เมื่อยังมีลมหายใจ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ การสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ในเวลาที่สูญเสียในสิ่งที่รัก มีทางเลือกเพียงสองทางคือปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับอดีตและตายไปพร้อมกับมัน หรือ ลุกขึ้นหันหลังให้กับอดีตปิดผนึกมันไว้ในห้วงลึกแห่งความทรงจำแล้วก้าวเดินในเส้นทางต่อไป
แม้เส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางของการแก้แค้นก็ตาม…
แผ่นไม้ท่อนหนาที่ถูกเผาไหม้จากเปลวเพลิงจนกลายเป็นถ่านชั้นดีเปล่งแสงสีแดงเรืองจากความร้อนที่แฝงอยู่ภายใน สะเก็ดไฟแตกกระจายเป็นระยะ เด่นสง่าในความมืดงดงามดังหิ่งห้อยตัวน้อยเต้นระบำกลางอากาศ
ควันไฟสีเทาหม่นลอยขึ้นฟ้าพร้อมกับขี้เถ้าจำนวนหนึ่ง มีสายลมช่วยพยุงไปได้หลายวินาที แต่สุดท้ายก็ต้องล่วงหล่นลงมาตกกระทบลงบนภูเขาซากศพที่กองพะเนิน
ใบหน้านิ่งสนิทไร้ความรู้สึก ไร้อาวรณ์ เกราะหนาเต็มไปด้วยเศษขี้เถ้าที่กระจายเป็นจุดๆ สองขาเหยียดไปบนภูเขาซากศพนั้นใช้มันต่างเตียงนอน
ขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยจากความเคลื่อนไหวที่มาจากด้านหลัง ก่อนตามมาด้วยเสียงสั่นเครือไม่ชัดเจนที่ทำให้ฟังความหมายที่จะสื่อยากพอดู
“กี..กรี..นาย..ท่าน..ระ..เรา..พบ..พบ..พบ”
“ที่ไหน”เสียงแหบแห้งดังออกมาจากปากชายผู้อยู่เหนือภูเขาซากศพราวกับขี้เกียจฟังถ้อยคำยืดยาวของสมุนตัวนี้
“ทะ..ทาง..นั้น..ขะ..”แขนผอมแห้งชี้ไปทางทิศหนึ่ง
“ออกเดินทาง”ชายสวมเกราะกระโดดออกจากภูเขาซากศพ ลงมานั่งบนหลังอาชาขนาดมหึมาอย่างพอเหมาะ เสียงฝีเท้าหนักๆควบทะยานออกไป
ระหว่างทางที่เขาผ่านเต็มไปด้วยซากศพสิ่งมีชีวิตสูงใหญ่นอนตายเรียงราย แต่ในตอนที่เขาผ่านซากศพพวกนั้นก็ถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่างลุกขึ้นยืนคล้ายมีชีวิตอีกครั้ง แต่แววตากลับว่างเปล่า สองขาออกวิ่งตามชายขี่อาชาผู้นั้นดุจดังข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ทิ้งไว้เพียงเศษซากความวินาศสันตะโรเบื้องหลัง...
อาชานับหมื่นควบทะยานไปบนทุ่งหญ้า บนหลังของอาชามีร่างสิ่งมีชีวิตที่ดวงตาไร้ประกายควบขี่ในมือกุมศาสตราพร้อมคร่าลมหายใจผู้มาขวางทาง
นอกจากนักรบบนหลังม้าเหล่านี้ ยังมีเหล่ามอนเตอร์หลากชนิดแทรกอยู่ในกองทัพ
ยามนี้ผู้บัญชาการกองทัพได้อยู่ในแนวหน้าสุด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าหุ้มด้วยเกราะหนา ยากที่คมอาวุธใดจะกล้ำกราย ส่วนอาวุธในมือของเขาคือดาบใหญ่ดังเดิม ทั้งอาวุธและเกราะสะท้อนแสงจากดวงดาวคล้ายมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน
ดวงตาเฉยชาแฝงไว้ด้วยเลื่อนลอยแต่สิ่งที่สะท้อนในดวงตาคือกลุ่มแสงไฟจากหมู่บ้านที่สุดสายตา ริมฝีปากขยับแผ่วเบาไร้ความรู้สึก
“ฆ่าให้หมด...”
