลิกตัวกลับมาหอมแก้มน้า ทียืนยื่นหน้าเข้ามาในรถก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ จนผู้ใหญ่ทั้งสองงง มองหน้ากัน
“คิกคิกน้องพริ้มหอมแก้มคุณพ่อ แล้วมาหอมน้าริน เหมือนคุณพ่อหอมน้ารินเลย คิก คิก”
“น้องพริ้มนี่เล่นอะไรเนี่ยลงมาค่ะเห็นไหมครูแนนมารอรับแล้ว”
หญิงสาวแสร้งเอ็ดออกมาเสียงเข้มแล้วขยับตัวออกจากรถพร้อมยิ้มเขินอายเมื่อเห็นยิ้มเขินของคุณครูพี่เลี้ยงหลานสาวก่อนจะรีบเบี่ยงตัวออกไปทางให้หลานสาวลงมาจากรถ
“บ๊ายบายค่าคุณพ่อน้าริน”
เด็กหญิงตัวน้อยโบกมือให้บิดากับน้าของเธอก่อนจะเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกับครูพี่เลี้ยงส่วนหญิงสาวที่ยืนเขินอยู่นอกรถเมื่อครู่ ก็กลับเข้ามานั่งด้านในแต่ทันทีที่เธอนั่งลง สายตาล้อเลียนของคนที่อยู่ภายในก็ทำเธอยิ่งเขินแทบจะมุดหน้าลงไปคอนโทรลรถด้วยความอาย
“มองอะไรคะออกรถได้แล้ว”
“ไม่อยากให้พี่หอมแก้มจริงๆ เหรอครับ”
กรพูดออกมาพร้อมชะโงกหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กที่ผละไปจนตัวติดประตูรถด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ไม่อยากหน่อยเหรอครับพี่อยากนะ”
“ออกรถเลยค่ะดูสิเนี่ยเพราะพี่เลยเรามาส่งน้องพริ้มสายเลย”
“ที่วันนี้เราตื่นสายไม่ใช่เพราะว่าเมื่อคืนมีคนกอดพี่ไม่ปล่อยไม่ใช่เหรอครับ”
“พี่กรพูดอะไรเพ้อเจ้อแล้วออกรถเลยค่ะ”
นรินทร์แสร้งตีหน้านิ่งแล้วหันออกไปนอกรถจนคนตัวใหญ่ที่มองอยู่ได้แต่ยิ้มพอใจที่แกล้งเธอได้อีกครั้งก่อนจะออกรถไปตามที่เธอ้า
เพียงไม่นานรถคันใหญ่เลี้ยวเข้ามาใกล้หน้าบ้านคิ้วของคนทั้งสองที่นั่งอยู่ภายในก็ขมวดเข้าหากันเมื่อตรงหน้าบ้านของพวกเขามีรถเก๋งสีดำคุ้นตา ก่อนที่ใบหน้าเรียวจะหันไปทางคนข้างๆ ที่ก็หันมามองเธออยู่เช่นกัน
รินมองหน้าพ่อแม่ที่ลงมาจากรถเดินเข้ามาหาเธอ ก่อนจะยกมือไหว้คนทั้งสอง ด้วยความรู้ที่บอกไม่ถูกทั้งที่ควรจะดีใจที่ได้เจอหน้าพ่อ แม่ แต่กลับไม่ได้เป็อย่างนั้น
“เออพ่อกับแม่มาได้ค่ะเนี่ย”
“นี่ออกไปไหนกันมาไม่รับโทรศัพท์กันทั้งสองคนแล้วนี่ใส่ชุดอะไรดูไม่ได้เลย”
ศจีไม่ได้ตอบในสิ่งที่ลูกสาวถามแต่เธอถามกลับมาพร้อมกวาดตามองสภาพอยู่ในชุดนอนของลูกสาวและเสื้อผ้ายับยู่ของลูกเขยด้วยความสงสัย และดุดันจนสามีอย่างประพนธ์ต้องดันหลังภรรยาเข้าไปในบ้านหลังลูกเขยเปิดบ้านแล้วเชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
“กรอย่าสนใจแม่เขาเลยเขาแค่ห่วงเห็นไม่มีใครรับสาย แถมบ้านปิดเงียบ”
“ครับคุณพ่อต้องขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะครับที่ทำให้ห่วงและรอนานพอดีเมื่อคืนผมกับรินทำงานกันดึกเมื่อเช้าเลยไปส่งน้องพริ้มสายและไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดไปกัน เพราะรีบนะครับ”
“มัวแต่ทำงานกันดึกดื่นจนไปส่งหลานสายแบบนี้ได้ไงไม่ได้เื่เลย โดยเฉพาะแกยัยรินมาช่วยกรดูหลาน หรือมาเป็ภาระเขากัน”
ใบหน้าของทั้งสองเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนชายวัยกลางคนได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญากับท่าทางเข้มงวดของภรรยาทั้งในใจเป็ห่วงลูกเขยและลูกสาวอย่างมาก
“เอาละคุณก็อย่าว่าลูกเลย รินกับกรไปอาบน้ำก่อนแล้วกันลูก เดี๋ยวลงมากินข้าวกันพ่อกับแม่เอาของกินมาเยอะเลย ไม่ต้องห่วงพ่อ แม่ดูแลตัวเองได้”
“จะดีเหรอครับ”
