บทที่ 26 ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่า
ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะควบคู่กับกลิ่นเหม็นในโถปัสสาวะปะปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ ทำให้เขารู้สึกบรรยายออกมาไม่ถูกจริง ๆ
แม้จะเห็นว่าหานชิงอวี่ได้กดชัตเตอร์โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือหลายต่อหลายครั้ง แต่เฉินฟาก็ทำได้เพียงหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างโมโหอยู่ข้าง ๆ โถปัสสาวะ เพราะไร้เรี่ยวแรงที่จะสนใจในตอนนี้
หลังจากถ่ายรูปเสร็จ หานชิงอวี่ก็กดปุ่มถ่ายอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขาใช้กล้องถ่ายไปบริเวณรอบ ๆ จากนั้นก็ถ่ายภาพสีหน้าของเฉินฟาขณะที่เขาพิงโถปัสสาวะในระยะใกล้อีกสองครั้ง
“เฉินฟา สภาพของนายในวันนี้ ฉันมีทั้งรูปถ่ายและคลิปวิดีโอเลยนะ”
“ถ้าวันหลังยังคิดจะมาทำตัวบ้า ๆ กับฉันอีกละก็ ให้นึกถึงคลิปของนายที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของฉันเอาไว้ด้วย เพราะถ้าฉันอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ไม่แน่ทุกคนอาจจะได้เห็นว่า หมอเฉินกับโถปัสสาวะในห้องน้ำสนิทสนมกันแค่ไหน”
พูดจบ หานชิงอวี่ก็เก็บโทรศัพท์และหันหลังจากไป
เหลือเพียงเฉินฟาที่ยังคงไม่มีเรี่ยวแรง กำลังมองดูเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยของเหลวไม่ทราบที่มาอย่างปวดใจ
พอยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เฉินฟายกกำปั้นขึ้นมาอีกครั้ง และต่อยโถปัสสาวะที่อยู่ตรงหน้าอย่างแรงไปครั้งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ความแค้นใจของเขาก็ยังไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย
กลับกัน เพราะโถปัสสาวะส่งผลตรงข้าม ทำให้เฉินฟาเ็ปจนต้องแยกเขี้ยวยิงฟัน
…
อีกด้านหนึ่ง หานชิงอวี่กลับมาตรงที่นั่งชั้นพิเศษอย่างสบายอารมณ์
ว่ากันตามตรง โชคดีที่เฉินฟามาได้ทันเวลาพอดี ถ้าไม่อย่างนั้น เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบใน่สองสามวันที่ผ่านมาออกไปอย่างไรดี
แม้แต่ความไม่เป็ธรรมที่ถูกไป๋ปิงเข้าใจผิดเมื่อสักครู่นี้ ก็ล้วนแต่ถูกขจัดออกไปหมดแล้วในตอนที่ตนกำลังถ่ายภาพเฉินฟา แต่แน่นอนว่าเขายังอยากหาโอกาสเพื่ออธิบายเื่เข้าใจผิดระหว่างตนกับไป๋ปิงต่อหน้า
ถึงอย่างไรต่อจากนี้พวกเขาก็ยังต้องทำงานในแผนกเดียวกัน คงเป็ไปไม่ได้หรอกที่จะไม่ติดต่อกันจนแก่ตายเลยใช่ไหม?
แต่ในขณะที่หานชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองไป๋ปิงนั้น ก็สบเข้ากับสายตาพิฆาตของอีกฝ่ายที่มองมา สายตาคู่นั้นราวกับว่า้าที่จะบดขยี้หานชิงอวี่ให้ตาย
และสายตาคู่นี้ ทำให้หานชิงอวี่ใจเต้นรัวไปหมด
อย่างไรก็ตาม เขายิ่งรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเข้าไปใหญ่
เมื่อสักครู่นี้เขาแค่ไปเข้าห้องน้ำมาเอง ยังไม่ได้ไปทำเื่เลวร้ายอะไรมาสักหน่อย คงไม่ถึงขั้นที่ต้องใช้สายตาแบบนี้มองเขาหรอกมั้ง?
แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็รู้ถึงเหตุผลที่ไป๋ปิงใช้สายตาแบบนี้มองมาที่ตนแล้ว
“ไอ๊หยา ฉันถูกใจเด็กคนนี้มากๆ เลย งั้นพวกเราก็มาตัดสินใจเื่แต่งงานกันเถอะ”
ปู่ของไป๋ปิงเป็คนแรกที่ตัดสินอย่างเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าหานชิงอวี่กลับมาที่นั่งชั้นพิเศษแล้ว ก็พูดขึ้นมาอย่างตรงประเด็น
“ได้ ๆ ฉันว่านะ ให้เด็กสองคนนี้เรียนรู้กันและกัน หลังจากนั้น พวกเราค่อยจัดงานหมั้นอย่างเป็ทางการ เท่านี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว!”
อีกทางด้านหนึ่ง แม่ของหานชิงอวี่เองก็ไม่ยืดเยื้อเื่การเตรียมการเพื่อประกาศแม้แต่น้อย ไป๋ปิงคนนี้เป็หญิงสาวที่สวย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกชอบ แทบอยากจะแต่งมาเป็ลูกสะใภ้บ้านตนพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำไป
ส่วนย่าของไป๋ปิงและพ่อของหานชิงอวี่ ก็แสดงออกว่าเห็นด้วย
คุณย่าของไป๋ปิงมองหานชิงอวี่ด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า
“เสี่ยวหาน เธอกับเสี่ยวไป๋ต่างก็เป็คนหนุ่มสาว ทำอะไรก็ควรเด็ดขาดหน่อย พวกเธอดูซิว่า งานหมั้นนี้ควรจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ดีล่ะ?”
ตอนนี้หานชิงอวี่เข้าใจถึงเหตุผลของสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ของไป๋ปิงแล้ว
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่อาจตายได้จากย่าของไป๋ปิง ตนก็ทำได้เพียงยิ้มแห้ง ๆ เพราะถ้าหากพูดเยอะเกินไป เกรงว่าไป๋ปิงต้องคิดว่าเขาคิดอะไรบางอย่างกับเธออีกแน่ ๆ
แต่ว่าจากสายตาคนรอบข้างทุกคนที่กำลังมองมาที่ตน ดูเหมือนว่า หากวันนี้เขาไม่พูดอะไรสักหน่อย เื่ก็คงต้องจบไปทั้งแบบนี้แน่ ๆ
ดังนั้นเขาจึงพูดช้า ๆ อย่างชาญฉลาดว่า
“ผู้อำนวยการไป๋กับผมต่างก็พึ่งมาทำงานที่โรงพยาบาลได้ไม่นาน ยังต้องทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมให้มากหน่อย การทำงานก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกคน ดังนั้นความเห็นของผมคือ ตอนนี้พวกเราคงต้องให้ความสำคัญกับเื่งานก่อน…”
เื่นี้ว่าแล้วก็ไม่ผิด อย่างก็ตามในสายตาของผู้าุโ เื่ที่สำคัญที่สุดสำหรับหนุ่มสาวนั้น นอกเหนือจากเื่แต่งงานก็คือเื่การงานอาชีพ
เอาเื่อาชีพมาบังหน้าพ่อแม่ไว้ก่อน เคล็ดลับนี้ควรจะต้องได้ผลนะ!
แต่ที่หานชิงอวี่คิดไม่ถึงก็คือ คำพูดนี้พูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกแม่ของตนเองขัดจังหวะเข้าซะก่อน
“เด็ก ๆ จะทำงานอะไรล่ะ ถ้าลูก้าทำงานจริง ก็ยังมีธุรกิจครอบครัวทำไมถึงไม่ไปทำ จะวิ่งไปเป็หมอที่โรงพยาบาลทำไม?”
