อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 156 รุ่นน้องเติ้ง

    บทที่ 156 รุ่นน้องเติ้ง

                

    ยิ่งพูดก็ยิ่งมันปาก นักเรียนชายเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งดูถูกอาจารย์เติ้งในฐานะทหารด้วยซ้ำ คำพูดของเขายิ่งทำให้หวังเป่าเป้ยโกรธจนหัวเราะออกมา อยากจะฆ่าเด็กคนนี้ทิ้งไปให้พ้นจากสายตาเสียเลย!

     

    “อาจารย์เติ้ง ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว...คุณอยากจะให้นักเรียนของคุณแสดงฝีมือหน่อยดีไหมครับ” อาจารย์คนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย

                

    จะให้นักเรียนปีที่ 1 แข่งขันกับนักเรียนชั้นปีที่ 4 ก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนยอมรับการตัดสินใจ ทางที่ดีที่สุดก็คือการให้นักเรียนเติ้งแสดงฝีมือของตัวเองออกมา ซึ่งอาจารย์เติ้งเองก็เห็นด้วย

                

    ตอนนี้หวังเป่าเป้ยโกรธมาก ถ้าให้เธอแสดงฝีมือ ไม่แน่ว่าคงทำให้นักเรียนปี 1 คนนั้นบาดเจ็บหนัก ดังนั้นเขาจึงต้องยอมรับการท้าทายนี้ ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องชื่อเสียงของตัวเอง แต่เพื่อให้นักเรียนของเขาสบายใจมากกว่า

     

    “ถ้าอย่างนั้น...เหตุผลที่ฉันเลือกนักเรียนเข้าเป็นศิษย์ ก็ตัดสินด้วยการแข่งขันที่เหมาะสมกับทักษะของนักเรียนเติ้งก็แล้วกัน” อาจารย์เติ้งถอนหายใจออกมา สุดท้ายเขาจึงทำได้แค่จัดลานการแข่งขันสำหรับนักเรียนเติ้งก็เท่านั้น

     

    “ทักษะของเธอเป็นทักษะเฉพาะตัวที่หาได้ยากจากนักเรียนทั้งหมด ดังนั้นฉันจึงต้องการสั่งสอนด้วยตัวเอง ให้เธอได้แสดงฝีมือก่อนก็แล้วกัน” เขาว่าอย่างนั้น ก่อนจะเผยให้เห็นสนามสำหรับนักเรียนเติ้ง

                

    เขาจัดหุ่นซ้อมอินทรีย์จำนวนมากอยู่ด้านหน้า ในขณะเดียวกันก็ทำสัญลักษณ์สีแดงไว้ที่หุ่นซ้อมอินทรีย์สองสามตัว ซึ่งพวกมันอยู่ด้านหลัง และมีหุ่นซ้อมอินทรีย์จำนวนมากล้อมรอบอยู่ 

     

    “เป้าหมายในการโจมตีก็คือตัวที่มีสัญลักษณ์สีแดง ทั้งหมดมี 3 ตัว เงื่อนไขก็คือห้ามโจมตีตัวอื่นๆนอกจาก 3 ตัวนี้ ใครโจมตีได้มากกว่าคนนั้นก็ชนะไป” 

                

    อาจารย์เติ้งส่งสัญญาณให้ทั้งสองคน นักเรียนชายขมวดคิ้วมุ่น ถ้าไม่โจมตีหุ่นซ้อมอินทรีย์ตัวอื่นๆ ถ้าอย่างนั้นกำลังแข่งวัดทักษะอะไรกันแน่

                

    การต่อสู้ก็คือการที่ต้องจัดการหุ่นซ้อมอินทรีย์จำนวนมากได้ไม่ใช่หรอ? ยิ่งใครฆ่าได้มากกว่ากันก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในสนามรบ อีกอย่าง...เงื่อนไขแบบนี้ ใครจะทำได้...

                

    ยังไม่ทันที่เขาจะทักท้วง นักเรียนหญิงเติ้งก็ปล่อยสายธนูของตัวเองอย่างมั่นใจแล้ว ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่ลูกศรจะพุ่งออกไปปักที่กลางหัวของหุ่นซ้อมอินทรีย์ที่มีสัญลักษณ์แบบพอดิบพอดี

     

    “โดนแล้ว!!”

