“เกิดอะไร....”
ไม่ทันพูดจบสองสาวก็พุ่งตัวกระโดดใช้วิชาตัวเบาหายไปอย่างไร้ร่องรอยจ้าวห่าวหลินกะพริบตาโง่งมอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะถอนหายใจส่ายหน้าลงจากหลังม้าเพื่อเตรียมจูงเข้าบ้าน
ดวงตาหลายคู่หันมองเขาด้วยท่าทางเว้าวอนสองฝ่ายต่างสบตากันนิ่ง
ให้ตายเหอะ...ถ้าจะเหาะเข้าไปทำไมไม่พาไปด้วย!
จ้าวห่าวหลินมองไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้าล้วนแล้วแต่เป็นคนในหมู่บ้านที่มารวมตัวกันและมีหลายคนที่บาดเจ็บบางคนยังมีคราบเลือดไหลอาบแขนขา แขนตกห้อยดูอนาถยิ่งนัก
“พี่ห่าวหลิน”ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบพุ่งตัวมาคุกเข่าโขกหัวอยู่ตรงหน้าเขาอีกแล้ว!
เจ้าพวกนี้ไม่มีมุขใหม่บ้างเลยเหรอ?โคตรน่ารำคาญจนอยากจะถีบให้กระเด็น...เสียดายที่ก่อนหน้านี้เขาแสดงเป็นสามีแสนดีที่มีจิตใจเมตตารักเพื่อนร่วมหมู่บ้านย่อมไม่อาจทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองได้
เมื่อมีหนึ่งคนก็มีอีกหลายคนเข้ามาโขกหัวร้องเรียกเขาเพื่อขอความเมตตาเสียงดังจนแก้วหูแทบทะลุ
ชายหนุ่มแสร้งทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจเปี่ยมเมตตากรุณาอย่างสุดซึ้งขณะกวาดสายตามองเหล่าคนตรงหน้าและหากเขาจำไม่ผิดเหมือนจะเป็นพวกลูกสมุนเจ้าหยางอะไรนั่นทั้งสี่คนที่เคยทำร้ายเขามาก่อน
ดวงตาของเขาวาววับด้วยความโกรธชั่วครู่ก่อนจะจางหายไป
พวกชาวบ้านบางส่วนติดตามมาร่วมมุงดูความสนุกมองมาทางจ้าวห่าวหลินพร้อมกันหากพวกเขามีเมล็ดแตงโมและเก้าอี้มานั่งแทะตรงนี้ด้วยคาดว่าจ้าวห่าวหลินคงคิดว่าตัวเองกำลังแสดงงิ้วให้พวกชาวบ้านชมอยู่เป็นแน่เพราะแววตาแต่ละคนแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารอดูความสนุกและอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้า
“เกิดอะไรขึ้น”จ้าวห่าวหลินเอ่ยถามเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกถึงอารมณ์
แต่เพราะน้ำเสียงราบเรียบและท่าทางสูงส่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมาถึงอำนาจกดข่มโดยไม่รู้ตัวทำให้ทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าเกรงกลัวทุกความวุ่นวายสงบลงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
อำนาจกดข่มทำให้พวกเขารู้สึกราวกับกำลังพบปะกับขุนนางชั้นสูงอำนาจที่เอ่อล้นจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเงยหน้าขึ้นสบมองท่านผู้ยิ่งใหญ่
“หลิงเอ๋อร์เป็นคนอารมณ์ร้ายนักพวกเจ้าเองก็รู้หากว่าพวกเจ้ายังนั่งเกะกะขวางทางเข้าบ้านข้าเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าพวกเจ้าไม่ได้มีเพียงแค่แผลบนร่าง แต่แม้แต่ชีวิตก็คงรักษาไว้ไม่ได้”
เฉินเช่อเป็นชายร่างผอมหน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนหมาในแต่เป็นคนช่างพูดรู้จักประจบประแจงเอาใจ ในอดีตเขาเคยเป็นลูกสมุนตัวน้อยข้างกายเฉินหยางตลอดไม่ห่างตัว
“พี่ห่าวหลิน”เขาบังคับไม่ให้น้ำเสียงที่เปล่งออกไปสั่น “เมตตาพวกข้าด้วยขอรับพวกข้าล้วนสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ขอรับวันนี้พวกข้าล้วนพยายามเข้าไปล่าสัตว์ในป่าเพื่อล่าสัตว์ตัวใหญ่มาชดใช้หนี้ให้พี่แต่เพราะพวกข้าไร้ค่านัก ทำให้ไม่เพียงแต่ล่าสัตว์ไม่ได้แต่ดันไปเจอเข้ากับหมีตัวใหญ่ที่หลุดออกมาจากในป่าพวกข้าหวาดกลัวยิ่ง วิ่งลนลานกลับมาที่หมู่บ้านโชคดีที่พี่เฉินเหลียงช่วยเอาไว้จึงรอดมาได้ แต่ว่า...”
