หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 แดนเร้นลับแห่งซวนโยว

             เหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนได้ทำลายล้างอิทธิพลของนิกายต่างๆไปไม่รู้เท่าใด ตระกูลขุนนางนับไม่ถ้วนต่างก็ล่มสลายไปเช่นกัน ตระกูลขุนนางชั้นสูงนับพันปีที่ยังอยู่รอดจากเหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลกมาได้นั้นมีจำนวนเหลือเพียงหยิบมือเท่านั้น

            แต่การสืบทอดของตระกูลขุนนางพันปีเหล่านี้ยังถือว่าห่างไกลจากสำนักเทียนซิงไปมากโข

            “เป็นเกียรติที่ได้รับความกรุณาเมตตาจากนายน้อยเชียนเย่ข้าน้อยมีความรู้ไม่กว้างขวางนัก ความรู้ด้านศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งมิอาจเทียบเทียมอู๋เต้าได้หากนายน้อยเชียนเย่มีความสนใจต่อศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ เพียงตามหาอู๋เต้าก็ได้แล้ว ไฉนจึงต้องทิ้งสิบเบี้ยใกล้มือละสิ่งใกล้ตัวแสวงหาสิ่งไกลตัวกัน” เฟิงเทียนสิงยกมือคารวะพลางเอ่ย

            “พูดมาเช่นนี้ เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของเชียนเย่ฮุยมลายหายไปในทันที“เฟิงเทียนสิง ข้าเชียนเย่ผู้นี้ไว้หน้าท่านถึงสามส่วนจึงได้ขานท่านว่าอาวุโสเฟิงท่านต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน ข้าไม่ได้มาเพื่อขอร้องท่าน ข้ารู้ว่าฝีมือของท่านนั้นไม่เลวเลยทว่าในด้านการหลบหนี ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งก็ยังถือว่ามีข้อดีอยู่บ้าง แน่นอนว่าข้ามิอาจรั้งท่านได้แต่หากท่านคิดหนีไปเงียบๆ ย่อมไม่ง่ายเช่นกัน แน่นอนถ้าท่านจะไปจริงๆ ก็ได้ แต่คนข้างหลังท่านจะรอดชีวิตหรือไม่ข้าก็ไม่รับประกัน”

            สีหน้าของเฟิงเทียนสิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            “เฟิงเทียนสิง ความอดทนของข้ามีขีดจำกัดให้เวลาท่านสิบลมหายใจในการไตร่ตรอง” เชียนเย่ฮุยเอ่ยเสียงเย็นชา

            “เดิมทีท่านอาวุโสเฟิงไม่ได้เต็มใจไปแล้วเจ้ายังใช้พวกเรามาข่มขู่เขา เจ้ายังเป็นชายชาตรีอยู่อีกหรือ?” ชื่อหงเหลียนที่เดิมทีมีอารมณ์เดือดดาลอยู่แล้วนั้น เมื่อถูกข่มขู่เช่นนี้ก็มิอาจข่มโทสะได้อีกต่อไป

            สิ้นเสียง รอบกายพลันเงียบลงในทันตา

            สายตาของเหล่าระดับสูงของสามสาขาใหญ่ที่มองชื่อหงเหลียนนั้นเต็มไปด้วยความเห็นใจแม้แต่เฟิงเทียนสิงต่างก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม คาดไม่ถึงว่าแม่นางผู้นี้จะกล้าเผชิญหน้าโดยตรงการกระทำเช่นนี้ถ้าไม่ใช่การรนหาที่ตายแล้วจะเป็นอันใดได้

            เชียนเย่ฮุยปรายตามองชื่อหงเหลียน ดวงตาพลันประกายวาวขึ้นอย่างอดไม่ได้ในสำนักเทียนซิง รูปโฉมของชื่อหงเหลียนเดิมทีก็อยู่แนวหน้าอยู่แล้ว ยิ่งรวมด้วยนิสัยร้อนแรงและหุ่นเต็มวัยสะดุดใจคนนั้นก็ยิ่งกระตุ้นความคิดอยากปราบพยศของชายหนุ่มขึ้น

            “คาดไม่ถึงว่าในที่ทุรกันดารเช่นนี้ก็มีหญิงงามร้อนแรงแบบนี้อยู่ด้วย”

            เชียนเช่ฮุยหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “กล้างัดหัวชนกับข้า เจ้าไม่เลวเลยนี่ข้าชอบผู้หญิงเช่นเจ้านัก ข้าจะเป็นชายชาตรีหรือไม่นั้น ประเดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้แล้ว”ระหว่างพูด ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังราชันอสูรพลางตรงมายังชื่อหงเหลียน