ปรู๊นนนนนนนนน!
“ข้าศึกบุก!”
บนกำแพงที่ทำจากท่อนซุงหลายร้อยท่อนมันรวมกันเกิดเป็นกำแพงกั้นระหว่างหมู่บ้านเล็กๆจากภายนอก บนกำแพง สิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ กระดูกสันหลังตั้งฉากกับพื้นดังหอกเหล็ก ใบหน้าดุร้ายเขี้ยวยาวงองุ้มออกมาจากปาก สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น สิ่งมีชีวิตนี้คือโทร์ล!
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักๆย่ำลงหลายครั้ง โทร์ลจำนวนหลายสิบย่ำลงบนพื้นวื่งขึ้นมาบนกำแพง
“พวกมันเป็นใคร! มนุษย์? ออร์ค? ก็อบลิน?”โทร์ลสวมหนังมอนเตอร์เอ่ยขึ้น มันมีร่างกายสูงใหญ่กว่าโทร์ลตัวอื่นอยู่ครึ่งศีรษะและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้
“เราไม่ทราบท่านผู้นำ กองทัพของพวกมัน..เอ่อ..จะเรียกว่ากองทัพผสมก็ได้ เพราะเราเห็นทั้งออร์ค ก็อบลิน มนุษย์และโทร์ล อยู่ในกองทัพเดียวกัน!”
“เป็นไปไม่ได้!”ถ้ามีเพียงออร์คและก็อบลินอยู่ในกองทัพเดียวกันยังถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีมนุษย์และโทร์ลมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
‘หรือพวกมันบังคับเชลยให้สู้ด้วย?’ผู้นำโทร์ลขบคิดอย่างไม่เข้าใจ การใช้เชลยในการสงครามค่อนข้างยุ่งยากอยู่สักหน่อย ปกติจะใช้เป็นเพียงหน่วยกล้าตายเท่านั้นไม่ใช่รวมเป็นกองทัพผสมแบบนี้
“พวกมันมีจำนวนเท่าไหร่?”
“น่าจะถึง 100,000 นาย ท่านผู้นำ”ผู้นำโทร์ลหน้าขาดเลือด
“เราต้านไม่อยู่แน่ เตรียมอพยพด่วน เรียกนักรบทั้งหมดของทั้งหมู่บ้านมาตั้งรับถ่วงเวลาไว้!”สังคมโทร์ลค่อนข้างต่างจากเผ่าพันธุ์อื่น เผ่าพันธุ์โทร์ลไม่นิยมอยู่เป็นกลุ่มสังคมขนาดใหญ่ นิยมอยู่เป็นสังคมครอบครัว โดยส่วนมากหากเป็นครอบครัวเล็กๆก็จะมีสมาชิกอย่างมาก4-5ตน หากเป็นกลุ่มขนาดกลางก็จะมีจำนวนราวๆ20-30ตน อย่างมากที่สุดคืออยู่เป็นครอบครัวใหญ่และก่อตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมีประชากรราว70-80ตนเท่านั้น และโทร์ลทุกตัวล้วนมีสายเลือดเดียวกันหมดโดยโทร์ลที่มีสิทธิ์ในการสืบพันธุ์มีเพียงหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น หากโทร์ลหนุ่มตัวใดอายุถึงเกณฑ์ที่จะเป็นผู้ใหญ่ก็จะต้องเลือกว่าจะจากหมู่บ้านไปเพื่อสร้างครอบครัวของตัวเอง หรือจะอยู่ในหมู่บ้านต่อในฐานะนักรบโดยห้ามยุ่งเกี่ยวกับสตรีใดในหมู่บ้าน
และที่หมู่บ้านแห่งนี้มีโทร์ลนักรบอยู่แค่20ตนเท่านั้น ที่เหลือคือโทร์ลเด็กและสตรีล้วนๆ
“ปาหอก!”ผู้นำโทร์ลตะโกนกร้าว หอกไม้ที่หนาราวท่อนซุงถูกขว้างจากลำแขนยักษ์ พละกำลังของยักษ์เหล่านี้ส่งผ่านไปยังหอกพุ่งเข้าหาศัตรูที่พุ่งเข้ามา!
