นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 81 งานเลี้ยงพันอสูร

            ตอนที่ 81 งานเลี้ยงพันอสูร

             

             

            เสียงตบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งโถง นิทานสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นจากเหล่าผู้เข้าร่วมที่เนืองแน่น บรรยากาศแห่งความปรารถนาและ ความต้องการโถมทับเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง แม้แต่พิธีกรก็ยังคึกคักกันอย่างเต็มที่

             

            “สำหรับชิ้นแรกของการประมูลในครั้งนี้ หากพวกเรานำสมบัติดาษดื่นทั่วไป ผู้มีเกียรติทุกท่านคงผิดหวังกันยิ่งแล้ว” พิธีกรชายพูดอย่างยิ้มแย้ม ทางด้านหลังปรากฏเหล่าคนรับใช้มากมายช่วยกันลำเลียงวัตถุชิ้นหนึ่งเข้าสู่สายตาของทุกคน

             

            รูปภาพขนาดเท่าความสูงของมนุษย์ถูกแขวนไว้กับผนังเลื่อนของงานประชุม บนภาพนั้นปรากฏกองทัพสัตว์อสูรมากมาย พวกมันทั้งหมดกำลังก้มบูชามาทางผู้มอง ด้านหลังปรากฏกรงขนาดใหญ่ที่กักขังสัตว์อสูรทั้งหมดไว้ ครอบคลุมแผ่นฟ้าจนมิด ขอบของภาพสลักไว้ด้วยลวดลายอาคมหนาหลายชั้นที่ถักทอทับกันเป็นแผ่นผืน คล้ายกับตาข่ายขนาดยักษ์ที่กักทุกสิ่งไว้ภายใน

             

            “ชิ้นแรกเปิดงานประมูลของเรา วัตถุสลักคำระดับอริยะขั้นต้น งานเลี้ยงพันอสูร” พิธีกรชายกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาบรรจงสั่งพนักงานให้ฉายแสงมาที่สมบัติ

             

            เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างอื้ออึงในงานประมูล แววตาของเหล่าผู้ร่วมงานที่ชั้นล่างสุดล้วนทอประกายอย่างแรงกล้า แม้แต่เหล่าผู้ที่อยู่ชั้นสูงขึ้นมายังมีทีท่าสนอกสนใจ

             

            งานประมูลครั้งนี้ถึงกับเริ่มต้นด้วยสมบัติระดับอริยะ!

             

            แม้ในงานประมูลครั้งอื่น ๆ สมบัติอริยะจะไม่ใช่ของที่หายากขนาดนั้น หากก็มักมาในตอนท้าย ๆ ของงานเพื่อเร่งความสนใจของผู้เข้าร่วม หากครั้งนี้กลับออกมาตั้งแต่ชิ้นแรก!

             

            “ทุกท่านคงเคยได้ยินเกียรติศัพท์ของอริยะวาดอสูรผู้แข็งแกร่งกันแล้วใช่มั้ยครับ” พิธีกรชายเริ่มบรรยายรายละเอียดของสินค้า เป็นแนวทางพื้นฐานเพื่อเรียกความสนใจและความกระหายอยากของผู้เข้าร่วม

             

            “ทางเราจะขอเล่าเกี่ยวกับอริยะวาดอสูรคร่าว ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ท่านค่ะ” พิธีกรหญิงเสริมอย่างคล่องแคล่ว

             

            “อริยะวาดอสูรเป็นยอดฝีมือแห่งเผ่าไร้หางเมื่อหลายร้อยปีก่อน ท่านขึ้นเป็นอริยะด้วยวัยเพียง 80ปี ถือเป็นอัจฉริยะอันดับต้น ๆ แห่งเผ่าไร้หางในขณะนั้น” รูปเหมือนของอริยะวาดอสูรถูกฉายขึ้นทางด้านหลัง อริยะวาดอสูรนั้นรูปลักษณ์คล้ายครึ่งมนุษย์ครึ่งหมี ดวงหน้าแก่ชรา นัยน์ตาคมกริบ จุดที่ควรมีหางหมีกลับว่างเปล่า

             

            “ท่านกลับสู่เดรฟัสเมื่ออายุครบ120ปี ตลอดชีวิตสรรค์สร้างผลงานอันทรงค่ามากมายให้แก่เผ่าไร้หาง” รูปด้านหลังฉายรูปของอริยะวาดอสูรในอิริยาบถต่าง ๆ