     

    “เธอทำได้จริงๆ”

     

    “การโจมตีแบบนี้มันอะไร? หรือว่า...เธอมีทักษะในการลอบสังหาร!!”

     

    “พระเจ้า! เพราะแบบนี้ อาจารย์เติ้งก็เลยเลือกรับเธอเป็นศิษย์”

     

    “มีพรสวรรค์ในการลอบสังหารตั้งแต่เกิดงั้นหรอ? นี่ขนาดยังไม่ได้เรียนวิชาธนูใดๆเลยนะ”

     

    “อาจารย์เติ้งมีสายตาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครั้งก่อนเขาก็รับนักเรียนทุนเข้าเป็นนักเรียนส่วนตัว ผ่านไปไม่นานนักเรียนคนนั้นก็ได้ตำแหน่งเป็นจ่าสิบตรีแล้ว”

     

    “ใครยังจะกล้าสงสัยกับนักเรียนที่อาจารย์เติ้งเลือกอีก!!”

                

    ไม่ใช่แค่พวกนักเรียนเท่านั้นที่ตกใจ อาจารย์ที่มีความสามารถในการยิงธนูก็เช่นเดียวกัน พวกเขาตื่นตะลึงกับความสามารถนี้มาก

                

    นักเรียนเติ้งไม่ได้หยุดแค่นั้น เธอไม่ได้ยินเสียงใดๆของพวกนักเรียนอีกหลังจากทำสมาธิได้ เป้าที่สองและสามก็กลายเป็นเหยื่อของเธอ โดยที่นักเรียนชายไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ

               

     ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องระยะโจมตีเท่านั้น แต่เธอยังสามารถหาตำแหน่งและจังหวะที่หุ่นซ้อมอินทรีย์ตัวอื่นๆเคลื่อนไหว เว้นช่องว่างให้โจมตีได้อย่างดี ในขณะที่ถ้าเขาเลือกโจมตีออกไป คงจะไม่โดนเป้าหมาย แต่อาจจะเป็นหุ่นซ้อมอินทรีย์ตัวอื่นๆที่วนเวียนอยู่รอบๆเป้าหมายนั้น

     

    “แพ้...แพ้แล้ว” คนที่ท้าทายก็คือเขาเอง และคนที่ยอมแพ้ก็คือเขาเอง

                

    ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองมองผิดไป เด็กคนนั้นไม่ได้อ่อนแอไร้ประโยชน์ ในฐานะที่เป็นคนของตระกูลอี้ ย่อมเข้าใจดีว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ในการลอบสังหารหาได้ยากขนาดไหน

     

    “ตอนนี้เรื่องจบแล้ว ก็แยกย้ายกันไปได้” อาจารย์คนหนึ่งที่ตั้งตัวเองเป็นกรรมการประกาศเสียงดัง ผลลัพธ์ก็รู้แล้ว หวังว่าจะไม่มีคนไหนกล้าสงสัยอาจารย์อีก

                

    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจบ แต่หวังเป่าเป้ยจะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ? 

     

    “ขอโทษมาซะ!”

     

    “.............”

     

    “ขอโทษอาจารย์เติ้งมาซะ!!” เธอก้าวไปข้างหน้า ขวางไม่ให้นักเรียนชายเดินหนีไปไหน อีกฝ่ายยังคงทำใจไม่ได้ที่ตัวเองอ่อนแอกว่าเด็กสาวจากตระกูลอื่น พอถูกหวังเป่าเป้ยมากดดันแบบนี้ ก็ยิ่งเจ็บใจมากขึ้น

                

    เขามองไปยังอาจารย์เติ้งเขม็ง

     

    “อาจารย์เติ้ง ถึงแม้ว่าวันนี้ผมจะพ่ายแพ้การแข่งขัน แต่ในอนาคต...ผมจะต้องทำให้คุณเสียใจที่ไม่ได้รับผมเป็นศิษย์ส่วนตัว!” เขาพูดอย่างนั้นแล้วก็วิ่งหนีไป ไม่ยอมขอโทษอาจารย์เติ้งอย่างที่หวังเป่าเป้ยต้องการ ทำให้หญิงสาวกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ

                

    เรื่องราวที่วุ่นวายเหล่านี้จบลงด้วยการที่นักเรียนเติ้งมาเป็นรุ่นน้องของพวกเธอ อาจารย์เติ้งพานักเรียนใหม่ทั้งสองคนมาที่ห้องส่วนตัว เพื่อแนะนำให้รู้จักกับรุ่นพี่ทั้งสอง รวมถึงให้รู้วิธีการสั่งสอนของเขาด้วย

                

    อาจารย์ยังทำเหมือนเดิม ให้นักเรียนเลือกว่าจะฝึกฝนวิชาอะไรก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายการเลือกของทั้งสองคน และให้รุ่นพี่อย่างหวังเป่าเป้ยและอันซูหยวนแสดงผลลัพธ์ของการฝึก ทำให้นักเรียนใหม่ทั้งสองตื่นเต้นอย่างมาก

     

    “อาจารย์คะ หมายความว่าหนูสามารถมาหาอาจารย์ได้ตลอดใช่ไหมคะ” นักเรียนเติ้งถามขึ้นมาอย่างประหม่า

     

    “ใช่ ถ้าฉันไม่ติดงานของทางการ ฉันก็จะอยู่ที่ห้องนี้” แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ปฏิเสธ ทว่า...การมาหาเขา ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยู่ให้คำปรึกษาได้ตลอด ดังนั้นนักเรียนของเขาจะรู้ดีว่า ถ้าเจอเขาแล้ว จะต้องรวบรวมคำถามมาถามให้ได้มากที่สุด บางครั้งเขาก็ไม่ได้อยู่ในสถาบันเป็นเดือนๆก็มี

     

    “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอมาหาที่อาจารย์วันพรุ่งนี้อีกได้ไหมคะ”

     

    “..........ได้” อาจารย์เติ้งเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจว่านักเรียนคนนี้มีเรื่องอะไรจะถามเขาอีก ซึ่งหวังเป่าเป้ยเองก็เช่นเดียวกัน 

                

    นักเรียนหญิงเติ้งได้ยินก็ดีใจมาก เธอคลี่ยิ้มหวานก่อนจะออกไปจากห้องเพื่อเลือกวิชาเรียนของชั้นปีที่หนึ่ง ส่วนซูหยวนก็ได้เวลาสำหรับการเลือกวิชาเรียนของชั้นปีที่ 2 เช่นกัน ในขณะที่รุ่นพี่มีทักษะวิชาที่ต้องพัฒนาอยู่ ซึ่งอาจารย์เติ้งก็มอบคำแนะนำเป็นการส่วนตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว

                

    ซูหยวนเมื่อออกจากห้องวันนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องรุ่นน้องอีก สำหรับชั้นปีที่ 2 นี้ นอกจากจะต้องฝึกฝนธนูแล้ว วิชาเรียนหอกก็ต้องยกระดับการฝึกฝนเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์สอนวิชาธนูเคารพอาจารย์เติ้ง เขาคงจะบังคับให้เธอเข้าเรียนวิชาของเขาทุกครั้งไปแล้ว

                

    ดังนั้นในปีนี้ ซูหยวนจำเป็นต้องเข้าเรียนวิชาฝึกฝนหอก ซึ่งเป็นวิชาเลือกเพิ่มเติมของเธอ ในขณะเดียวกัน...นักเรียนชั้นปีที่ 2 ก็มีงานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มจากเดิมอีกหนึ่งอย่าง

     

    “เอาล่ะนักเรียนทุกคน ยินดีต้อนรับสู่วิชาเกษตร 1 ซึ่งเป็นวิชาของชั้นปีที่ 2 ตลอดทั้งปีนี้ นอกจากที่อาจารย์จะมอบความรู้ในการเพาะปลูกพื้นฐานให้แล้ว ยังจะให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสในการเพาะปลูกพวกมันได้จริงๆด้วย” อาจารย์เจ้าของวิชาเกษตรกล่าวต้อนรับนักเรียน แต่เขากลับไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไรนัก

     

    “อาจารย์คะ พวกเราจำเป็นต้องเรียนวิชานี้จริงๆหรอคะ”

     

    “ใช่แล้ว พวกเรามาเรียนเพื่อเป็นนักล่า ทำไมพวกเราจะต้องเรียนวิชานี้ด้วยล่ะครับ จบไปก็ไม่คิดจะเพาะปลูกอยู่แล้ว วิชาเรียนนี้น่าจะเป็นวิชาเลือกมากกว่าอีก ให้พวกที่สนใจเฉพาะทางเข้าเรียน...”

     

    “อาจารย์ แบบนั้นน่าจะถูกต้องกว่านะครับ เวลานี้พวกเราควรจะฝึกฝนการต่อสู้มากกว่า อาจารย์สอนพื้นฐานพวกพืชกลายพันธุ์ยังจะน่าสนใจกว่าเลย”

     

    “นั่นน่ะสิ ในเมื่อพวกเราทุกคนคิดแบบนี้แล้ว อาจารย์ก็น่าจะปรับเปลี่ยนบ้างนะครับ รุ่นพี่ปีก่อนๆก็บ่นเหมือนกันไม่ใช่หรอ” นักเรียนจำนวนมากเริ่มบ่นออกมา พวกเขาก็เหมือนกับที่อาจารย์เคยพูดเอาไว้ ทุกคนไม่มีใครสนใจวิชาเรียนนี้เลย

                

    ช่างน่าเสียดาย....

     

    “นี่เป็นวิชาบังคับ นักเรียนทุกสถาบันต่างก็เรียนกันทั้งนั้น ต่อให้ไม่ได้อยู่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็ต้องเรียนอยู่ดี ถ้านักเรียนมีปัญหาก็ยื่นเรื่องไปที่กองทัพก็แล้วกัน” อาจารย์อธิบาย ท่าทางเหมือนว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากจะสอนวิชานี้ให้นักเรียนที่ไม่สนใจเหมือนกัน

                

    สายตาของเขาเหลือบมองอันซูหยวนที่ยังเงียบฟังอยู่ตลอด

     

    “ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่วิชาเรียนนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ สาเหตุที่กองทัพบังคับให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ก็เพื่อที่วันหนึ่ง พวกเราอาจจะสามารถยุติวันสิ้นโลกได้ ถ้าสามารถยึดพื้นที่คืนจากพวกกลายพันธุ์ จัดการกับสารพิษทั้งหมดได้ ถึงวันนั้นวิชา...”

     

    “โถ่ อาจารย์ พูดแบบนี้ก็เหมือนกับวิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์เลยไม่ใช่หรอครับ ก็แค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น อาจารย์สอนวิชานี้มากี่ปีแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีโอกาสที่จัดการเรื่องแบบนั้นได้เลยนี่ครับ”

     

    “ใช่ๆ แทนที่จะให้พวกเราเรียนวิชาที่จะทำประโยชน์ได้ในตอนนี้ ต้องเสียเวลามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องเพาะปลูกอะไรก็ไม่รู้อีก”

     

    “นั่นน่ะสิ ถ้าในอนาคตสามารถจัดการกับพิษได้จริงๆ พวกเราค่อยมาเรียนก็ยังไม่สาย” นักเรียนทุกคนบ่นอุบ อาจารย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดีที่เขาเคยชินกับคำพูดแบบนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาจจะโมโหเอาก็ได้

     

    “อาจารย์ก็บอกแล้วว่าต้องไปพูดเรื่องนี้กับผู้ที่ออกแบบเรียนมาให้ มาบ่นกับอาจารย์ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ แต่ต่อให้บ่นยังไง...ทุกคนก็ต้องเรียนอยู่ดี วิชานี้เป็นวิชาภาคบังคับ ถ้าไม่เรียนรู้ หรือทำไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ผ่าน ต้องเรียนซ้ำชั้นอยู่ดี”

                

    อาจารย์ยักไหล่ คร้านที่จะชักชวนให้ทุกคนสนใจวิชาของเขาอีก ทั้งๆที่วิชาเรียนนี้...ถ้าไปอยู่ในสถาบันการเพาะปลูก นักเรียนมากมายมีแต่จะอยากมาเป็นศิษย์ส่วนตัวของเขาทั้งนั้น

                

    น่าเสียดายที่เขาต้องมาอยู่ในสถาบันที่ทุกคนไม่เห็นค่า กลายเป็นว่าตัวเขาถูกเมินเฉยแทน...

