วันต่อมาท้องฟ้าแจ่มใสกว่าทุกวัน แสงแดดยามเช้าตรู่ให้ความรู้สึกอุ่นกาย สายลมพัดโชยกลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่ง
เหนือผืนป่ากว้างมีฝูงสัตว์ปีกนับร้อยตัวกำลังบินผ่านป่า ที่ใจกลางกลุ่มมีอินทรีตัวยักษ์สีดำที่กำลังแบกสิ่งมีชีวิตจำนวน 3 ชีวิตอยู่
วาส ไป๋ฟางและโตโต้กำลังนั่งรับลมอยู่บนหลังซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ และมีซากทัพอินทรีปีกดำอีกกว่าร้อยตัวคอยปกป้องอยู่รอบนอก
ส่วนซากทัพที่บินไม่ได้วาสก็ได้ทิ้งไว้ที่ภูเขาหินด้วยความเสียดาย เพราะไม่อาจนำมาด้วยได้ ขืนดันทุรัง นำมาการเดินทางก็คงจะล่าช้าไปกว่าเดิม
การมองทิวทัศน์จากมุมสูงเช่นนี้สร้างความสำราญให้กับพวกเขามากพอสมควร แต่มองไปนานๆทั้งสามก็เริ่มรู้สึกเบื่อ
จนในที่สุดโตโต้ก็ขอกลับเข้าไปในช่องว่างมิติเพื่อทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยมีไป๋ฟางขอตามไปเป็นลูกมือด้วย
ยิ่งอยู่คนเดียววาสก็ยิ่งเบื่อกว่าเดิม ชายหนุ่มมองไปผืนป่าด้านล่างด้วยสายตาเฉยชา ก่อนจะผุดความคิดดีๆขึ้น
“ล่ามอนเตอร์แก้เบื่อดีกว่า”วาสหยิบคันธนูเหล็กออกมาจากถุงมิติพร้อมกับกระบอกลูกธนู
วาสสั่งให้ฝูงซากทัพอินทรีปีกดำลดเพดานบินให้ต่ำลง สายตาชายหนุ่มหรี่มองหามอนเตอร์ แต่ต้นไม้ที่สูงและเต็มไปด้วยใบไม้หนาทึบทำให้เขามองไม่เห็นมอนเตอร์เลยสักกะตัว
วาสพ่นลมหายใจ แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเขาเพราะเลยผืนป่าไปไม่ไกลก็มีทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยมอนเตอร์นานาชนิดออกหากินอยู่
“เยี่ยม!”ชายหนุ่มเร่งให้ฝูงซากทัพอินทรีปีกดำรีบมุ่งหน้าไปที่ทุ่งหญ้าแห่งนั้น เมื่อมาถึงเขาก็ไม่รอช้าพาดลูกธนูขึ้นสายและปล่อยออกไป
ผึง! ผึง! ผึง! ผึง! …
ลูกธนูปักเข้าที่ร่างมอนเตอร์หลายตัวดับลมหายใจพวกมัน ชายหนุ่มใช้สกิลซากทัพปลุกชีพขึ้นพวกมันขึ้นมาและออกล่า
ยิ่งล่านานชายหนุ่มยิ่งติดลม จากที่เคยใช้คันธนูธรรมดาก็เปลี่ยนไปใช้หน้าไม้กล จากซากทัพแค่ไม่กี่สิบตัวก็กลายเป็นหลักร้อย
จากเดิมแค่ตั้งใจจะล่าแก้เบื่อระหว่างเดินทางก็กลายเป็นล่าอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่เห็นมอนเตอร์ด้านล่างก็รู้สึกคันที่หัวใจอดล่าพวกมันไม่ได้
วาสออกล่าตั้งแต่เช้ายันเย็นลืมจุดประสงค์เดิมไปอย่างสิ้นเชิง!