             

            “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านได้รังสรรค์สมบัติชิ้นนี้ขึ้นด้วยความร่วมมือของช่างฝีมือระดับอริยะ ท่านได้สลักคำแห่งพลังทั้งสามของท่านลงในรูปวาดชิ้นนี้” สิ้นเสียงของพิธีกรหญิง รูปวาดที่โชว์หราอยู่ก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า อักษรโบราณสามตัวอักษรพลันปรากฏขึ้น

             

            คำหนึ่งสลักอยู่ตรงกรอบรูป ลวดลายราวกับดาวเคราะห์แผ่กระจายไปตามขอบ

             

            โลกา

             

            อีกคำหนึ่งสลักอยู่ที่ผืนผ้าใบ กลายเป็นดั่งกรงที่กักขังเหล่าอสูรภายในไว้

             

            วาด

             

            คำสุดท้ายเรืองแสงอยู่ทางด้านหลัง สลักไว้ตรงด้านหลังของรูป

             

            ตัวตน

             

            “นอกจากคำแห่งพลังทั้งสามนี้แล้ว เนื่องจากวัตถุสลักคำชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของอริยะวาดอสูรโดยตรง จึงไม่มีผลเสียใด ๆ ค่ะ” พิธีกรหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เรียกเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมได้อีกครั้ง

             

            น่าอิจฉาจังแฮะ สงสัยจังว่าสมบัติที่อินจันทร์กับไพลินใช้มีข้อเสียบ้างมั้ย นิทานฟังการอธิบายแล้วก็อดคิดไม่ได้ ตัวเขาเองยังต้องคอยซื้อปลาสดมาให้ทัณฑ์สีขจีเชือดในทุก ๆ สัปดาห์ ยิ่งช่วงหลังที่มีการใช้งานหนักเขาแทบจะต้องหาปลาให้มันทุกวัน

             

            ยังดีที่ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกนั้นเขาไม่ได้ใช้งาน เพียงเก็บไว้อย่างไม่ให้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกก่อนขายออกไป ผลเสียจึงไม่ได้กระทบถึงเขา

             

            พิธีกรชายส่งพลังเข้าไปในรูปวาด หลังจากนั้นก็มีสัตว์อสูรห้าตัวกระโดดออกมาจากรูปวาด หลายตัวในนั้นเป็นถึงนักสลักเอกและโท

             

            “ความสามารถหลักของมันคือสามารถอัญเชิญสัตว์อสูรที่ถูกผนึกไว้ภายในโลกแห่งรูปวาดออกมาร่วมต่อสู้ได้ และหากสัตว์อสูรตาย มันจะถูกดูดกลับเข้าไปในรูปวาด หลังการพักฟื้นสามารถอัญเชิญออกมาได้ใหม่ครับ” พิธีกรโบกมือครั้งหนึ่ง สัตว์อสูรเหล่านั้นก็ก้มลงหมอบกราบไปทางเหล่าผู้เข้าร่วม เป็นการแสดงให้เห็นถึงการควบคุมอันเบ็ดเสร็จ

             

            “แต่เนื่องจากเป็นวัตถุสลักคำระดับอริยะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ จึงไม่สามารถใช้งานคำแห่งพลังแยกเฉพาะอย่างได้ค่ะ” พิธีกรหญิงอธิบาย เรียกเสียงอื้ออึงจากเหล่าผู้เข้าร่วม

             

            จริงใจสุด ๆ เลยแฮะ นี่ล่ะมั้งข้อแตกต่างระหว่างกลุ่มการค้ายักษ์ใหญ่กับกลุ่มระดับเล็ก นิทานคิด การที่อธิบายข้อด้อยของสินค้ากลางงานประชุมโดยตรงเช่นนี้ทำให้เขามองกลุ่มการค้าอิสึกะดีขึ้นระดับหนึ่ง

             

            หรือไม่ก็... ลูกค้าแต่ละคนของพวกเขาย่อมดูออกกันหมด เลยบอกตรง ๆ ดีกว่า นิทานลอบคิด

             

            “แน่นอนค่ะว่าสมบัติที่พวกเราคัดสรรมาเพื่อเปิดงานการมูลย่อมไม่ได้มีค่าเพียงแค่นี้ สมบัติชิ้นนี้ถือว่าเป็นสมบัติระดับอริยะโดยแท้จริงเนื่องจากมันสามารถใช้งานการผสานคำของอริยะได้ค่ะ!” พิธีกรหญิงพูดอย่างตื่นเต้น สิ้นเสียง ราวกับผู้เข้าร่วมนั้นหยุดชะงักไป พวกเขาล้วนไม่มีใครตอบสนอง

             

            เพียงครู่เดียว เสียงแตกตื่นก็ดังขึ้นอย่างวุ่นวาย

             

            “ผสานคำได้!”

             

            “สมบัติระดับอริยะแท้จริง!”

             

            “สมแล้วที่เป็นผลงานของกลุ่มการค้าอิสึกะ ของระดับนี้ถึงกับนำมาใช้เปิดงานประมูล!”

             

            เสียงพูดคุยดังกึกก้องไปทั่วโถงใหญ่ บรรยากาศอันน่าตื่นเต้นก่อนหน้านี้ปะทุขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม้แต่เหล่าผู้ที่อยู่ห้องส่วนตัวอย่างอินจันทร์และนิทานก็ยังมีปฏิกิริยา บางคนถึงกับลุกขึ้นมาจากที่นั่งจ้องมองไปยังงานเลี้ยงพันอสูร ความสนอกสนใจในแววตาถูกฉายชัด

             

            ที่นั่งชั้นบนสุดหลายคนแสดงท่าทางสนใจ บางคนหันกลับไปคุยกับข้ารับใช้ด้านหลัง นิทานเห็นไพลินแสดงรอยยิ้มออกมา แม้แต่อินจันทร์ที่อยู่ข้าง ๆ เขายังมีท่าทีสนใจอย่างเห็นได้ชัด

             

            “และการผสานคำของมันให้ผลดังนี้ครับ!” พิธีกรชายสะบัดมืออย่างแรง งานเลี้ยงพันอสูรพลันสว่างวาบ ห้องโถงขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกรงขนาดใหญ่ที่กักขังผู้เข้าร่วมทุกคนเอาไว้ รูปวาดกลางเวทีกลับกลายเป็นว่างเปล่า เป็นผืนขาวที่ไม่เหลือสิ่งใดอีก

             

            สัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าพลันปรากฏออกมารายล้อมพวกเขา หลายสิบ ไปจนถึงร้อย หลายร้อย ไปจนถึงพัน!

             

            สัตว์อสูรส่วนมากล้วนเป็นระดับผู้เรียนรู้ มีเพียงร้อยกว่าตัวเท่านั้นที่อยู่ระดับนักสลัก และสองตัวในนั้นถึงกับอยู่ระดับอริยะ!

             

            สัตว์อสูรนับพันตัวสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว จ้าวสัตว์อสูรระดับอริยะทั้งสองหมอบกราบพิธีกรชายอย่างนอบน้อม

             

            นิทานมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างนิ่งอึ้ง สัตว์อสูรระดับนักสลักโทกว่าสิบตัวทำให้เขาขนหัวลุก เขาสังเกตกรงที่กักขังพวกเขาอยู่ เพียงแค่ไอพลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขามั่นใจว่าหากเขาไม่ใช่อริยะครึ่งวินาทีร่วมกับวัชระดาวตกเขาย่อมไม่มีหวังหลบหนีออกไป

             

            “นี่คือพลังผสานคำของงานเลี้ยงพันอสูร วาดโลกา! นำโลกทั้งใบภายในรูปวาดออกมากักขังเป้าหมาย วาดสัตว์อสูรทั้งหมดภายในโลกออกมา และกลุ้มรุมสังหารทุกสิ่งแม้แต่อริยะด้วยกัน!” พิธีกรชายตะโกนอย่างตื่นเต้น เขาสะบัดมืออีกครั้ง ทุกสิ่งย้อนกลับ ถูกดูดหายเข้าไปในรูปวาด กลับกลายเป็นรูปวาดของสัตว์อสูรมากมายอีกครั้ง

             

