มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 135 : ระเบิดเพลิงผลาญ

    ตอนที่ 135

     

    ใบหน้าของหลินห้าวเฉินพลันบิดเบี้ยวถึงขีดสุด ไม่เพียงแต่ลูกชายถูกสังหาร เขายังเป็นคนมอบรางวัลให้คนร้ายด้วยตัวเอง 

     

    “หลินห้าวเฉิน!! หยุดบ้าได้แล้ว เจ้ารู้ตัวไหมว่าได้ทำอะไรลงไป" เยี่ยเฟิงหลงตวาดลั่น หลังจากที่เห็นสายฟ้าผ่าลงมา เขาก็รีบรุดหน้ามาทันที

     

    ลั่วเทียนฉีและอวิ๋นตงเซิงตามมาสมทบ แม้จะไม่รู้ถึงสาเหตุที่หลินห้าวเฉินอาละวาด แต่พวกเขสก็จำเป็นต้องจับตัวเพื่อนำไปสอบสวนอยู่ดี หากจะพูดเรื่องความแข็งแกร่ง หลินห้าวเฉินนั้นคือที่สุด แต่ด้วยความรวมมือของผู้นำตระกูลทั้งสามคน เขาจึงถูกสยบได้ในที่สุด

     

    พื้นที่เขตตะวันออก ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ในขณะที่กองกำลังของทั้งสามตระกูล ต่างแยกย้ายกันไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ชาวเมืองทุกคนล้วนประนามการกระทำของหลินห้าวเฉิน ซึ่งการที่ผู้ปกครองทำร้ายประชาชนโดยไร้เหตุผลเช่นนี้ จักรวรรดิต้องไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน

     

    *****************************


     

    ค่ำคืนอันเงียบสงัด มู่ซือเหยียน ยังคงทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการกลั่นยา ซึ่งช่วยให้คนในนิกายมีพลังบ่มเพาะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

     

    โดยทั่วไปแล้ว ทักษะทางการแพทย์ สามารถแบ่งออกได้เป็นเจ็ดระดับ ได้แก่ ปรมาจารย์ อัคราจารย์  เซียน พิภพ ชั้นฟ้า สวรรค์ และเทวะ ซึ่งตอนนี้มู่ซือเหยียนยังเป็นแค่นักปรุงยานะดับอัราจารย์ขั้นกลางเพียงเท่านั้น แต่หากเทียบกับอายุของเธอแล้ว คงยิ่งกว่าอัฉริยะเสียด้วยซ้ำ

     

    ในระหว่างที่มู่ซือเหยียนกำลังง่วนอยูกับการสะกัดสิ่งเจือปน ทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นแสงสีขาวสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกสงสัยจนต้องออกไปดูด้วยตนเอง ก่อนที่เธอจะพบร่างของชิงเทียนที่นอนหมดสติ 

     

    “ชิงเทียน!!" มู่ซือเหยียน รีบเข้าไปดูอาการของชายหนุ่ม จากนั้นมือของเธอก็สัมผัสกับเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากหน้าอก ทำให้เธอตัดตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือทันที

     

    ในไม่กี่อึดใจต่อมา ทั้งค่ายก็ตกอยู่ในความโกลาหล หลังจากที่รู้ว่าผู้นำนิกายบาดเจ็บสาหัส ซึ่งคนที่แตกตื่นมากที่สุดคงหนีไม่พ้นจิ่วเหม่ย อีกทั้งเธอยังเป็นคนอาสาแบกเขาไปยังตำหนักโอสถด้วยตนเอง 

     

    บรรดาสมาชิกระดับสูงของนิกาย ต่างมายืนรอฟังอาการชิงเทียน ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย 

     

    “ทุกคนไม่ต้องห่วง ชิงเทียนยังปลอดภัยดี" เย่เสวี่ยหลันพยามทำให้พวกเขาใจเย็นลง เธอรู้ศักยภาพของชิงเทียนดียิ่งกว่าใคร เพราะฉะนั้น บาดแผลเพียงเท่านี้ จึงไม่สามารถพรากชีวิตเขาไปได้ และเมื่อมาถึงมือเธอ บาดแผลของชายหนุ่มก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว 

     

    หลายวันผ่านไป ในที่สุดชิงเทียนก็กลับมาได้สติอีกครั้ง และเมื่อเขาลืมตาตื่น ก็พบกับหญิงสาวนับสิบคน ปูเบาะนอนบนพื้น ไปจนนั่งหลับบนเก้าอี้ หรือแม้กระทั่งเตียงบนเตียงก็ยังมีเย่เสวี่ยหลันและจิ่วหยวนปิง นอนกอดเขาอย่างใกล้ชิด