ชายหนุ่มผมดำยืนเหยียดกายยืดอกมองซากทัพจำนวนนับพันด้านล่างด้วยสายตาพึงพอใจ วันนี้เขาล่ามอนเตอร์ซะเหี้ยนไปหมด แต่เมื่อมองไปเห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินเขาก็สะดุ้งเฮือก
“ตายละหว่า! ลืมให้พวกนั้นออกมาทานอาหาร”
วังวนสีฟ้าผุดขึ้นที่หน้าชายหนุ่มก่อนจะมีหญิงสาวผมดำผิวขาวละมุนเดินกระแทกเท้าหน้าบูดออกมา และตามมาด้วยต้นไม้ตัวน้อยที่ยิ้มเจื่อนตามมาข้างหลัง
“นายลืมพวกฉันใช่ไหม!!”วาสยิ้มแห้งไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหา หญิงสาวสะบัดหน้าหนี วันนี้ทั้งวันเธอติดอยู่แต่ในช่องว่างมิติ หากวาสไม่ใช้สกิลเธอและโตโต้ก็ไม่สามารถออกมาได้เอง
วาสรีบสั่งฝูงซากทัพอินทรีปีกดำร่อนลงสู่พื้นและเข้าไปง้อไป๋ฟาง
หญิงสาวมีหรือจะหายโกรธง่ายๆ ยิ่งเมื่อเห็นซากทัพจำนวนนับพันที่ยืนหน้าสลอนอยู่ก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก
โครก...!
แต่แล้วท้องของหญิงสาวก็ทรยศ ไป๋ฟางอายหน้าแดง วันนี้เธอไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า
ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปอีก รีบกุลีกุจอก่อไฟเตรียมอาหารให้หญิงสาวได้ทาน
ไป๋ฟางที่เห็นคนรักของเธอขยันดูแลเอาใจใส่ก็คลายอารมณ์โกรธลง แต่ก็ยังแสร้งทำหน้าบึ้งต่อไป
อาหารวันนี้เป็นเนื้อผัด ชายหนุ่มนำเนื้อมอนเตอร์และผักหลายชนิดผัดรวมกันใส่ชามไม้และรีบยกไปส่งให้หญิงสาว
ไป๋ฟางยื่นมือไปรับชามไม้มาแต่วาสกลับไม่ปล่อย ชายหนุ่มตักเนื้อขนาดพอดีคำไปจ่อที่ริมฝีปากบางของหญิงสาวและมองด้วยสายตาออดอ้อน
หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมากับใบหน้าของชายหนุ่ม เขาไม่รู้หรือไงว่าหน้าตาเขาดิบเถื่อนแค่ไหน ทำไมถึงกล้ามาทำสายตาแบบนั้นใส่เธอกัน
วาสที่เห็นไป๋ฟางหัวเราะก็ยิ้มกว้างคะยั้นคะยอให้หญิงสาวอ้าปากและป้อนอาหารใส่ปากให้เธอเรื่อยๆ
และไม่ไกลจากทั้งคู่ก็คือสหายต้นไม้ตัวน้อยที่ยืนนิ่งจนเหมือนต้นไม้จริงๆ เบ้าตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตามองคู่รักที่กำลังพลอดรักกันจนหวานหยด ท้องร้องโครกครากอย่างน่าเวทนา บนมือมีเพียงชามไม้ที่ว่างเปล่ารออาหารมาเติมเต็ม...
“นี้นายจะบอกว่าเราแทบจะไม่ได้เดินทางไปไหนเลยเพราะนายมัวแต่ล่ามอนเตอร์อยู่แถวนี้สินะ”ไป๋ฟางกล่าวเสียงเข้ม ทำเอาชายหนุ่มต้องนั่งจ๋อยตัวลีบ ส่วนโตโต้ก็กำลังสวาปามอาหารอย่างดุเดือด เขาพึ่งได้รับอาหารก็ตอนที่วาสป้อนไป๋ฟางจนเสร็จแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ทำอาหารส่วนของเขา!