“พูด!”
เฉินเช่อกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่“พี่เฉินเหลียงบาดเจ็บสาหัส เกรงว่าตลอดชีวิตที่เหลือคงเดินไม่ได้แล้วขอรับ”
เดินไม่ได้แล้ว?
สีหน้าของจ้าวห่าวหลินเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเขาชี้ไปที่ด้านข้างกำแพง“พวกเจ้าไปคุกเข่าเรียงหน้าหันเข้ารั้วบ้านสำนึกผิดอยู่ตรงนั้นจนกว่าภรรยาข้าจะอภัยถึงตอนนั้นนางก็คงจะช่วยดูแผลให้พวกเจ้าบ้าง อย่าได้มาคุกเข่าเกะกะหน้าบ้านของข้า”
“ขอรับพี่ใหญ่”พวกสมุนเฉินหยางรีบตอบรับกันทันทีรีบคลานเข่าไปคุกเข่าหันหน้าเข้ากำแพงเรียงหน้ากันอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย
ชาวบ้านรีบแหวกทางเปิดกว้างให้ชายหนุ่มเดินเข้าบ้านไปโดยดี
แม้ว่าจะไม่ทำอะไรมากมายแต่ท่าทางและอำนาจที่แสดงออกไม่ใช่คนธรรมดาที่พวกเขาจะกล้าเข้าไปยุ่งได้อีกทั้งดูจากท่าทางของท่านหมอแล้วหากไม่อยากมีเรื่องกับท่านหมอก็ไม่ควรไปแตะต้องสามีของนางเป็นอันขาด
แม้พวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นแค่ไหนก็ไม่กล้าขวางทางเข้าบ้านสกุลหลี่อีก
ในใจจ้าวห่าวหลินรู้สึกเป็นกังวลไม่น้อยเฉินเหลียงนับว่าเป็นคนไม่กี่คนที่ดีกับเขาหลังจากกลับมาจากความตายเขาก็ได้พี่ใหญ่คนนี้ช่วยดูแลหลายเรื่องหากเกิดเรื่องไม่ดีคงยากจะทำใจรับได้แต่เขาเองก็รู้สึกเชื่อมั่นในฝีมือวิชาแพทย์ของหลี่เจี่ยหลิงเขาจึงไม่อาจแสดงท่าทีลนลานร้อนใจให้คนนอกเห็นได้
ภายในห้องโถงกลางมีร่างของเฉินเหลียงเหยียดยาวนอนอยู่บนเตียงเตาสีหน้าขาวซีดทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือดหลินซื่อดวงตาแดงก่ำยืนอยู่ข้างเตียงไม่ห่างคอยพะวงดูสามีด้วยใจเป็นกังวลกระสับกระส่าย
หลี่เจี่ยหลิงไม่ชอบให้ใครวุ่นวายขณะที่นางกำลังรักษาคนไข้เพราะแบบนั้นทันทีที่เข้ามาภายในเรือนนางก็ให้ชุนเชียงไล่ตะเพิดคนนอกออกไปนอกบ้านทั้งหมด
ตอนที่จ้าวห่าวหลินเข้ามาก็มีเพียงพวกเขาสี่คนชายหนุ่มมองหลี่เจี่ยหลิงจับชีพจรและตรวจร่างกายของเฉินเหลียงนิ่งเงียบไม่รบกวนนาง
“บาดแผลไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิตที่หนักสุดก็คือเอ็นข้อเท้าซ้ายขาด” เสียงหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความกังวล
แต่ทันทีที่หลินซื่อได้ยินคำพูดของหลี่เจี่ยหลิงก็ราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจของนางนางรู้ดีกว่าการเอ็นข้อเท้าขาดหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าสามีของนางตลอดชีวิตที่เหลือคงไม่อาจใช้ขาซ้ายได้ดังคนปกติอีกแล้ว