นี่…
หานชิงอวี่คิดไม่ถึงว่า เหตุผลและข้อแก้ต่างที่ตนคิดมาอย่างรอบคอบ กลับถูกแม่แก้ไขได้ด้วยประโยคเดียว
ที่แท้ ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่า
ในทางกลับกัน ปู่ของไป๋ปิงก็เข้ามาแทรกแซงในเวลานี้เช่นกัน เขาตบไหล่ของหานชิงอวี่พร้อมด้วยคำพูดจริงจัง
“เสี่ยวหานอ่า ผู้ชายที่มีใจในการทำงานถือเป็เื่ดี ถ้าเธอชอบการทำงานในโรงพยาบาล ก็สามารถพูดกับฉันตรง ๆ ได้เลย โรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่บ้านเราเปิดไว้ก็ไม่เลวเลย ถ้าเธอตกลงยอมเป็หลานเขยของฉัน จะให้เธอลองมาฝึกเป็ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหา”
คำพูดนี้ พอได้ยินแล้วหานชิงอวี่ก็ยิ่งรู้สึกอับอาย
ครอบครัวไป๋ปิงก็ไม่ใช่โรงพยาบาลเล็ก ๆ อะไร แต่เป็โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองปักกิ่งต่างหากล่ะ
ทุกวันไม่เพียงแต่มีผู้ป่วยจากทุกที่มาที่นี่เพื่อเข้ารับการรักษา แม้แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรม โรงพยาบาลแห่งนี้ยังเป็แสงสว่างในใจของผู้คนนับไม่ถ้วน
ถ้าหากสามารถเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ได้ ก็ทำให้คนไม่น้อยรู้สึกเป็บุญคุณมากล้น จนต้องขอบคุณควันเขียวที่ผุดขึ้นมาจากสุสานของบรรพบุรุษแล้ว
แต่ในสายตาของาุโผู้นี้ กลับพูดว่าจะให้เขาเป็ผู้อำนวยการโรงพยาบาลง่าย ๆ ซะอย่างนั้น
ตอนนี้หานชิงอวี่เข้าใจแล้วว่า สำหรับผู้าุโส่วนมาก ตัวเลือกแรกสำหรับคนหนุ่มสาวคือการเลือกจะประกอบอาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม หากอาชีพนั้นไม่ค่อยมีความมั่นคง ส่วนใหญ่แล้วจะมีชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข
ทว่ายกเว้นพ่อกับแม่ของเขาและคุณปู่กับคุณย่าของไป๋ปิง
พวกท่านทั้งสี่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่มองเห็นการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจากบนยอดเขา
พวกเขาในตอนนี้ ไม่ได้คาดหวังให้ลูกหลานต้องก้าวข้ามตนเอง แค่หวังที่จะให้ลูก ๆ คลอดหลานตัวน้อยให้ ปล่อยให้ตัวเองมีชีวิตที่จะสามารถสนุกกับชีวิตได้อย่างมีความสุข
“เอาละ งั้นเื่นี้ก็ตกลงตามนี้ก่อนแล้วกัน กำหนดงานวันหมั้น พวกเราสองบ้านช่วยกันดู ที่สำคัญคือ เป็วันที่เร็วที่สุด”
…
วันถัดมา
โรงพยาบาลศูนย์
หานชิงอวี่นึกถึงเื่นี้ใน่พักเที่ยง ยังคงรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไป หลังจากพบกันเพียงแค่ครั้งเดียวก็เกือบจะกำหนดวันหมั้นกันแล้ว ถ้าพูดเื่นี้ออกไป ใครจะเชื่อ?
ท้ายที่สุด ั้แ่การมาถึงอย่างกะทันหันของไป๋ปิง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันเลย
หลี่หยางที่กำลังกินอาหารที่สั่งมาอยู่ด้านข้าง ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของหานชิงอวี่ เขาพูดขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้นน่ะพี่อวี่ วันนี้ั้แ่เช้าแล้ว รู้สึกได้ชัดเลยว่าพี่เหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่”
หานชิงอวี่ส่ายหัว ไม่ได้พูดเื่ของไป๋ปิงออกมา เพราะจากลักษณะนิสัยของหลี่หยาง ถ้าหากเขารู้เื่นี้ เกรงว่าคงจะรู้กันทั้งแผนกแน่ ๆ
เมื่อเื่นี้ถูกเปิดเผย ไม่แน่ว่าไป๋ปิงอาจจะลงมือผ่าตัดเขาเลยก็ได้
อย่างไรก็ตาม หลี่หยางก็ไม่ได้สนใจ แต่หยิบโทรศัพท์มือถือของเขาออกมาแล้วยื่นมาตรงหน้าหานชิงอวี่แทน
“เฮ้ ไม่ต้องคิดมากนะพี่อวี่ ผมเองก็ประสบปัญหาแล้วเหมือนกัน พี่ช่วยผมหน่อยสิ”