     

    “เอาล่ะ อาจารย์จะบอกเนื้อหาเรียนวิชานี้ก็แล้วกัน โดยการสอนจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกก็คือความรู้พื้นฐาน ถ้าพวกเธออยากจะเอาเวลาไปฝึกฝน ถ้าอย่างนั้นก็ทำความเข้าใจเนื้อหากันเอาเอง แต่ส่วนที่สอง...ต่อให้ไม่มีเวลาก็ต้องมี”

     

    “มันเป็นวิชาปฏิบัติ นักเรียนทุกคนจะได้รับพื้นที่สำหรับการฝึกฝนเพาะปลูกพืชผัก อาจารย์จะมีเมล็ดพันธุ์ให้เลือก นักเรียนจะต้องเลือกเอาเองตามความชอบ ซึ่งแต่ละชนิดของผักนั้นต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ความยากง่ายอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ผัก 1 ชนิด สามารถให้เพาะปลูกได้แค่ 1 แปลงเพาะปลูกเท่านั้น หรือก็คือ...ทุกคนจะต้องรีบตัดสินใจหน่อย ถ้ามีคนเลือกไปแล้วก็ไม่อนุญาตให้เลือกซ้ำแล้ว จะต้องเลือกอันอื่นที่ยังเหลืออยู่”

     

    “แล้วก็เงื่อนไขที่จะผ่าน นักเรียนจะต้องเพาะปลูกผักที่เลือกไปให้เติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ อย่างน้อย 1 ต้น ไม่อย่างนั้นก็จะต้องเรียนชั้นปีที่ 2 นี้อีกครั้ง”

                

    อาจารย์อธิบายเงื่อนไขการจบจากชั้นปีที่ 2 จบ นักเรียนทุกคนก็เบิกตากว้างอย่างไม่ชอบใจทันที ...

                

    จะให้วิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้มาเป็นเงื่อนไขในการผ่านชั้นปีเนี่ย...ไม่รู้ว่าทางกองทัพกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่! ปัญหาที่นอกจากนั้นก็คือ...การเพาะปลูกเป็นเรื่องยากมากหรือ? ต้องการให้ผักรอดตายอย่างน้อย 1 ต้น ไม่คิดว่ามันจะง่ายเกินไปหรือเปล่า...

                

    แน่นอนว่าในความคิดของพวกเขา การเป็นนักล่าต่างหากที่เรียกว่ายากเย็นอย่างแท้จริง กับเรื่องการเพาะปลูกพวกนี้ ยังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากอีกหรือ? อีกอย่าง...ความต้องการที่จะผ่านเงื่อนไขก็มีแค่ต้องปลูกผักขึ้น 1 ต้นเท่านั้น แค่โยนๆเมล็ดพันธุ์ออกไปก็จบแล้ว ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย

                

    เห็นท่าทางของทุกคน อาจารย์ก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นอีกคำ

     

    “ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวไปนี้ ปีที่แล้วมีนักเรียนทั้งหมด 7 คนที่ไม่ผ่านชั้นปีที่ 2 และต้องทำภารกิจของชั้นปีที่ 2 ใหม่ทั้งหมด ดังนั้น...อย่าเป็น 1 ใน 7 คนที่ต้องมาเรียนซ้ำชั้นกับอาจารย์ก็แล้วกัน”

                

    เรื่องที่ควรจะบอกก็บอกไปหมดแล้ว เรื่องที่ควรจะเตือนก็เตือนไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเองว่าจะสามารถผ่านมันไปได้หรือไม่...

     

    …………………………………