            ฝีเท้าของเชียนเย่ฮุยเชื่องช้า แต่กลับทำให้รู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่างราวกับว่าเดินอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกขัดแย้งนี้รุนแรงมาก ครั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังเจินหยวนที่แผ่ซ่านออกจากร่างเชียนเย่ฮุยเหล่าระดับสูงของสามสาขาใหญ่ก็ยิ่งตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าการบำเพ็ญของชายหนุ่มผู้นี้แทบไม่ต่างไปจากพวกเขาเลยสักนิดอีกทั้งยังนำพาแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างมาสู่พวกเขา ซึ่งนั่นก็พอที่จะอธิบายถึงพลังที่แท้จริงของเชียนเย่ฮุยว่าเหนือกว่าระดับสูงส่วนมากได้ชัดเจนแล้ว

            หากมองจากอีกด้าน เชียนเย่ฮุยอายุยังไม่เกินยี่สิบกว่าแต่เหล่าระดับสูงของสามสาขาใหญ่ล้วนอายุห้าสิบหกสิบปีแล้ว นี่จึงทำให้เหล่าอาวุโสต้องยอมถอนใจกับความน่าสะพรึงที่แฝงอยู่ของตระกูลขุนนางเชียนเย่ด้วยความจำใจ

            ชื่อหงเหลียนรู้สึกเหมือนร่างของตนถูกกักขังไว้หญิงสาวพลันสั่นสะท้านไปทั่วร่างอย่างควบคุมไม่ได้ นี่คือแรงกดดันจากความห่างชั้นของการบำเพ็ญยามนี้นางเพิ่งตระหนักได้ว่าการบำเพ็ญของเชียนเย่ฮุยนั้นน่าหวาดกลัวถึงเพียงใด

            ชื่อหงเหลียนกัดฟันแน่นพลางประคับประคองร่างให้นิ่งจากนิสัยของนางต่อให้กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางยอมแพ้ไปอย่างง่ายดายแน่นอนทว่าไม่ว่านางจะประคับประคองตัวอย่างไร ก็ยังยากที่จะต้านแรงกดดันมหาศาลจากเชียนเย่ฮุยได้สองขาเรียวยาวพลันอ่อนแรงลงอย่างคุมไม่อยู่

            ชั่วเวลานั้น มือแกร่งของใครคนหนึ่งคว้าพยุงร่างของชื่อหงเหลียนเอาไว้

            ครั้นเห็นว่าเป็นหลินโม่ ดวงตาสวยของชื่อหงเหลียนพลันฉายแววซึ้งใจขึ้นวูบหนึ่งหากเมื่อครู่ล้มลงไปล่ะก็ สำหรับนางอาจเป็นการกระเทือนครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงต่อวิถีการฝึกในวันหน้าก็เป็นได้

            แรงกดดันที่เชียนเย่ฮุยนำพามานั้นรุนแรงดั่งว่าหลินโม่เองก็สัมผัสได้เช่นกัน นี่คือแรงกดดันจากความห่างชั้นของการบำเพ็ญที่มากเกินไปแต่มันกลับไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขา ยามที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดัน ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ ขั้นที่แปดก็ทำงานขึ้นด้วยตัวเอง ทั้งยังขจัดแรงกดดันส่วนใหญ่ไปแล้วด้วย

            เชียนเย่ฮุยหยุดฝีเท้าลง สายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

            “ข้าไม่อยากเห็นเขา”เชียนเย่ฮุยชี้หน้าหลินโม่พลางเอ่ยกับผู้คุ้มกันด้านหลัง

            ผู้คุ้มกันในชุดเกราะคนหนึ่งดึงมีดสังหารออกจากร่างแล้วควบอสูรพยัคฆ์อินทนิลพุ่งใส่หลินโม่ชั่ววินาทีนั้นร่างงามของใครคนหนึ่งพุ่งออกมา ปลายเท้าแตะพื้นบางเบา แล้วปล่อยตัวลอยสูงถึงสามฉื่อ

            “ช้าก่อน!”

            เชียนเย่ฮุยรีบตะโกนห้ามผู้คุ้มกันชุดเกราะในทันทีหลังจากจ้องร่างบางของหนานหมิงอู่ด้วยสายตาละโมบ รอยยิ้มบางก็พลันเผยขึ้นอย่างรวดเร็ว“อู่เอ๋อร์ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

            “เชียนเย่ฮุย ข้ากับเจ้าไม่ได้สนิทกัน”หนานหมิงอู่เอ่ยเสียงราบเรียบ

            “อู่เอ๋อร์ เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”เชียนเย่ฮุยเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ตระกูลขุนนางเชียนเย่กับตระกูลขุนนางหนานหมิงเป็นสหายคบค้ากันมาแต่ดั้งเดิมคราก่อนพี่สองของเจ้ายังเอ่ยว่าให้เราสองคนใกล้ชิดสนิทใจกันเข้าไว้อยู่เลย”

            “เอ๋? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเจ้ายังต้องยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นอยู่อีกล่ะ?”หนานหมิงอู่เอ่ยอย่างไม่แยแส

            “ข้าแค่ล้อเล่นก็เท่านั้น”เชียนเย่ฮุยยังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            “พวกเขาต่างเป็นสหายของข้าหวังว่าคราหน้าเจ้าจะไม่ล้อเล่นเช่นนี้อีก” หนานหมิงอู่เอ่ยอย่างเย็นชา“เอาล่ะ จบเรื่องแล้ว เจ้าควรพาคนของเจ้าไปได้แล้วใช่ไหม?”