นางสะอื้นเสียงดังมากขึ้นกว่าเดิมจนชุนเชียงเห็นใจเข้าไปโอบกอดปลอบ
“พี่สะใภ้หลินไม่ต้องกังวลเดี๋ยวข้าจะต่อเอ็นข้อเท้าให้กับพี่เฉินเอง”
จ้าวห่าวหลินหันขวับไปมองหลี่เจี่ยหลิงอย่างไม่อยากเชื่อหากเป็นยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะการแพทย์ในยุคนั้นมีความล้ำหน้าอย่างยิ่ง แต่นาง...สามารถเย็บต่อเส้นเอ็นที่ขาดได้ นี่ต่างหากที่ทำให้เขาแปลกใจ
หลี่เจี่ยหลิงรับรู้ถึงสายตาสงสัยของจ้าวห่าวหลินนางหันไปมองแต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเฉินเหลียง นางส่งสายตาให้เขาพาหลินซื่อออกไป
จ้าวห่าวหลินเปลี่ยนสีหน้าเดินไปหาหลินซื่อด้วยท่าทางสงบเยือกเย็นน้ำเสียงปลอบประโลม “พี่สะใภ้เชื่อใจให้หลิงเอ๋อร์จัดการเถอะขอรับพวกเราไปรอนางที่ข้างนอกเถอะ อย่าได้รบกวนนางเลย”
หลินซื่อเม้มปากขมวดคิ้วยากจะทำใจจากสามีแต่นางรู้ดีว่าต่อให้อยู่ต่อก็เกะกะการทำงานของหลี่เจี่ยหลิงนางพยักหน้ารับทราบแล้วตามจ้าวห่าวหลินออกไปโดยดี
หลี่เจี่ยหลิงให้ชุนเชียงเป็นคนเปลื้องเสื้อของเฉินเหลียงออกและเช็ดทำความสะอาดตัวใช้เหล้ายาเช็ดทำความสะอาดบาดแผลและทำการผ่าตัดเย็บแผลให้กับรอยแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่และต้นแขน แล้วค่อยส่งต่อให้ชุนเชียงทำแผลต่อ
ส่วนนางก็ใช้เหล้ายาล้างแผลที่ข้อเท้าของเฉินเหลียงต่ออย่างระมัดระวังใช้เข็มแช่ยาชาแทงเข้าไปยังจุดต่าง ๆ รวดเร็วและเด็ดขาดรอจนยาชาออกฤทธิ์เฉินเหลียงที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือก็รู้สึกชาไร้ความรู้สึกที่ข้อเท้า
หลี่เจี่ยหลิงใช้ไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่วางลงในจุดที่ช่วยให้แสงสว่างแก่นางได้มากที่สุดก่อนจะใช้มีดผ่าตัดกรีดเปิดปากแผลให้กว้างขึ้นใช้คีมห้ามเลือดหนีบยึดบริเวณเส้นเอ็นที่ฉีกขาดจากนั้นเลือกมุมที่เหมาะเจาะสอดเข็มเย็บต่อเข้าด้วยกันและใช้ไส้แกะไปยึดตึดเส้นเอ็นที่ขาด
การเย็บเส้นเอ็นนั้นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเหงื่อของหลี่เจี่ยหลิงไหลซึมเล็กน้อยชุนเชียงที่ทำแผลให้เฉินเหลียงเรียบร้อยแล้วช่วยเขาติดเสื้อกลับแล้วจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าคอยซับเหงื่อให้หญิงสาว
หลี่เจี่ยหลิงค่อยๆ ดึงไหมเย็บให้กระชับ ตัดแต่งปลายส่วนที่เสียหายออกเสร็จแล้วผูกปมไส้แกะที่เชื่อมต่อเส้นเอ็นนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกดูดซึมเข้ากับผิวหนังและกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
เมื่อจัดการเส้นเอ็นเรียบร้อยดีแล้วก็เย็บปิดบาดแผลภายนอกต่อด้วยการโรยผงยาจินชวงบนบาดแผล และพันแผลให้กับคนไข้จากนั้นใช้ไม้ดามเข้ากับขาคนไข้เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้เอาบาดแผลไปกระแทกโดยไม่ได้ตั้งใจ
ชุนเชียงรับเอาอุปกรณ์ผ่าตัดทั้งหมดไปทำความทำสะอาดส่วนหลี่เจี่ยหลิงก็เช็ดมือเช็ดหน้าแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกจากเรือน
หลินซื่อที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่างกระวนกระวายตลอดรีบพุ่งตัวเข้ามาหาหลี่เจี่ยหลิงแทบจะทันทีจ้าวห่าวหลินก้าวเดินไปสะกัดทางอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้หลินซื่อพุ่งเข้าชนหญิงสาวกระเด็นเสียก่อน
การกระทำเล็กน้อยนี้แทบไม่รอดพ้นหูตาหลี่เจี่ยหลิงนางมองเขาด้วยสายตาขบขันเล็กน้อยก่อนจะหันไปใส่ใจหลินซื่อ
“ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะพี่สะใภ้พี่เฉินไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ช่วงนี้ห้ามไม่ให้แผลโดนน้ำเด็ดขาดแล้วก็งดทานอาหารมันและเผ็ดเกินไปหลังจากบาดแผลของพี่เฉินดีขึ้นแล้วข้าจะให้ชุนเชียงไปช่วยสอนท่านทำกายภาพบำบัดเพื่อทำให้ร่างกายของพี่เฉินฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นนั้นไม่กี่เดือนก็จะกลับมาเดินได้และไม่กี่เดือนต่อมาก็คงวิ่งและล่าสัตว์ได้ตามปกติเจ้าค่ะ”
หลินซื่อปิดปากสะอื้นน้ำตาร่วงหล่นลงมาไม่หยุด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นกลั้นเสียงร้องมีแต่สีหน้าที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ
หลี่เจี่ยหลิงจับมือนางด้วยสีหน้าอ่อนโยน“พี่สะใภ้กับพี่เฉินไม่ใช่คนอื่นคนไกล ไยต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า”
“ขอบใจเจ้ามาก”นางรู้สึกขอบคุณจากใจจริงและไม่รู้จะตอบแทนสองสามีภรรยาอายุน้อยทั้งสองคนนี้อย่างไรดี
คนหนึ่งก็วางแผนเลี้ยงกระต่ายให้กับนางและสามีอีกคนก็ช่วยให้สามีของนางกลับมาเดินได้อีกครั้ง นางจับมือขอบคุณหลี่เจี่ยหลิงก่อนจะรีบเข้าไปในเรือน
เหล่าชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกดีใจกับหลินซื่อด้วยที่อาการของเฉินเหลียงไม่เป็นอะไรมาก
พอได้ยินเสียงของพวกชาวบ้านนอกรั้วบ้านดวงตาคู่งามก็หันขวับไปมองพวกชาวบ้านนิ่งทันทีทำให้พวกเขารีบเงียบเสียงลงพอเห็นชาวบ้านก็ย่อมต้องเห็นเจ้าสี่ตัวที่นั่งคุกเข่าเข้าหากำแพงเช่นกัน
เหตุใดเจ้าพวกนั้นถึงไปนั่งตรงนั้นเล่าไม่เกะกะขวางทางดี!
จ้าวห่าวหลินไม่คิดว่าเจ้าสี่ตัวนี่จะยังคงนั่งรออยู่ที่นี่ต่อจริงๆ เขาเห็นท่าทางอ่อนล้าเล็กน้อยของนางเลยประคองไปนั่งบนแคร่หน้าบ้านไม่สนสายตาว่าพวกชาวบ้านจะมองเขาเช่นไร
“เจ้าเป็นชายจะมาประคองภรรยาเพื่อสิ่งใด”หลี่เจี่ยหลิงแสร้งดุแต่ภายในใจเต็มไปด้วยความหอมหวานและความสุขอย่างลึกล้ำ
“ภรรยาข้าข้าต้องให้คนอื่นสอนด้วยหรือว่าควรจะดูแลเช่นไร”
ช่างเป็นคำพูดที่โอหังยิ่งนักแต่นางชอบฟัง
จ้าวห่าวหลินล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้หญิงสาวไม่พอยังสั่งให้ชุนเชียงไปรินน้ำมากาหนึ่งเพื่อให้หลี่เจี่ยหลิงได้จิบคลายความเหนื่อยล้าสักหน่อย
หลี่เจี่ยหลิงมองไปยังพวกชาวบ้านยามนี้มืดค่ำดึกดื่นแล้วเหตุใดไม่รู้จักกลับเรือนไปหลับไปนอน จะยืนเฝ้าบ้านนางอีกนานไหม
“พี่ใหญ่”เฉินเช่อที่ถูกลืมไปแล้วเอ่ยเสียอ่อยความจริงเขาก็ไม่กล้าขัดจังหวะพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้แต่ทำไงได้สหายอีกสามคนพลัดกันกระทุ้งอีกทั้งบาดแผลพวกเขาหากไม่รีบรักษาก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง
หลี่เจี่ยหลิงเลิกคิ้วมองดูชายหนุ่มข้างตัวอย่างหยอกล้อ“พี่ใหญ่?”
จ้าวห่าวหลินลูบหน้าผากหันไปกล่าวกับพวกเขาเสียงดัง“เข้ามา”
หลี่เจี่ยหลิงมองพวกเขารีบลุกพรวดวิ่งตรงเข้ามาคุกเข่าโขกหัวตรงหน้านางกันอย่างพร้อมเพรียงนางปราดสายตามองดูพวกเขาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเช่นกันนางเบ้หน้าเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ
จ้าวห่าวหลินขยับยิ้มบางดูก็รู้ว่านางเป็นคนใจอ่อนคนหนึ่งที่เห็นคนเจ็บแล้วไม่อาจไม่รักษาไม่ได้
“ยังไม่รีบขอความเมตตาจากพี่สะใภ้พวกเจ้าอีก”จ้าวห่าวหลินเอ่ยเสียงเรียบ เอาเถอะ...ไหน ๆก็เป็นพี่ใหญ่แล้วก็เป็นให้สุดไปเลยแล้วกัน
“พี่สะใภ้ขอรับพวกข้าผิดไปแล้ว พี่สะใภ้ได้โปรดอภัยพวกข้าสักครั้งเถิดขอรับ”เฉินเช่อรีบเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“พี่สะใภ้โปรดเมตตาด้วยขอรับ”อีกสามคนไม่รู้ควรพูดเช่นไรได้แต่กระแทกหัวโขกพื้นเสียงดังเรียกร้องความเมตตาจากหลี่เจี่ยหลิง
“หากอยากหัวแตกก็กลับไปโขกหัวให้ตายที่บ้านเจ้านู่นข้าเป็นสตรีมีสามีแล้วจะไปกล้ารักษาให้กับชายอื่นได้อย่างไรไม่ใช่ว่าหากข้าแตะเนื้อต้องตัวพวกเจ้าเช้าพรุ่งนี้ข้าจะกลายเป็นหญิงดอกหยางน้ำหรอกหรือ...หรือพวกเจ้าต้องการจับข้าใส่กรงหมูถ่วงน้ำกันแน่”
ไม่เพียงแค่ทั้งสี่คนที่รู้จักจนปัญญาที่จะตอบกลับหลี่เจี่ยหลิงชาวบ้านที่ล้อมบ้านสกุลหลี่เองก็สะดุ้งตามกัน
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกขอรับ”คราวนี้เฉินเช่อตอบกลับเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลี่เจี่ยหลิงส่งเสียงเหอะออกมาคำหนึ่งรับถ้วยน้ำชาจากจ้าวห่าวหลินขึ้นมาจิบ “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นอย่างนั้นหรือสามีข้าไม่เคยทำเรื่องใดแก่พวกเจ้า แต่พวกเจ้ายังใส่ร้ายว่ากล่าวว่าสามีข้าเป็นผู้ชายขายเรือนร่างไร้ยางอายที่ทำให้หมู่บ้านพวกเจ้าอับอายจนพวกเจ้าต้องทุบตีให้ตายอย่างไรก็ได้ไม่ใช่หรอกหรือ”
ทุกคนเงียบไม่กล้าส่งเสียง
“พวกเจ้าไปเสียเถิดหากวันนี้ข้าแตะต้องเนื้อตัวล้ำค่าของพวกเจ้าไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ข้ากลายเป็นหญิงเพศยาที่ร้อยคนหนุนหมื่นคนขี่ในหอนางโลมหรอกหรือแล้วหลังจากนั้นพวกเจ้าจะทำเช่นไรต่อเล่าจับข้าขังกรงถ่วงน้ำให้ตายเสียใช่หรือไม่”
“ท่านหมอ”เฉินจิ่งที่เพิ่งมาถึงได้ยินถ้อยคำของหลี่เจี่ยหลิงถึงกับหน้าเสีย เขาเดินเข้ามาภายในบ้านสกุลหลี่ด้วยสีหน้าหนักใจกวาดสายตามองเจ้าตัวปัญหาทั้งสี่
“อดีตพวกข้าล้วนผิดต่อท่านและห่าวหลินแต่ข้าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านขอรับรองว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนั้นอีกเป็นอันขาดขอให้ท่านหมอเมตตาสักครั้งและปล่อยวางอดีตได้หรือไม่”
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้มีท่าทีนอบน้อมต่อเฉินจิ่งอีกต่อไปแม้ว่าเขาจะเดินเข้ามาจนถึงแคร่นางก็ไม่ได้ลุกขึ้นยืนนางเพียงแค่จิบชาอย่างสงบก่อนจะเอ่ยต่อ“ข้านั่นแต่ไรมาจิตใจคับแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งนัก ใครดีกับข้าข้าล้วนดีตอบใครจิตใจชั่วช้าข้าก็ไม่ให้เกียรติเช่นกัน”
เฉินเจิ้งอู๋เป็นชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มใบหน้าเต็มไปด้วยหลุมสิวทำให้ดูไม่น่ามองนักเพราะร่างที่ใหญ่โตเขาจึงมีนิสัยชอบกร่างใส่ผู้อื่นเสมอแต่ยามนี้เขาปวดไปทั้งตัวและอีกทั้งยังไม่กล้าแม้แต่หายใจแรงต่อหน้าหลี่เจี่ยหลิง
เขาเงยหน้ามองไปทางจ้าวห่าวหลินที่ดูคุยง่ายกว่าแทน
“พี่ใหญ่ข้าผิดต่อท่าน ไม่ว่าท่านต้องการให้ข้าชดใช้อย่างไรข้าก็ยอมขอรับจะให้ข้าเป็นวัวเป็นม้าข้าก็จะทำให้ท่านได้ทุกอย่าง”
“ใช่ข้าเองก็จะให้ท่านสั่งได้ทุกอย่าง”เฉินเวยเชิดหน้ามองจ้าวห่าวหลินแม้ว่าท่าทางจะดูยโสโอหังไปบ้างแต่แววตามีความนอบน้อมอยู่สามส่วน
ส่วนเฉินเฟิงเป็นคนที่ตามเสียงส่วนใหญ่เมื่อทุกคนพูดเช่นนี้เขาก็พยักหน้าหยึกๆ เห็นด้วยเช่นกัน
เฉินจิ่งถอนหายใจหนักมองหลี่เจี่ยหลิง“ท่านหมอโปรดเมตตาด้วย”แม้จะพูดกับหลี่เจี่ยหลิงแต่ดวงตาชราคู่นั้นมองไปทางจ้าวห่าวหลินแทน
จ้าวห่าวหลินหันไปมองเขาด้วยสายตาประมาณ‘มองอะไรตาเฒ่าเจ้าก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าบ้านหลังนี้นางใหญ่ที่สุด’
บ้านนี้เมียคุมเจ้าไม่เห็นหรือ?