ปัง!
หอกหนากระแทกเข้ากลางอกอาชาตัวหนึ่งบดขยี้กระดูกหน้าอกยุบเข้าไปอย่างน่ากลัว แรงกระแทกส่งผลให้อาชาเสียหลักพลิกล้ม แล้วถูกเหยียบจากสหายร่วมทัพจนกลายเป็นเศษเนื้อในเวลาไม่กี่วินาที
แต่หอกหนาแค่20ชิ้นเทียบไม่ได้กับกองทัพนับแสน การกระทำของโทร์ลเหล่านี้ไม่ต่างจากไม้จิ้มฟันที่ยืนหยัดต้านกระแสน้ำ!
ผู้นำโทร์ลกัดฟัน ถึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์แต่ก็ไม่มีทางเลือก ถึงต้องตายก็ต้องปกป้องสายเลือดที่อยู่ข้างหลังไว้ให้ได้
และแล้วกองทัพจำนวนมหาศาลก็เดินทางมาถึงประตูหน้าบ้าน สิ่งมีชีวิตแรกที่มาถึงก็คือสิ่งมีชีวิตในชุดเกราะหนา เหล่าโทร์ลคำรามร้องด้วยความบ้าคลั่งพากันกระโดดลงจากกำแพงสูงอย่างไม่คิดชีวิต ในใจเพียงต้านทานอริราชให้ไว้ได้นานที่สุด!
สิ่งมีชีวิตในชุดเกราะเงยหน้าขึ้นอย่างเฉยชา ตวัดดาบยักษ์ในมือเข้าใส่โทร์ลทุกตนที่กระโดดลงมา
ยามที่อาวุธของทั้งสองสัมผัสกัน โทร์ลโชคร้ายสัมผัสถึงพลังที่แตกต่างกับอย่างชัดเจน แววตาเบิกกว้างไม่เชื่อสายตา แต่สิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือการที่อาวุธอีกฝ่ายกำลังตัดผ่านอาวุธในมือตนมาราวกับเป็นกิ่งไม้บางๆ!
ฉัวะ!
โทร์ลยักษ์4ตัวในระยะวาดดาบขาดเป็น 2 ท่อน ตามมาด้วยเสียงกระแทกดังสนั่น ประตูไม้กระจุยเป็นชิ้นจากการกระทำของมอนเตอร์ช้างยักษ์ที่พุ่งชนเพียงครั้งเดียว กองทัพนับแสนเสมือนทูตแห่งความตายที่มาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้
ผู้นำโทร์ลและโทร์ลนักรบกระจายเป็นเศษเนื้อในชั่วพริบตา จากนั้นกองทัพก็กรีธาทัพมุ่งหน้าสังหารต่อไป
“ไม่! ไว้ชีวิตลูกสาวข้าด้วย”โทร์ลสตรีวัยกลางคนกรีดร้องอ้อนวอน แต่สิ่งที่เห็นคือดาบยักษ์ที่ตัดผ่านคอลูกสาวของเธออย่างเลือดเย็น!