“ฉันว่าเราเดินทางกันต่อเลยก็ได้นะ”วาสเอ่ยขึ้น เพราะอย่างไรพวกเขาก็เดินทางกันบนท้องฟ้าอย่แล้ว คงไม่ต้องห่วงเรื่องมอนเตอร์ตอนกลางคืนเท่าไหร่
“แล้วซากทัพพวกนี้ละ”
วาสมองซากทัพนับพันรอบๆพลางครุ่นคิด หากจะให้ทิ้งไว้ที่นี่ก็เสียดาย ไม่รู้ว่าเขาจะมีเวลามานำพวกมันกลับไปด้วยเมื่อไหร่
“ฉันจะเอาไปด้วย มีเป็นพันขนาดนี้ คงไม่มีมอนเตอร์พวกไหนกล้ามาต่อกรกับเราหรอก”ชายหนุ่มไม่สามารถทนกิเลสตัวเองไหว ตัดใจยอมทิ้งซากทัพพวกนี้ไม่ได้
การเดินทางดำเนินต่อไป แต่ครั้งนี้มีชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่บนหลังของซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ ไม่อยากให้ไป๋ฟางและโตโต้มาฝืนเดินทางตอนกลางคืนด้วย จึงส่งทั้งคู่ไปเมืองฟอนเต้ก่อน
คืนนี้ผืนป่าด้านล่างไม่เงียบสงบดังเคย เสียงฝีเท้าของซากทัพจำนวนมากกรีฑาทัพดังกึกก้อง ปลุกมอนเตอร์น้อยใหญ่ให้ตื่นขึ้นจากฝัน
หลายตัวอยากจะออกมาฆ่าตัวการที่ปลุกพวกมันให้ตื่นจากห้วงนิทราแต่เมื่อเห็นจำนวนของซากทัพพวกมันก็ต้องหนีหางจุกตูดไป
ชายหนุ่มนอนเอนกายปล่อยให้สายลมไหลผ่านร่าง สายตาเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว หากเป็นโลกก่อนอย่าหวังว่าจะเห็นดวงดาวมากขนาดนี้ได้ในเมืองใหญ่
แกว๊ก!
เสียงร้องทำให้วาสตื่นจากภวังค์ เขาดันกายขึ้นนั่งสายตาเพ่งมองไปในความมืด
‘อินทรีปีกดำ’ที่ด้านหลังของวาสมีอินทรีปรกดำกำลังไล่กรวดมาเป็นพรวน
ระหว่างช่วงเช้าตลอดการเดินทางวาสพบเห็นพวกอินทรีปีกดำอยู่บ้างประปราย พวกมันที่เห็นพวกวาสกำลังนั่งอยู่บนหลังซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ก็จ้องมองด้วยแววตาขุ่นเคืองแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาโจมตีเขาเพราะความต่างชั้นของจำนวน
แต่ดูเหมือนเวลาที่ผ่านมาพวกมันจะรวบรวมกำลังได้มากพอสมควร ด้านหลังของวาสมีฝูงอินทรีปีกดำที่มีมากกว่าซากทัพอินทรีปีกดำเกือบ 2 เท่ากำลังมุ่งหน้ามาหาเขา และที่ฝูงของมันก็มีอินทรีปีกดำกลายพันธุ์อีก 2 ตัวคอยนำอยู่
ชายหนุ่มยิ้มเหยียดสั่งให้ฝูงซากทัพของเขาหยุดเคลื่อนที่ วาสลุกขึ้นยืนหยิบหน้าไม้กลขึ้นเล็ง!
ฟุ่บๆๆๆ
ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งออกจากหน้าไม้กล แต่ทว่าอินทรีปีกดำเหล่านั้นกลับสามารถหลบลูกธนูเหล่านั้นอย่างไม่ยากเย็น หากเห็นศึกกลางเวหาพวกมันก็มั่นใจว่าจะไม่แพ้ใคร!
“ก็คิดไว้แล้วว่าจะเป็นอย่างนี้”วาสกล่าวเบาๆ
สกิลมิติเชื่อมต่อ!
วังวนสีฟ้าปรากฏขึ้นเหนือหัววาส ชายหนุ่มยิงหน้าไม้กลเข้าใส่ในวังวนถี่ยิบ
ฟุ่บๆๆๆๆๆๆ!
ลูกธนูหายเข้าไปในวังวนสีฟ้าเหนือหัววาส ที่ท้องฟ้าเหนือฝูงอินทรีปีกดำปรากฏวังวนสีฟ้าขึ้นและมีห่าลูกธนูตกลงมาราวกับสายฝน!
แกว๊กๆๆๆ!