“ดีสิไปเถอะ”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าหนักใจก่อนเดินขึ้นชั้นสองของบ้านตามที่ชายกลางคนบอก
“รินย้ายของกลับห้องน้องพริ้มก่อนดีกว่าพ่อแม่มาอย่างนี้เดี๋ยวพวกท่านจะสงสัยเอา”
“ไม่ต้องหรอกครับไว้อย่างนี้แหละพวกท่านไม่ขึ้นมาวุ่นวายหรอก อีกไม่กี่วันท่านก็กลับแล้ว”
“แต่ว่ารินกลัวกันไว้ดีกว่า”
“อย่ากังวลเลยครับพี่ว่าเรารีบอาบน้ำแล้วลงไปดีกว่า เดี๋ยวรินอาบในห้องพี่ส่วนพี่ไปอาบที่ห้องน้องพริ้มเอง”
“เอางั้นเหรอคะ”
“ครับตามนี้แหละ”
ชายร่างสูงดึงร่างเล็กเข้ามาจูบเบาๆ ที่ขมับหนึ่งทีด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่ากำลังปลอบประโลมเธอก่อนจะเก็บของอย่างรวดเร็วแล้วเดินที่ห้องนอนของลูกสาวแต่ตอนที่ออกจากห้องเขาก็ยังไม่วายจะหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มหวังให้อีกคนสบาย
รินเมื่อเห็นว่าคนตัวสูงเดินออกไปจากห้องก็เดินเข้าห้องน้ำบ้างทั้งที่ในใจยังรู้สึกกังวล
ส่วนทางด้านผู้ใหญ่สองคนหลังลูกสาวลูกเขยเดินขึ้นชั้นบนประพนธ์ก็อดไม่ได้ที่จะหันมาเอ็ดภรรยาที่ต่อว่าลูกสาวจนหน้าเสียไปหมด
“คุณก็รู้ทั้งรู้ว่าสองคนเขาทำงานเหนื่อย เจอลูกแทนที่จะถามทุกข์ สุขดันต่อว่าแบบนั้นได้ยังไง”
“ก็คุณดูสิทำงานจนตื่นสายป่านนี้แล้ว ยังไม่กินข้าวกินปลา แบบนี้เดี๋ยวก็ป่วย”
“ห่วงก็ว่าห่วงสิจะไปพูดว่ารินเป็ภาระได้ไงทั้งที่รินก็ช่วยเลี้ยงหลานอย่างดีเบาแรงกรไปได้เยอะขนาดนั้น”
ศจีมองหน้าสามีอย่างรู้สึกผิดก่อนหน้านี้เธอห่วงลูกสาวมากไป จนเผลอปากเสียพูดไม่ดีออกไป
“เอาละคุณไม่ต้องว่าฉันแล้วเดี๋ยวฉันขึ้นไปขอโทษลูกเอง ขึ้นไปนานแล้วอาจจะน้อยใจอยู่”
หญิงวัยกลางคนพูดออกมาก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปยังชั้นสองของบ้านทว่าเพียงก้าวผ่านขั้นพักไปได้ไม่กี่ขั้น บานประตูห้องนอนลูกเขยก็เปิดออกทันทีด้วยความใเธอจึงถอยลงมาหนึ่งขั้นและเพราะห้องของลูกเขยอยู่เยื้องทางฝั่งซ้ายของบันได และราวจับเป็แบบเปิดทำให้สามารถมองเห็นหน้าห้องได้อย่างชัดเจนจึงเห็นร่างของลูกสาวคนเล็กทีเดินออกมาจากห้องนอนใหญ่ไม่ใช่ห้องนอนเล็กของหลานสาวอย่างแต่ก่อน
‘กรสลับห้องกับลูกเหรอ’
ทว่าความคิดที่ว่าลูกเขยย้ายห้องก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อด้านหลังลูกสาวของเธอเป็ร่างใหญ่ของลูกเขยที่ยืนซ้อนอยู่และดวงตาของเธอต้องเบิกกว้างอย่างใเมื่อลูกเขยวางมือที่เอวของลูกสาวคนเล็กแล้วลูบไปมาอย่างสนิทสนมใกล้ชิด
ก่อนที่เธอจะรีบลงมาอย่างไวเมื่อเห็นว่าทั้งสองทำท่าเหมือนจะหันออกมาทางหน้าห้องแล้วลงมาด้านล่าง
“คุยกับลูกแล้วเหรอลงมาไวจัง”
“ค่ะ”
“อ้าวรินกร มาสินี่อาหารเต็มเลย”
“ค่ะ/ครับ”
ศจีจ้องทั้งสองหน้าซี้ดก่อนจะรีบยกน้ำขึ้นมาดื่มด้วยความรู้สึกกระหายภาพที่ทั้งสองใกล้ชิดกันเมื่อครู่ยังเด่นอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่หายจนในหนึ่งอยากจะถามออกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจกลับกลัวคำตอบที่จะได้ยิน
“แม่แม่ค่ะเป็อะไรหรือเปล่ารินเรียกหลายรอบแล้วแม่ไม่หัน”
“อะเออเปล่ารินกินเถอะ”
“ไม่เป็อะไรจริงๆ ใช่ไหมคะ รินว่าหน้าแม่ซีดนะ”
“อ๋อเปล่าแม่น่าจะร้อนนะ”
“เหรอคะงั้นแม่รีบกินแล้วนอนพักแล้วกัน”
หญิงสาวมองใบหน้าแม่สลับกับพ่อพร้อมกับตอบรับไปอย่างพลางอดสงสัยในใจไม่ได้ว่าแม่เธอเป็อะไรทั้งที่ในห้องเปิดแอร์เย็นไม่ได้ร้อนอย่างที่แม่ว่าแต่ใบหน้าของแม่กลับซีดแถมเหงื่อซึมออกมาอีก