            เชียนเย่ฮุยไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กลับปราดตามองหลินโม่ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากนัยน์ตา ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลขุนนางเชียนเย่เหตุใดเขาจะมองไม่ออกกัน แววตาของหนานหมิงอู่ที่มองหลินโม่นั้นมีบางอย่างไม่เหมือนเดิมคนที่เหลืออาจไม่สังเกตเห็น ทว่าเชียนเย่ฮุยคือมือชำนาญในการเล่นกับเหล่าหญิงสาวบุปผางามเรื่องแค่นี้จะมองไม่ออกได้อย่างไรกัน แน่นอนว่าสายตาเยือกเย็นของเชียนเย่ฮุยพลันสลายไปอย่างรวดเร็วจนยากที่คนปกติจะทันสังเกตเห็น แม้แต่หนานหมิงอู่เองก็ไม่ทันสังเกตถึงสายตานี้เช่นกัน

            “ท่านอาวุโสเฟิง หวังว่าท่านจะยอมรับคำเชื้อเชิญของข้า”

            เชียนเย่ฮุยทอดมองเฟิงเทียนสิงแล้วเอ่ยกับหนานหมิงอู่ต่อทันที“อู่เอ๋อร์ แม้ตระกูลของเจ้ากับข้าจะคบค้ากันมาเนิ่นนานแต่ทางตระกูลข้ามีข้อแลกเปลี่ยนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาตัวอาวุโสเฟิงไปให้ได้ เรื่องนี้ข้าก็มิอาจลงมือเป็นหลักได้เช่นกันส่วนสหายพวกนั้นของเจ้า เห็นแก่หน้าเจ้า ข้าจะไม่ทำอะไรพวกเขาก็แล้วกัน แต่ส่วนการแลกเปลี่ยนของตระกูลท่านอู๋เต้าคือผู้ดำเนินการ ข้าก็มิอาจออกคำสั่งกับเขาได้เช่นกันน่ะ”

            หนานหมิงอู่ไม่ได้เอ่ยอันใด นางรู้ว่าเชียนเย่ฮุยไม่ได้พูดโกหกไม่เช่นนั้นตระกูลขุนนางเชียนเย่ก็คงไม่ส่งท่านอู๋เต้าออกมาเช่นกัน

            “ไม่ต้องเอ่ยอันใดมากแล้วข้าจะไปกับพวกเจ้า” เฟิงเทียนสิงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            “ขอบพระคุณท่านอาวุโสเฟิงที่เข้าใจ”เชียนเย่ฮุยยิ้มเยาะพลางยกมือคารวะ หลังจากปราดมองหลินโม่อย่างลึกซึ้งแล้วจึงนำพาผู้คุ้มกันทั้งหกอู๋เต้า และเฟิงเทียนสิงคล้อยจากไปพร้อมกัน

            หลังจากเชียนเย่ฮุยและพรรคพวกจากไป เหล่าธารกำนัลต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าระดับสูงแห่งสามสาขาใหญ่ สีหน้าซีดเผือดถึงได้กลับมาเลือดฝาดขึ้นบ้างบางคนถึงขั้นว่าเสื้อผ้าเปียกชุ่มเพราะเหงื่อเย็นท่วมกาย

            เจ้าสาขาลัวซาบาดเจ็บสาหัส ผลลัพธ์ในการยึดครองสี่สาขาเหนือความคาดหมายไปมากเหลือเกินหลังจากเหล่าอาวุโสระดับสูงของทั้งสามสาขาใหญ่ปรึกษากันแล้วจึงตัดสินว่าจะรักษาระเบียบไว้เช่นเดิมชั่วคราวก่อนรอเจ้าสาขาลัวซาฟื้นแล้วค่อยทำการปรึกษากันอีกที

            เทียนซิงจื่อที่หลับตานั่งบนพื้นค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงดาวนับไม่ถ้วนแฝงเร้นในดวงตาของเขา ดวงดาวเหล่านี้ประกอบกลายเป็นนิมิตวิถีแห่งดวงดาวที่แตกต่างกัน

            “แดนเร้นลับแห่งซวนโยวกำลังจะเปิดขึ้นความสงบสุขของเมืองหลินโจวจะถูกทำลายลงในไม่ช้า...” เทียนซิงจื่อเอ่ยเสียงแผ่วเบาแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน