เทพฟ้าดินและเทพพายุโลกัณฑ์ยังคงนั่งข้างร่างของเทพอาทิตย์ที่ไร้ชีวิต ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ ทั้งสองมีสีหน้าเศร้าหมอง จู่ ๆ แสงวูบหนึ่งปรากฏขึ้น กลายเป็นร่างของเทพอัสนีย์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ วาร์ปมายังกลางป่าโปร่งอย่างรวดเร็ว
เทพฟ้าดินเสียงแผ่วเบา "ท่านอาจารย์... ท่านมาแล้ว"
เทพพายุโลกัณฑ์ ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับด้วยความเคารพ "ท่านอาจารย์ มารอสรพิษถูกกำจัดแล้ว แต่เทพอาทิตย์...เขา..."
เทพอัสนีย์มองไปที่ร่างของเทพอาทิตย์ด้วยสายตาเฉียบคม ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้และตรวจสอบด้วยพลังของตนเอง
เทพอัสนีย์ พูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มหนักแน่น เสมือนปลอบโยน "ผู้เรียนคัมภีร์ตายแล้วเกิดอย่างพวกเจ้า จะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร"
เทพฟ้าดินและเทพพายุโลกัณฑ์เงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย แต่ก็มีแววแห่งความหวังส่องประกายขึ้นในดวงตา
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย "เทพอาทิตย์ไม่ตายอย่างที่พวกเจ้าคิด เพียงแค่ร่างเดิมของเขาไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น แต่จิตวิญญาณของเขายังอยู่"
เทพฟ้าดินเสียงสั่นเครือ "แล้วเราจะทำอย่างไรให้เขาฟื้นขึ้นมาได้"
“เทพพายุโลกัณฑ์นำร่างของเขาไปฝากกับเทพเหมันต์ พระชายาของข้า นางมีพลังและความสามารถในการสร้างเทพขึ้นมาใหม่ เมื่อเทพอาทิตย์ถือกำเนิดใหม่แล้ว เขาจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง" เทพอัสนีย์กล่าว
เทพพายุโลกัณฑ์พยักหน้า เข้าใจในหน้าที่ของตนเอง นางก้มลงช้อนร่างของเทพอาทิตย์ขึ้นอย่างเบามือ
เทพพายุโลกัณฑ์ "ข้าจะรีบพาร่างของเทพอาทิตย์ไปหาเทพเหมันต์ตามคำสั่งท่านอาจารย์"
เทพพายุโลกัณฑ์ทะยานขึ้นสู่ฟ้าพร้อมกับร่างของเทพอาทิตย์ แล้วบินจากไปด้วยความรวดเร็ว
เทพอัสนีย์หันมาสำรวจบริเวณโดยรอบ เขายืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้น พลังแห่งเทพอัสนีย์แผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ กองกำลังเทพนับพันที่วาร์ปตามมาปรากฏตัวขึ้นข้างกาย
เทพอัสนีย์สั่งการเสียงดัง "เราจะสร้างป้อมปราการที่นี่ ตั้งชื่อว่า ”ป้อมอาทิตย์” เพื่อเป็นที่มั่นและเกียรติยศแด่เทพอาทิตย์ เมื่อเขาฟื้นคืนมา เขาจะมาประจำอยู่ที่ป้อมนี้ และรักษาการในเขตแดนนี้ต่อไป"
กองกำลังเทพน้อมรับคำสั่ง พวกเขาเริ่มลงมือสร้างป้อมปราการอย่างรวดเร็วและมีระเบียบ บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังอำนาจและความขลัง ป้อมอาทิตย์เริ่มก่อตัวขึ้นกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ ดอกบัวที่เคยลอยอยู่ในบึงก็ถูกพลังเทพทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของป้อม
เทพฟ้าดินยืนอยู่เคียงข้างเทพอัสนีย์ มองการสร้างป้อมปราการด้วยความเคารพ
เทพฟ้าดิน "เมื่อเทพอาทิตย์กลับมา เขาจะเป็นผู้พิทักษ์ที่คู่ควรกับป้อมนี้"
เทพอัสนีย์พยักหน้าเล็กน้อย "ใช่แล้ว เขาจะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และเป็นผู้พิทักษ์ของพวกเราในสงครามต่อไป"
เทพฟ้าดินพยักหน้าอย่างมั่นใจ ทั้งสองยืนมองป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่กำลังถูกสร้างขึ้น โดยมีความหวังที่เต็มเปี่ยมว่าการฟื้นคืนของเทพอาทิตย์จะเกิดขึ้นในไม่ช้า
เทพอัสนีย์ได้ส่งจดหมายให้เทพเหมันต์รีบสร้างร่างเทพอาทิตย์โดยเร็ว และให้เขากลับมาเพื่อประจำป้อมอาทิตย์
เวลาผ่านไป 3 วัน ป้อมอาทิตย์ที่ตั้งอยู่กลางบึงน้ำอันงดงามก็ได้ถูกสร้างจนเสร็จเรียบร้อย ป้อมแห่งนี้แข็งแกร่งและสง่างาม กำแพงสูงตระหง่าน เสาหินแกะสลักเป็นลวดลายดอกบัวที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในบึงน้ำแห่งนี้ แต่บัดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของป้อมอาทิตย์ไปแล้ว
เทพอัสนีย์และเทพฟ้าดินเดินตรวจตราภายในป้อม ทั้งสองสำรวจด้วยความพอใจ ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เทพพายุโลกัณฑ์และเทพอาทิตย์ที่ถือกำเนิดใหม่ ได้ปรากฏตัวขึ้นในป้อมอาทิตย์ เบื้องหน้าเทพอัสนีย์
เทพพายุโลกัณฑ์ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิ "เทพอาทิตย์ฟื้นคืนแล้ว ท่านอาจารย์"
เทพอาทิตย์ คุกเข่าลงอย่างเคารพ น้อมศีรษะให้เทพอัสนีย์ "ข้า เทพอาทิตย์ คารวะท่านอาจารย์ ข้าได้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้งแล้ว ข้าขอบคุณท่านที่ให้โอกาสนี้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
เทพอัสนีย์ มองเทพอาทิตย์ด้วยความพอใจ พลางยิ้มเล็กน้อย"เจ้าทำได้ดี เทพอาทิตย์ การฟื้นคืนของเจ้าคือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง เจ้าไม่ได้เป็นเพียงลูกศิษย์ของข้า แต่เจ้าเป็นผู้พิทักษ์แห่งป้อมอาทิตย์นี้"
เทพฟ้าดินและเทพพายุโลกัณฑ์ยิ้มยินดีกับเทพอาทิตย์ที่กลับมา ขณะที่เทพอัสนีย์ยืนมองลูกศิษย์ทั้งสามคนอย่างภาคภูมิใจ
เทพอัสนีย์ "จากนี้ไป ข้าขอมอบหมายให้พวกเจ้า สามแม่ทัพอัสนีดารา ประจำการที่ป้อมอาทิตย์แห่งนี้ จงปกป้องป้อมนี้ให้มั่นคง ข้าจะออกเดินทางสำรวจเส้นทางข้างหน้าต่อไป"
เทพอัสนีย์เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งไปในอากาศด้วยความเร็วสูง
เทพอัสนีย์บินทะยานไปในอากาศ มองทิวทัศน์รอบๆกายจนค้นพบว่า บริเวณที่เขาเหาะอยู่ไม่ใช่เพียงท้องฟ้าเทียมธรรมดา แต่มันเป็นมิติที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิชาอันล้ำลึกของมารพยัคขาว
เทพอัสนีย์คิดในใจ "มารพยัคขาว...เจ้าเป็นผู้ที่มีวิชาลึกซึ้งยิ่ง ข้าชื่นชมในฝีมือเจ้า มิตินี้ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนมากทีเดียว"
เทพอัสนีย์มองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง จนกระทั่งสายตาเขาสบเข้ากับป่าดงดิบที่อยู่เบื้องหน้า ป่ารกทึบและมืดครึ้มเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ และมีป้ายศิลาสลักไว้ว่า "ป่าพยับเมฆา"
เทพอัสนีย์พึมพำเบา ๆ "ป่าพยับเมฆา... ข้าเดาว่านี่คงเป็นอีกปราการหนึ่งของเมืองเมฆาอัคคี"
เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าสู่ป่านั้นอย่างระมัดระวัง ทันทีที่เท้าเขาสัมผัสพื้นดินในป่า เมฆหมอกขาวหนาทึบและเยือกเย็นก็ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ทัศนวิสัยถูกบดบังจนมองเห็นเพียงระยะใกล้ ๆ เสียงสตรีหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางหมอกขาว
นางมารเมฆาเสียงแหลมเย้ยหยัน "เจ้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนของข้าแล้ว เทพอัสนีย์... ในป่าพยับเมฆาแห่งนี้ เจ้าจะไม่มีวันรอดไปได้"
นางมารเมฆา ผู้มีร่างเป็นหญิงงดงามแต่แฝงไปด้วยอำนาจธาตุลมอันชั่วร้าย ปรากฏตัวขึ้น เธอใช้พลังเวทย์ควบคุมหมอกขาวหนาทึบให้เย็นยะเยือกและสร้างพายุหิมะขนาดใหญ่ถาโถมเข้าใส่เทพอัสนีย์ทันที
เทพอัสนีย์ยืนหยัดไม่ไหวติง สายตาคมกริบ "วิชาลมของเจ้าไม่เลว แต่ไม่สามารถทำอันตรายข้าได้"
เขาใช้พลังปราณอัสนีเพื่อป้องกันไม่ให้พายุหิมะมีผลใด ๆ กับร่างกายของตนเอง พลังของเขาทำให้หิมะหยุดนิ่งในอากาศ และในขณะเดียวกัน เขาเปิดดวงตาที่สามเพื่อมองผ่านหมอกหนาทึบและพายุหิมะ
นางมารเมฆาพยายามโจมตีต่อ แต่พลังของนางไม่สามารถทะลวงผ่านปราณอัสนีได้เลย
นางมารเมฆาเสียงสั่นไหวด้วยความตกใจ "เป็นไปไม่ได้! เจ้าเห็นข้าผ่านหมอกหนานี่ได้ยังไง"
เทพอัสนีย์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง "ดวงตาที่สามของข้าเห็นทุกสิ่งในมิตินี้ ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนจากข้าได้"
เขายกมือขึ้นแล้วปล่อยพลังอัสนีเป็นสายฟ้าแหวกหมอกออกไปตรงจุดที่นางมารเมฆาซ่อนอยู่ หมอกขาวและพายุหิมะหายไปในทันที เผยให้เห็นร่างของนางมารเมฆาที่ล้มลงสิ้นสภาพ
เทพอัสนีย์มองร่างนางมารเมฆา "วิชาลมของเจ้าช่างน่าชื่นชม แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้ทำสิ่งเลวร้ายไปมากกว่านี้"
หลังจากที่นางมารเมฆาพ่ายแพ้ต่อเทพอัสนีย์ ร่างของนางนอนแน่นิ่งอยู่กลางป่า แต่ก่อนที่นางจะสิ้นลม นางใช้วิชาตายแล้วเกิดที่นางชำนาญมากเพราะเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง
ทันใดนั้น นางสลัดร่างเก่าทิ้งแล้วดึงเสี้ยววิญญาณออกจากร่างเพื่อล่องลอยไปยังร่างใหม่ที่เตรียมไว้ในถ้ำพยับเมฆาในป่าลึก
นางมารเมฆา ร่ำไห้เบาๆ "ข้าไม่ยอมตายที่นี่... ข้าจะกลับมาอีกครั้ง"
เสี้ยววิญญาณของนางลอยออกไปในความมืด แต่เทพอัสนีย์ไม่ปล่อยให้หลบหนีง่าย ๆ
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย พลางยื่นมือออกมา "เจ้าจะหนีไปไหนได้"
เทพอัสนีย์ใช้ปราณอัสนีดักจับเสี้ยววิญญาณของนางไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะหายไป
เทพอัสนีย์ "เสี้ยววิญญาณของเจ้า ข้าจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่าย ๆ"
เขานำเสี้ยววิญญาณของนางผนึกเข้ากับผลึกประจำธาตุลม และใช้น้ำทิพย์ชโลมจนทั่วทั้งผลึก ทันใดนั้นก็เกิดไอปราณอันบริสุทธิ์ขึ้นมา กลายเป็นปราณเทพปักษาวายุที่ทรงพลัง
เสี้ยววิญญาณของนางดิ้นรนและปฏิเสธที่จะซึมซับปราณเทพนี้
นางมารเมฆาเสียงดังด้วยความโกรธ "ข้าไม่ยอม ข้าจะไม่ซึมซับปราณเทพของเจ้า"
เทพอัสนีย์เสียงนิ่ง แต่แฝงด้วยความเข้มแข็ง "หากเจ้าไม่ซึมซับปราณเทพนี้ เสี้ยววิญญาณของเจ้าจะค่อยๆสลายไป เพราะปราณเทพจะทำลายปราณมารและเสี้ยววิญญาณมารของเจ้า เจ้าไม่มีทางเลือก"
นางมารเมฆาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมจำนน
นางมารเมฆากล่าวเสียงเบา สะอื้น "ถ้าเช่นนั้น ข้ายอม..."
เทพอัสนีย์จึงซัดยาเทพต้นกำเนิดเข้าไปในผลึกประจำธาตุลม ผลึกนั้นเปล่งแสงเจิดจ้าและเกิดพลังดูดกลืนพลังมารของนางมารเมฆาจนหมดสิ้น เสี้ยววิญญาณที่เคยเป็นสีดำค่อย ๆ กลายเป็นขาวใสบริสุทธิ์
ร่างเทพของนางค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น กลายเป็นสตรีรูปงาม อายุประมาณ 18 ปี ร่างไร้เสื้อผ้าปรากฏเบื้องหน้าเทพอัสนีย์
เทพอัสนีย์มองนางด้วยความพอใจ ยิ้มเล็กน้อย "เจ้าถือกำเนิดขึ้นเป็นเทพแล้ว แต่ข้าจะช่วยเจ้าให้สมบูรณ์"
เทพอัสนีย์ใช้ปราณอัสนีบ่มเพาะร่างใหม่ของนางต่ออีกครึ่งชั่วยามจนร่างกายของนางฟื้นตัวเต็มที่ และจิตวิญญาณของนางเปลี่ยนไปเป็นเทพโดยสมบูรณ์
เทพอัสนีย์ "จากนี้ไป เจ้าไม่ใช่มารอีกต่อไป เจ้าคือ "เทพปักษาวายุ" จงแสดงร่างเทพแท้ออกมาให้ข้าเห็น"
นางยอมทำตาม เปล่งพลังอันยิ่งใหญ่เต็มที่ ร่างเทพแท้ของนางปรากฏเป็นนกหงส์งดงาม ร่างกายของเธอมีพายุและสายฟ้าห่อหุ้ม พลิ้วไหวดั่งสายลมแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง
เทพอัสนีย์ยิ้มอย่างพอใจ "เจ้าเป็นมหาเทพระดับ 30 แล้ว ข้าขอแสดงความยินดีที่เจ้าได้ถือกำเนิดใหม่ในฐานะเทพ"
นางนึกขอบคุณเทพอัสนีย์ในใจที่ไว้ชีวิตและสร้างนางให้แข็งแกร่งขึ้นมากมายถึงเพียงนี้ ความรู้สึกขอบคุณของนางกลายเป็นแรงดึงดูดระหว่างทั้งสอง ด้วยความงามของนางเทพอัสนีย์จึงเผลอใจมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนางโดยที่นางเองก็เต็มใจ เพราะเทพอัสนีย์เป็นผู้มีหน้าตาดี และจิตใจดี
ภายในถ้ำพยับเมฆา ยามรุ่งสางเทพอัสนีย์และเทพปักษาวายุร่วมหอกันตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งสาง เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องเข้ามาในถ้ำ เทพอัสนีย์ตื่นขึ้นจากการพักผ่อน มองไปที่เทพปักษาวายุซึ่งยังคงหลับไหลอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มอ่อนๆ
เทพอัสนีย์ยิ้มบาง ๆ พลางลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน "เจ้าทำได้ดีแล้ว... แต่เจ้าคงต้องการเครื่องแต่งกายใหม่"
เขาลุกขึ้นและเรียกหาชุดสตรีจากเทพฟ้าดินทางจิต นางจึงส่งชุดของนางที่ยังไม่เคยใช้มาให้ 1 ชุด ซึ่งเมื่อเทพปักษาวายุสวมแล้ว ก็พอดีกับรูปร่างของนาง
เทพอัสนีย์มองดูนางพลางกล่าว "ตอนนี้เจ้าได้ถือกำเนิดใหม่ในฐานะเทพแล้ว พี่ขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็น "เทพผู้พิทักษ์แห่งป่าพยับเมฆา" จงภักดีต่อหน้าที่ของเจ้า และใช้พลังของเจ้าเพื่อพิทักษ์พิภพอัสนีนี้"
เทพปักษาวายุคุกเข่าลงต่อหน้าเทพอัสนีย์ ด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณที่เขาได้มอบชีวิตใหม่และพลังอันยิ่งใหญ่ให้นาง
เทพปักษาวายุเสียงอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น "ข้าขอบคุณท่านพี่ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อทดแทนบุญคุณของท่าน ขอให้ท่านวางใจ ข้าจะปกป้องพิภพนี้ด้วยชีวิตของข้า"
เทพอัสนีย์มองนางด้วยความพอใจ ก่อนจะกล่าวสิ่งที่ต้องทำต่อ
"พี่มีหน้าที่ต้องไปสำรวจเส้นทางข้างหน้า เพื่อเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้กับมารพยัคขาว นี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญ ที่เราต้องระวัง" เทพอัสนีย์กล่าว
เทพปักษาวายุยกมือขึ้น ห้ามเทพอัสนีย์ไว้ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง
เทพปักษาวายุ "ท่านพี่ โปรดอย่าไปเพียงลำพัง เส้นทางข้างหน้านั้นอันตรายยิ่งนัก มีด่านป้องกันอยู่ถึงสองด่านก่อนจะถึงเมืองเมฆอัคคี ข้าหวั่นว่าท่านอาจจะพ่ายแพ้ หากเดินทางไปคนเดียว"
เทพอัสนีย์หยุดเดิน หันมามองนางอย่างสนใจ
เทพอัสนีย์ "บอกพี่มา ด่านป้องกันเหล่านั้นคืออะไร"
เทพปักษาวายุ น้ำเสียงเคร่งเครียด "ด่านแรกคือ 'ป่าแห่งความตาย' ที่มีมารระดับสูงปกครองอยู่ นามว่า "ราชันย์เงา" ผู้ครอบครองพลังแห่งเงามืดและความตาย เขาเป็นผู้ปกครองมารมากมายในป่าแห่งนี้ และเขาได้ตกลงเข้าร่วมกับมารพยัคขาว เพราะกลัวว่าการกำเนิดใหม่ของท่านจะทำให้สมดุลของพิภพถูกทำลาย"
เทพอัสนีย์ฟังอย่างพิจารณา แต่ยังคงมีความมั่นใจในตัวเอง
เทพอัสนีย์ "ราชันย์เงา... พลังแห่งความตายของเขาคงไม่เพียงพอที่จะสยบพี่ได้"
"แต่อันตรายที่แท้จริงคือด่านสุดท้ายก่อนถึงเมืองเมฆอัคคี พระชายาแห่งมารพยัคขาว นางเคยเป็นเทพมาก่อน แต่ถูกมารพยัคขาวจับตัวและใช้วิชาตายแล้วเกิด เปลี่ยนนางให้กลายเป็นมาร ชื่อของนางคือ "มารเบญจธาตุ" นางเป็นผู้มีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่ามารพยัคขาว และเป็นอาจารย์ของนางมารบูรพา" เทพปักษาวายุกล่าว
เทพอัสนีย์หันไปมองนางด้วยความจริงจังมากขึ้น ความสงสัยเกี่ยวกับพลังของมารเบญจธาตุทำให้เขาต้องพิจารณาใหม่
เทพอัสนีย์ "มารเบญจธาตุ... พลังของนางสูงกว่ามารพยัคขาวเสียอีกหรือ"
เทพปักษาวายุ "ใช่ ข้าเกรงว่าท่านอาจพ่ายแพ้ หากไปเพียงผู้เดียว ข้าขอร่วมเดินทางกับท่าน ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเสี่ยงชีวิตโดยลำพัง"