อินทรีปีกดำหลายตัวกรีดร้อง หลายตัวถูกพิษแทรกซึมร่วงลงจากท้องฟ้า โดยมีซากทัพนับพันตัวรอรับอยู่ด้านล่าง!
แกว๊กๆๆๆ!
อินทรีปีกดำกลายเป็นแตกตื่น พวกมันตัดสินใจหันหลังตั้งใจจะถอยไปตั้งหลักก่อน
“คิดว่าจะหนีไปได้ง่ายๆงั้นหรอ”สกิลมิติเชื่อมต่อ!สกิลมิติเชื่อมต่อ!สกิลมิติเชื่อมต่อ!สกิลมิติเชื่อมต่อ!...วูบๆๆๆๆ
วังวนสีฟ้านับสิบโผล่ขึ้นมาล้อมรอบฝูงอินทรีปีกดำไว้ แต่ละวงต่างพ่นห่าลูกธนูออกมาไม่ขาดสาย วาสที่ยืนอยู่บนหลังของซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ก็กำลังยิงหน้าไม้กลใส่วังวนสีฟ้าตรงหน้าอย่างเมามัน มือข้างหนึ่งถือหน้าไม้กลไว้อีกมือหนึ่งคอยสับเปลี่ยนแมกกาซีนไม่หยุด
อินทรีปีกดำร่วงหล่นลงไปด้านล่างไม่หยุด แม้จะปีกแกร่งคอยปกป้องร่างกาย แต่วังวนสีฟ้าที่พ่นลูกธนูอาบยาพิษก็ผุดวาบขึ้นรอบทิศ ไม่มีทางที่พวกมันจะป้องกันได้หมด
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปบนพื้นก็เต็มไปด้วยศพของอินทรีปีกดำที่พรุนเป็นเม่น แม้แต่อินทรีปีกดำกลายพันธุ์อีกสองตัวก็ไม่เป็นข้อยกเว้น
ชายหนุ่มเสียเวลาอีกครู่หนึ่งในการสร้างซากทัพขึ้นมาและออกเดินทางต่อ
หลังจากฝูงอินทรีปีกดำก็ไม่มีมอนเตอร์ตัวไหนโผล่มากวนใจวาสอีก ชายหนุ่มใช้เวลทั้งคืนในการเดินทาง การอดหลับอดนอนแค่คืนเดียวไม่เป็นปัญหาสำหรับชายฉกรรจ์เช่นวาส
จากกการเดินทางอันแสนยาวนาน สายตาของวาสก็เหลือบไปเห็นภูเขาสองลูกที่ตั้งขนาบข้างกัน ช่องว่างระหว่างกลางของภูเขาสองลูกนั้นเต็มไปด้วยม่านหมอก
ดวงตะวันยามรุ่งสางที่กำลังโผล่ขึ้นฟ้า ส่องแสงผ่านช่องแคบระหว่างภูเขา ทำให้เห็นทะเลหมอกที่ลอยออกมาอย่างสวยงาม
แต่แม้แสงตะวันจะร้อนแรงเพียงใดก็ไม่อาจจะทะลุผ่านทะเลหมอกที่ลอยสูงนั้นไปได้
วาสสั่งให้ซากทัพอินทรีปีกดำลงจอดที่ด้านหน้าช่องแคบนั้น ชายหนุ่มมองสำรวจรอบๆ แถวนี้ช่างดูปลอดภัยไร้อันตราย เขามองไม่เห็นมอนเตอร์แม้แต่ตัวเดียวมาป้วนเปี้ยนแถวนี้
‘เงียบ...เงียบจนน่ากลัว!’วาสคิดเบาๆ ป่าเขาแบบนี้กลับไม่ปรากฏมอนเตอร์ให้เห็นสักตัว หากไม่ใช่เพราะไม่มีอาหารให้พวกมันหากิน ก็คงเป็นเพราะแถบนี้อันตรายเกินกว่าที่พวกมันอยากจะเข้าใกล้!
ชายหนุ่มมองเข้าไปในช่องแคบระหว่างภูเขาด้วยความสนใจ หมอกนาทึบทำให้ทัศนวิสัยกลายเป็นศูนย์
“ช่องแคบนี้สิ ที่อยู่ของเผ่าวีด...”