     

    ‘สถานการณ์แบบนี้มันคืออะไรกัน' ชิงเทียนรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นผู้ชายที่มักมากในกาม หากมีคนมาเห็นในสภาพนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องแก้ตัวยังไงดี

     

    “ตื่นแล้วเหรอ" เย่เสวี่ยหลัน มองชิงเทีบนด้วยดวงตาตู่งาม เธอเป็นคนอนุญาตให้ทุกคน เข้ามาผลัดเปลี่ยนดูแลชายหนุ่ม ซึ่งก็ดูวุ่นวายมากเลยทีเดียว

     

    “ข้าหมดสติไปนานแค่ไหน"

     

    “สามวัน…" เย่เสวี่ยหลัน ไม่เคยเห็นชิงเทียนบาดเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน หมายความว่าศัตรูจะต้องแข็งแกร่งแน่นอน

     

    “ช่วยเรียกประชุมเจ้าตำหนักหน่อยสิ ข้ามีเรื่องจะหารือกับพวกเขาสักหน่อย" ชิงเทียนได้ดินทมิฬมาแล้ว จึงได้เวลาที่จะเริ่มทำตามแผนขั้นต่อไป

     

    **********************************

     

    หลังจากที่หั่วหวังฉวน รู้ว่าหลี่เหม่ยอิงหายตัวไป เขาก็โกรธจนควันแทบออกหู และคิดจะล้มเลิกข้อตกลงที่ทำไว้ แต่เพราะมีเฒ่าพิษนรกคอยไกล่เกลี่ย เขาจึงยอมใจเย็นและฟังคำอธิบาย 

     

    “ข้าให้เวลาเจ้าอีกสามวัน หากถึงพิธีวิวาห์แล้วข้ายังไม่เห็นนาง ตระกูลของเจ้าเตรียมรับผลที่ตามมาได้เลย"

     

    “ข...ขอรับ" หลี่กว่างตงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่าย ก่อนหน้านี้เขาทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตามหาตัวบุตรสาวได้เลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คงมีแต่ต้องใช้ไม้แข็งเท่านั้น 

     

    หลี่กว่างตงตัดสินใจแพร่กระจายข่าว เรื่องที่บุตรสาวหายตัวไป โดยตั้งรางวัลสำหรับคนที่พบเห็น รวมถึงส่งข้อความออกไปว่า หากหลี่เหม่ยอิงยังไม่ยอมกลับมา เขาจะสังหารสาวรับใช้ที่สนิทกับเธอ

     

    สายสืบของตำหนักเงา ที่แทรกซึมอยู่ภายในเมือง รีบไปรายงานโกมินทร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที เขาก็คิดว่าหลี่กว่างตงเป็นคนชั่วช้า เพราะคงไม่มีพ่อคนไหน กล้าตั้งค่าหัวลูกสาวตนเองได้ลงคอ ซึ่งหลังจากที่หลี่เหม่ยอิงรู้ข่าว น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลซึมออกมา

     

    “โกมินทร์ เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้" ซูเหวินหวู่ไม่กล้าตัดสินใจบุ่มบ่าม อย่างน้อยเขสก็อยากขอคำแนพนำจากโกมินทร์

     

    “ข้าว่าเราควรไปปรึกษากับท่าอาจารย์"

     

    “ชิงเทียนกลับมาแล้วรึ"

     

    โกมินทร์พยักหน้า “ท่านอาจารย์พึ่งเรียกข้าไปร่วมประชุม พวกเจ้าจะไปด้วยรึเปล่า"

     

    “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปบอกลาพี่ฮั่นก่อน"

     

    หลังจากที่ฮั่นจุนเหลียนทราบว่าชิงเทียนกลับมาแล้ว เขาก็อยากจะติดตามไปด้วย แต่ก็ต้องถูกฮั่นจื่อถงขัดขวางเอาไว้ซะก่อน เนื่องจากเขาต้องฝึกเคล็ดวิชากระบี่มังกรวารี จนกว่าจะใช้ทุกกระบวนท่าได้อย่างสมบูรณ์ 

     

    โกมินทร์ นำทางซูเหวินหวู่และหลี่เหม่ยอิงออกจากเมือง ซึ่งใบหน้าของเธอในตอนนี้ ยากที่จะมีใครสามารถจดจำได้ 

     

    “เรากำลังไปที่ไหนกัน" หลี่เหม่ยอิงถามออกมา ด้วยสีหนเาหวาดกลัว เนื่องจากทิศทางที่โกมินทร์มุ่งหน้าไป คือป่าที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป

     

    “ไม่ต้องห่วง ข้ารับรองว่าจะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเจ้าได้" ซู่เหวินหวู่กล่าวปลอบหญิงสาว

     

    แม้ว่าหลี่เหม่ยอิงจะยังกลัวอยู่ แต่เธอก็ยอมเดินตามชายหนุ่มทั้งสองคนไป โชคดีที่ชิงเทียนล่าอสูรเซียนแถบนี้ซะเกลี้ยง ระหว่างทางจึงไม่มีใครพบเห็นอสูรเซียนแม้แต่ตัวเดียว

     

    เมื่อผ่านม่านพลังมา หลี่เหม่ยอิง ก็ตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ถูกสร้างด้วยไม้ หรือผู้คนที่ฝึกซ้อมกันอย่างแข็งขัน ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกว่ากำลังอยู่ใจกลางป่า ที่เต็มไปด้วยอันตรายเลยแม้แต่น้อย 

     

    “เจ้ามาสาย" ถังเหยียนกล่าวออกมาด้วยความหงุดหงิด ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสประจำตำหนัก เธอจึงจำเป็นต้องรอเข้าห้องประชุมพร้อมกับโกมินทร์

     

    ซูเหวินหวู่ไม่เคยพบถังเหยียนมาก่อน เขาจึงตกใจกับรูปลักษณ์ของเธอ ชุดผ้าสีดำเผยให้เห็นรอยสักที่ดูน่ากลัว อีกทั้งมีดที่เหน็บอยู่ด้านหลังทั้งสองเล่ม ยิ่งทำให้เธอดูเหมือนนักฆ่าขึ้นไปอีก

     

    “อย่างน้อยเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ก็ช่วยให้เกียรติข้าหน่อยเถอะ"

     

    ถังเหยียนทำเป็นหูทวนลม “รีบตามมาได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ฟู่เฉิงดูแลพวกเขาเอง"

     

    โกมินทร์ รีบตามถังเหยียนไปยังห้องประชุมทันที ซึ่งภายในห้องล้วนเต็มไปด้วยสมาชิกระดับสูง ซึ่งประกอบไปด้วยจิ่วเหม่ย จิ่วหยวนปิง โอวหยางเจิ้งหยู เย่เสวี่ยหลัน มอร์แกน และชิงเทีบน 

     

    “มาครบกันสักที ถ้าอย่างนั้นข้าขออธิบายแผนเลยแล้วกัน" ชิงเทียนนำดินทมิฬคุณภาพสูงออกมาจากแหวนมิติ “นี่เป็นดินที่ผู้คนในแดนเซียนใช้สำหรับการเพราะปลูก แต่ถ้าเรานำเลือดของอสูรเซียนธาตุไฟ ที่ผ่านการสะกัดจนบริสุทธิ์ผสมลงไปแล้งล่ะก็ มันจะกลายเป็นดินระเบิดอานุภาพสูงในทันที อีกทั้งพลังทำลายยังขึ้นอยู่กับระดับพลังของเลือดที่ผสมลงไป"

     

    ชิงเทียนเคยคิดค้นสิ่งนี้เพื่อใช้ในสงคราม และตั้งชื่อมันว่าระเบิดเพลิงผลาญ ซึ่งการกลั่นโลหิตของอสูรเซียนธาตุไฟนั้น ทำได้ยากพอๆกับการกลั่นโอสถระดับสูงสุด ดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถผลิตมันขึ้นมาได้ 

     

    แผนการของชิงเทียน แน่ชัดอยู่แล้วว่าเขาต้องการทำลายจวนของเจ้าเมือง รวมถึงสถานที่วิจัยพิษปรสิตกลืนวิญญาณ ซึ่งแรงระเบิดคงทำให้ผู้บ่มเพาะ ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเซียนขั้นกลางกลายเป็นฝุ่นผงได้เลยทีเดียว

     

    “แล้วพวกเราต้องทำอะไร" เย่เสวี่ยหลันเอ่ยถามออกมา

     

    “โกมินทร์ ถังเยียน และจิ่วเหม่ย มีหน้าที่เคลื่อนย้ายคนที่ถูกจับตัวไป ส่วนคนอื่นๆแค่ควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามก็พอ"

     

    หลังจากที่โกมินทร์ฟังแผนการของชิงเทียน เขาก็เลิกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของหลี่เหม่ยอิง เพราะอีกเพียงไม่กี่วัน จวนของเจ้าเมืองคงถูกระเบิดกลายเป็นจุณ

     

    -----------------------------------------