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นของเทพปักษาวายุ
เทพอัสนีย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น "เจ้ามีจิตใจกล้าหาญ พี่ขอบใจที่เจ้าห่วงใย พี่รู้ว่าเจ้าภักดีต่อหน้าที่ของเจ้าในการพิทักษ์พิภพอัสนี แต่พี่อยากให้เจ้าประจำการอยู่ที่ป่านี้เพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้ไว้ พี่จะต้องไปต่อเพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม พี่สัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย"
เทพปักษาวายุลังเล คิดตรึกตรองกับสิ่งที่เทพอัสนีย์กล่าว ก่อนจะยอมรับการตัดสินใจของเขาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
เทพปักษาวายุเสียงเศร้า แต่ยอมรับ "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะภาวนาให้ท่านปลอดภัย ท่านพี่... ขอให้ท่านโชคดี"
เทพอัสนีย์พยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่ด่านอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า เทพปักษาวายุมองตามด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ก็เชื่อมั่นในพลังของเขา
ท้องฟ้าเหนือป่าพยับเมฆา เทพอัสนีย์เหาะขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ "ป่าแห่งความตาย" เขาตระหนักถึงภารกิจสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า แต่ก็รู้ว่าความท้าทายนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะรับมือเพียงผู้เดียว เขาตัดสินใจส่งกระแสจิตออกไป
เทพอัสนีย์ส่งกระแสจิต "เทพเหมันต์... เทพีทั้งห้า พี่ขอเรียกพวกเจ้ามาร่วมรบกับพี่"
ไม่นานหลังจากส่งกระแสจิตออกไป ร่างของเทพเหมันต์และเทพีทั้ง 5 ปรากฏกายขึ้นข้างเทพอัสนีย์ ทุกคนต่างสวมเกราะและพร้อมสำหรับการต่อสู้ พวกเขามุ่งหน้าไปยัง "ป่าแห่งความตาย" พร้อมกับความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการทำลายศัตรู
เทพเหมันต์กล่าวกับเทพอัสนีย์ "น้องรับรู้ถึงการเรียกขานของพี่ เหตุใดจึงต้องมาที่นี่"
เทพอัสนีย์กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น "เราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งในป่าแห่งความตาย มีมารระดับสูงนามว่า "ราชันย์เงา" ควบคุมพลังแห่งความมืดและความตาย มันเข้าร่วมกับมารพยัคขาว เราจำเป็นต้องรวมพลังกันเพื่อล้มมัน"
"ราชันย์เงา... ข้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมัน มันเป็นมารที่ไม่เคยพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งใด" เทพีแห่งดินกล่าว
เทพอัสนีย์ มองไปข้างหน้า สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "พวกเราจะทำลายมัน และล้างความชั่วร้ายทั้งหมดออกจากดินแดนนี้ เราจะเดินหน้าสู่เมืองเมฆอัคคีและจัดการกับมารพยัคขาวให้สิ้นซาก"
ทุกคนพยักหน้าด้วยความเห็นพ้อง เหาะไปเคียงข้างเทพอัสนีย์ มุ่งหน้าสู่ป่าแห่งความตายที่อยู่เบื้องหน้า