            “อริยะท่านใดที่ครอบครองงานเลี้ยงพันอสูร ย่อมไร้คู่ต่อกรในอริยะระดับเดียวกันค่ะ!” เสียงพูดของพิธีกรหญิงเรียกความสนใจแรงกล้าจากเหล่าผู้เข้าร่วม พวกเขาทุกคนจับจ้องงานเลี้ยงพันอสูรด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ความปรารถนาลุกโชนออกมาจนโถงใหญ่ร้อนระอุ

             

            “ราคาเริ่มค้นอยู่ที่ 10ล้านไกอา สามารถเพิ่มได้ทีละไม่น้อยกว่า 1ล้านไกอาค่ะ!” สิ้นเสียงของพิธีกรหญิง เสียงวุ่นวายมากมายก็ดังขึ้นจากทั่วโถง

             

            “10ล้านไกอา!”

             

            “12ล้านไกอา!”

             

            “15ล้านไกอา!”

             

            นิทานจับจ้องภาพเหล่านี้ด้วยแววตาหวาดหวั่น ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าตนเองค่อนข้างรวย หากตอนนี้เขากลับพบว่าแท้จริงแล้วตนนั้นยากจนแค่ไหน

             

            “30ล้านไกอา!” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นจากห้องส่วนตัวไม่ไกลจากนิทาน

             

            “35ล้านไกอา!” คราวนี้เป็นอินจันทร์เองที่พูดขึ้น อินจันทร์เห็นสีหน้าของนิทานแล้วก็อดหัวเราะเบาไม่ได้

             

            “สมบัติชิ้นนี้พอใช้ได้เลยครับ หากให้อริยะของตระกูลอุทุมพรใช้พวกเราจะมีพลังต่อสู้สูงขึ้นเยอะเลย” อินจันทร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

             

            พอใช้ได้… นิทานอึ้งจนพูดไม่ออก สมบัติระดับนี้ที่มีสัตว์อสูรระดับอริยะขังไว้สองตัวภายใต้สายตาของอินจันทร์แล้ว เพียงแค่พอใช้ได้เท่านั้น

             

            “50ล้านไกอา!” เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งบนห้องชั้นบนสุดพูดขึ้น ชายหนุ่มผู้นี้คือชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเขียวเข้มแห่งจักรวรรดิมาลาไค

             

            “นักรบน้อยแห่งจักรวรรดิช่างยาจกยิ่งนัก 65ล้านไกอา!” เสียงหัวเราะดังลั่นดังมาจากห้องของเหล่าโจรสลัด ด้วยนิสัยอันไร้ระเบียบของพวกเขา พวกเขาย่อมกล้าท้าทายจักรวรรดิมาลาไค

             

            นัยน์ตาสีทองของชายหนุ่มผู้นั้นพลันปรากฏความโกรธขึ้นเล็กน้อย หากเขากลับไม่ได้โต้ตอบกลับไป แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตน หากมากไปกว่านี้ ราคาของมันจะสูงเกินกว่าคุณค่าของมันแล้ว

             

            “70ล้านไกอา!” เสียงของชายชราแห่งหอสมุดดังขึ้น กลบเสียงอื่นจนสิ้น 50ล้านไกอาถือว่าสูงมากแล้วสำหรับวัตถุสลักคำระดับอริยะ แม้งานเลี้ยงพันอสูรจะเป็นระดับอริยะอย่างแท้จริงที่สามารถผสานคำได้รวมถึงมีสัตว์อสูรระดับอริยะถูกกักขังไว้ถึงสองตัว หากราคาก็ไม่สมควรมากไปกว่า 65ล้านไกอา

             

            “80ล้านไกอา!” โจรสลัดพวกนั้นหัวเราะดังลั่นแล้วจึงเร่งราคาให้สูงขึ้นไป ผู้เข้าร่วมรายอื่นได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจลึก ราคานี้นั้นสูงค่าเกินไปสำหรับสมบัติชิ้นนี้แล้ว

             

            นิทานมองเหล่าผู้ยิ่งใหญ่เร่งราคากันตาปริบ ๆ เขาได้แต่นั่งหวีขนคีตาอย่างเหงาหงอยรอจนกว่าสมบัติดี ๆ สักชิ้นที่เข้ากับเขาได้และราคาพอจับต้องได้จะมาถึง

             

            เฮ้อ รวยกันจริงจริ๊ง นิทานบ่นอุบ