“ไม่!”โทร์ลสตรีร้องไห้ปานจะขาดใจ พุ่งเข้าแลกชีวิตกับเจ้าของดวงตาเฉยชานั้น น่าเสียดายที่เธอไม่มีแม้แต่โอกาสจะแตะต้องตัวเขาเสียด้วยซ้ำ กลับต้องโดนดาบยักษ์ฟันแสกหน้าร่างแยกเป็น2ซีก!
เพียงไม่นานกลุ่มโทร์ลที่อพยพหนีก็ไม่มีใครรอดชีวิตไปแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าเด็ก สตรี หรือโทร์ลชรา ล้วนทอดกายกลายเป็นศพอยู่ที่นี่
ฆาตกรผู้โหดเหี้ยมยืนนิ่ง มองศพโทร์ลแม่ลูกแทบเท้าครู่หนึ่งแล้วเมินหนี เขาไม่ได้รู้สึกผิดอะไร คล้ายว่าความรู้สึกของเขาได้ตายไปแล้ว
ตายไปพร้อมกับคนๆหนึ่ง....
ผมสีดำปลิวสะบัดตามลม ชายผู้โหดเหี้ยมเดินกลับมาที่หมู่บ้านโทร์ลและเริ่มตั้งแคมป์เพื่อพักผ่อน ไม่สนใจซากศพที่นอนรายล้อมหมู่บ้าน
เขานำเนื้อมอนเตอร์ชิ้นใหญ่ขึ้นย่าง สายตาจดจ้องอยู่กับเปลวเพลิงที่สั่นไหว
“กินคนเดียวไม่เหงางั้นหรอพี่วาส?”เสียงลึกลับเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
เส้นประสาทของชายผู้โหดเหี้ยมหรือวาสกระตุกหันไปมองทางต้นเสียง
ในเงามืดของต้นไม้ต้นหนึ่ง ค่อยๆมีชายหนุ่มคนหนึ่งโผล่มา
ชายหนุ่มคนนี้มีผมสีดำและตาสีดำดังคนเอเชียทั่วไป ท่าทางกระฉับกระเฉง และมีรอยยิ้มขี้เล่นตลอดเวลา
“มีอะไรวายุ”วาสถามเสียงเรียบ จากเด็กหนุ่มหัวขโมยได้กลายมาเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้วในวันนี้ ส่วนตัวเขาก็ย่างเข้าสู่วัยกลางคนเต็มตัวเช่นกัน เขาไม่รู้มันผ่านมานานแค่ไหน เวลามันไม่สำคัญกับเขาอีกแล้ว
วายุในตอนนี้ไม่ใช่วายุคนเดิมที่ถูกเขาเล่นงานได้ง่ายๆในวันนั้นอีกแล้ว เขาสามารถแฝงตัวผ่านกองทัพซากทัพนับสนของเขาเข้ามาโดยที่พวกมันไม่รู้ตัวและสามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้ขนาดนี้อีกด้วย แม้กระทั่งไคเซอร์ตอนนี้หากจะเล่นงานวายุก็เริ่มหืดขึ้นคอบ้างแล้ว และในที่สุดไม่ว่าจะเพียรพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจห้ามวายุเป็นหัวขโมยได้อีกแล้ว ไคเซอร์จึงปลงตกและขอร้องวายุเพียงอย่างเดียว คือห้ามเขาปล้นชิงมนุษย์ด้วยกัน
ด้วยเหตุนี้วายุจึงตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองของมนุษย์เพื่อเริ่มเดินทางในชีวิตจอมโจรของเขา ประจวบเหมาะกับวาสที่มีเหตุผลบางอย่างที่ต้องทำให้เดินทางไกล ไคเซอร์จึงฝากวายุให้มากับวาสด้วย แต่ถึงจะเดินทางด้วยกันแต่วาสก็ปล่อยให้วายุทำทุกอย่างอิสระ เพียงแต่ได้ไหว้วานให้ทำงานบางอย่างให้เป็นครั้งคราว
“อะนี่ สิ่งที่พี่ชายฝากฉันสืบ”วายุปากระดาษพับแผ่นหนึ่งให้วาส และเดินมานั่งข้างกองไฟอีกคนรอเนื้อย่างสุกอย่างใจจดใจจ่อ
วาสคลี่กระดาษออก มันคือแผนที่ลวกๆที่วายุทำขึ้น ในแผนที่นั้นมีวงกลมสีแดงหลายจุด แต่ละจุดแสดงถึงพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะแก่การเพิ่มเลเวล
ตอนนี้วาสมีเหตุผลที่ต้องเพิ่มเลเวลตนอย่างเร่งด่วน ซึ่งสาเหตุนั้นก็เพื่อสิ่งเดียว เพื่อการแก้แค้น!
วาสนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยิบก้อนหินรูปร่างประหลาดออกมา มันคือหินที่แตกหักและมีลวดลายอักขระบางอย่างเขียนอยู่บนหินก้อนนั้น
“นายได้เรื่องอะไรบางหรือยัง”วาสกล่าวเสียงแผ่ว
วายุรู้ว่าวาสถามถึงอะไร เขาส่ายหน้าเบาๆแล้วหยิบหินลักษณะเดียวกันกับที่วาสถือออกมา
“ผมยังไม่ได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับหินก้อนนี้สักนิด”วาสพยักหน้าเบาๆ
วาสจ้องหินในมือหินที่พวกเขาถืออยู่ก่อนจะกำหมัดแน่น หินพวกนี้คือเบาะแสเดียวเกี่ยวกับการตายของไป๋ฟาง!
เขาพบพวกมันบนพื้นที่สีดำ พวกมันคือสิ่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายในพื้นที่สีดำนั้น!
ไคเซอร์บอกว่าก็อบลินไม่ได้เป็นคนฆ่าไป๋ฟาง เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครฆ่าเธอ!
จิตใจที่ไร้ความรู้สึกคล้ายมีไฟแค้นจุดขึ้น ลมหายใจวาสกระชั้นถี่ เส้นเลือดฝอยเริ่มปรากฏขึ้นในดวงตา
วายุเริ่มรับรู้ถึงอากาศที่เย็นเฉียบสะดุ้งโหยง หัวขวับไปมองต้นตอ
“เฮ้ๆ! ใจเย็นก่อนพี่วาส ถ้าพี่คลั่งมาผมก็เอาไม่อยู่นา”วายุถอยกรูไปไกล เขาเข็ดหลาบตั้งแต่เห็นวาสคลั่งเมื่อเด็กๆแล้ว
วาสหลุดออกจากภวังค์ ปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติและเก็บหินกลับไป
“ฉันจะไปล่าต่อ”วาสลุกขึ้นยืน เมื่อได้แผนที่จากวายุเขาก็ได้จุดหมายต่อไปแล้ว
“นี่พี่จะไม่พักหน่อยหรอ! พี่ไม่ได้นอนมา3วันแล้วนะ!”วาสโบกมือเบาๆแต่ก็เดินจากไปอยู่ดี
ในอีกสถานที่หนึ่ง ถ้ำขนาดกว้างใหญ่ มีทางแยกและทางเข้าออกนับร้อยสาย ผนังถ้ำเวลานี้มีคบเพลิงติดอยู่ตามทาง เงาสิ่งมีชีวิตสูงใหญ่นับร้อยกำลังเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดศูนย์กลางถ้ำ
เสียงตะคอกโวยวายดังออกมาไม่ขาดสาย ก่อนจะเกิดเสียงทรงอำนาจขึ้น
“เงียบ!”ห้องโถงในถ้ำมืดเงียบสงัดลงทันใด เจ้าของเสียงพ่นลมหายใจรุนแรงกล่าวเสียงเฉียบ
“เอาละ! ตอนนี้เรามาประชุมถึงภัยพิบัติที่กำลังคุกคามเผ่าพันธุ์โทร์ลของเราได้แล้ว!”