ทาสรักสลักใจ

    บทที่ 11.3


            “ร้อนชะมัด รีบๆเดินเข้าสิ รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำข้าเสียเวลา”

            สืออวิ๋นข่มความเบื่อหน่ายเต็มกำลังที่จะไม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เขานึกอยากบีบปากเจื้อยแจ้วของนางเสียแรงๆ เพราะนางทำให้เขาต้องห่างมารดาอย่างน้อยก็หนึ่งฤดูปลูกถั่ว แต่ถ้านางยังก่อเรื่องหัวชนฝากับอานางอยู่เขากับมารดาคงต้องจากกันเนิ่นนานกว่านี้แน่ งานของเขาคือช่วยดูแลสวนในบ้านสกุลหวงเติบโตสมวัยก็ใช้แรงงานอยู่หน้าเครื่องหีบเมล็ดถั่ว ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องมาเป็นบ่าวรับใช้คุณหนูผู้แสนเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจเป็นที่สุดเลยสักนิด

            ชายหนุ่มเดินนำหน้าเด็กสาวมาถึงห้องครัว“ท่านเข้าห้องน้ำเองได้ ตักน้ำมาล้างหน้าเองได้แต่ทำไมแค่เดินเข้าห้องครัวถึงต้องให้ข้านำทาง”

            “ก็แล้วเจ้าทำไมถึงยกสำรับไปให้ข้าที่ห้องเหมือนเมื่อวานไม่ได้เล่า”

            “เรามาถึงกะทันหันเกินจะทำกับข้าวเองคนที่ยกสำรับมาให้คือลูกสาวของลุงลู่ ข้ารับมาแล้วขี้เกียจเอาไปเก็บในครัวก็เลยสงเคราะห์ยกไปให้คุณหนู” นางยียวนเขาก่อนเขากวนนางกลับแค่นี้คงไม่เป็นไรกระมัง

            “หน็อย...สงเคราะห์เชียวรึกลับไปข้าจะฟ้องแม่เจ้า” นางย้ำแบบเด็กๆ หน้าตาดุเดือดสืออวิ๋นไม่รู้จะกลัวหรือขำนางดี

            “ไว้รอกลับไปก่อนค่อยคิดบัญชีก็แล้วกันแต่ตอนนี้คุณหนูจัดการเรื่องอาหารเช้าควบมื้อเที่ยงไปเถอะนะคงไม่ถึงขั้นให้ข้าต้องป้อนทีละคำกระมัง ข้าต้องรีบไปขุดดินขึ้นตากให้เสร็จ”สืออวิ๋นเดินผ่านเจ้าของร่างเล็กที่ยืนขวางประตูครัวขณะหันกลับไปจะทำความเข้าใจกับนางอีกเรื่อง ก็ทันเห็นนางเงื้อกำปั้นไล่หลังเขาพอดี

            “ถ้าเป็นไปได้พรุ่งนี้คุณหนูก็ควรออกไปไร่ช่วยข้าทำงานด้วย”

            นางลดกำปั้นลง“ทำไมข้าต้องทำ”

            “คำสั่งของนายท่าน”

            คำสั่งของท่านอาที่ถูกยุยงส่งเสริมจากหลางรั่วอิ๋งละสิหวงเฟิ่งเหยามีสีหน้าเจ็บแค้นใจ

            “ถ้าข้าไม่ทำเล่าจะเกิดอะไรขึ้น”

            “ท่านกับข้าก็อาจจะต้องติดแหง็กอยู่อิ๋นเทียนนานวันขึ้นเลือกเอาก็แล้วกัน สองมือข้ามันช้า สี่มืออาจจะทำงานเร็วขึ้นมา...อีกนิด”

            จบสิ้นเรื่องราวที่ต้องตกลงกันแล้วสืออวิ๋นเดินกลับไปยังแปลงถั่วในความรับผิดชอบของตนนอกจากต้นถั่วยังต้องรับผิดชอบชีวิตผู้หญิงเจ้าปัญหา  มิรู้นางจะช่วยแบ่งเบาหรือสร้างภาระให้เขาหนักกว่าเดิม

            หวงเฟิ่งเหยากระแทกตัวลงบนเก้าอี้ในครัวกระแทกแรงไปก็บ่นอุบเจ็บก้นอยู่คนเดียวนางกวาดตามองรอบครัวแล้วเบ้ปากกับสภาพเก่าคร่ำคร่าของมันเด็กสาวเปิดฝาครอบสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะ แค่เห็นผักเหี่ยวเฉาในจานหมั่นโถวเย็นชืดกับเนื้อเค็มสองสามชิ้น ความอยากอาหารก็ลดฮวบเด็กสาวลุกขึ้นเดินไปยังตะกร้าผักที่วางอยู่บนแท่นก่อด้วยอิฐข้างเตาไฟ

            ฮึ่ม...จะบีบคั้นให้นางทำกับข้าวกินเองน่ะหรือนางก่อเตาไฟเป็นเสียที่ไหนเล่า หวงเฟิ่งเหยาใช้มือปัดตะกร้าผักระบายอารมณ์หันกายจะเดินออกจากห้องครัว ท้องก็ดันร้องขึ้นมาอีกการร้องหนนี้มาพร้อมน้ำในกระเพาะที่กำลังบดย่อยอวัยวะภายในจนนางต้องงอตัวด้วยความแสบสุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจหยิบหมั่นโถวแข็งราวกับหมกในหิมะมาค่อนวันขึ้นกัดแล้วตามด้วยเนื้อเค็มที่คาดว่าคงจะเป็นอาหารที่สืออวิ๋นนำมาจากมารดา

            หมั่นโถวหมดไปหนึ่งลูกหวงเฟิ่งเหยาก็ตามด้วยผัดผักกับข้าวที่เม็ดไม่สวยเอาเสียเลย นางกินๆระหว่างกินด้วยความแค้นก็คิดถึงตอนอยู่บ้านสกุลหวงที่นั่นแม้นางโดนแกล้งสารพัดให้อดข้าวแต่ยังมีของอร่อยจากเหนียงเซียงแอบส่งให้เสมอๆพรุ่งนี้จะได้รู้กันว่าฝีมือทำกับข้าวของสืออวิ๋นจะพอกินลงหรือไม่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นคนโชคร้ายนี่นางต้องฝากปากท้องไว้กับชายหนุ่มจริงๆ น่ะหรือ

            ข้าวแต่ละคำก่อนจะกลืนลงท้องหวงเฟิ่งเหยาเคี้ยวเน้นราวกับบดเค้นความแค้นส่วนตัวใส่คนทางบ้านอีกคนที่นางนึกแค้นใจก็คือสืออวิ๋นจอมยโส นับแต่นี้คือเวลาสามเดือนที่นางจะจดจำไปชั่วชีวิตสักวันนางจะเอาคืนนังจิ้งจอกแซ่หลางสองพี่น้องให้จงได้!

             

    เพราะสืออวิ๋นทำงานในไร่คนเดียวกว่าจะขุดดินขึ้นมาตากตามที่ได้รับมอบหมายจากลู่ตงหั่วจนแล้วเสร็จก็กินเวลาไปเกือบห้าวันขนาดเคยทำงานใช้แรงในโรงทำน้ำมัน สองมือเขายังถลอกปอกเปิกห้อเลือดจนแดงก่ำการจะให้คุณหนูเฟิ่งเหยามากำด้ามจอบขุดดินช่วยจึงไม่ได้อยู่ในความคิดเขาด้วยซ้ำนับว่ายังดีตอนหว่านปุ๋ยขี้ไก่ขี้วัวบำรุงดินพระพิรุณยังมีเมตตาต่อเขาทำให้ฝนตกลงมา

            นอกจากวุ่นวายกับงานในไร่สืออวิ๋นยังวุ่นวายกับการกินอยู่ของหวงเฟิ่งเหยา ค่ำนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มต้องผจญกับความ‘เรื่องมาก’ ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์จะเรื่องมากของนางจนรู้สึกปวดขมับตุบๆ

            “น้ำเท่านั้นยังไงก็ไม่พอให้ข้าอาบหรอกนะ”นางหมายถึงน้ำสองถังที่เขาตักมาจากลำธาร นางบ่นทุกวันว่ามันไม่พอใช้แต่เขาก็ยังเพิกเฉยต่อความต้องการของนาง

            “ถ้าคุณหนูอยากจะอาบหรือแช่น้ำมากๆก็คงต้องไปตักเอาเอง เพราะข้ายังต้องทำงานในไร่อีกสารพัด” ระหว่างตากดินใส่ปุ๋ยบำรุง เขายังต้องทำงานอื่นที่ลู่ตงหั่วสั่งไม่เคยได้ว่างเว้นนั่งเล่นชมนกชมไม้อย่างที่นางทำตั้งแต่มาถึงที่นี่ “อีกทั้งข้าต้องคอยทำกับข้าวร้อนๆ สดใหม่เสมอให้คุณหนูทุกมื้อเพียงเท่านี้เวลาที่ข้ามีก็แทบไม่พอแล้ว”

            ถูกส่งตัวให้มาลำบากนางยังสามารถสร้างเรื่องให้เขายุ่งยากได้เสียมากมายจนเขาอยากหักคอนางทำปุ๋ยหมกใต้ต้นถั่วให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก่อนพบหน้านางแต่ละครั้งแค่ระยะเวลาสั้นๆ หลบเลี่ยงนางได้เขาก็ทำหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำตอนนางถูกขัง เขาก็เห็นแค่มือที่ยื่นออกมารับของทางหน้าต่างตอนนี้ต้องมาติดอยู่ด้วยกันสามเดือนหรืออาจจะนานกว่านั้นเขาชักรู้สึกว่าตัวเองประเมินความสามารถในการอดทนอดกลั้นของตนสูงเกินไปคุณหนูของเขาใช่สาวน้อยธรรมดาเสียที่ไหน

            “อยู่ที่นี่คุณหนูต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองให้มากที่ทำไม่เป็นก็ต้องหัด กับข้าวไม่ถูกปากก็ลองทำเอง”

            “ไม่” นางสวนทันควัน ทำให้เส้นเลือดข้างขมับเขาลั่นเปรี๊ยะ ก่อนกัดฟันเค้นคำพูดออกมา

            “ใช้น้ำเปลืองเกินไปจนไม่พอใช้ก็ต้องรู้จักไปตักผ้าก็ต้องซักน้ำบ้าง” เมื่อคืนวานตอนเปิดประตูห้องส่งสำรับข้าวให้นางเขาเห็นเสื้อผ้านางที่ใส่แล้วถูกยัดจนแทบล้นตะกร้าเพิ่งมาอยู่ได้ครึ่งเดือนนางหงส์น้อยบ้านสกุลหวงเปลี่ยนเสื้อผ้ามากขนาดนี้เชียวหรือเพราะเขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตประจำวันที่หนักเป็นสองเท่า จึงไม่ได้สนใจจะมองว่านางสวมใส่เสื้อผ้าเช่นไร

            “ไม่เคยซัก ซักไม่เป็น”ตอนอยู่บ้านมีตานเอ๋อร์คอยทำให้ตานเอ๋อร์ไม่อยู่ก็มีคนงานอื่นรับหน้าที่นี้ไป นางเคยซักเสื้อผ้าสักตัวเมื่อไรกัน

            “ข้าถึงบอกให้คุณหนูหัดอย่างไรเล่า”

            “ทำไมต้องหัด”

            เขาได้ยินเสียงเส้นเลือดในสมองตัวเองแตกดังโพละเจ้าของร่างสูงใหญ่ราวหมีป่าจ้องมองนางด้วยสายตาตำหนิ

            “อย่ามาทำหน้าดุใส่ข้าเชียวนะข้าเป็นนาย เจ้าเป็นบ่าว แม่เจ้าสั่งอะไรมาก็ต้องทำ”

            ชอบย้ำนักเรื่องสถานะที่สูงกว่าเขา“นายท่านสั่งอะไรมา คุณหนูก็ต้องทำเช่นกัน”

            นางยอมมาแต่ไม่ได้บอกว่าจะลงไปทำงานในไร่นี่นา!

            “ขนาดงานครัวข้ายังไม่อยากทำฝันไปเถอะว่าข้าจะลงไปทำงานคลุกฝุ่นดินสกปรกแบบนั้น”

            เมื่อวานลู่ตงหั่วมอบเงินค่าแรงรายอาทิตย์ให้เขามันช่างน้อยนิดเหลือเกินสำหรับสองปากยิ่งปากที่เรียกร้องเกินพอดีของคุณหนูด้วยแล้ว เมื่อเขาถามเหตุผลว่าทำไมนายท่านจึงมอบเงินค่าอาหารให้หลานสาวเขาน้อยนักก็ได้คำตอบว่า

            ‘คุณหนูเจ้าไม่จับต้องงานสักอย่างเจ้าอย่าลืมว่ามีคนของนายท่านคอยรายงานเรื่องความประพฤติของคุณหนูข้าต้องทำตามคำสั่งเขา ถ้าเจ้าอยากจะได้เงินเพิ่ม ทำอย่างไรก็ได้ให้คุณหนูลงไปช่วยงานเจ้าในไร่’

            “คุณหนูทนได้รึหากกินไม่อิ่มท้อง”

            “คนที่ต้องไม่อิ่มท้องคือเจ้าต่างหากเจ้าอย่าลืมสิ....” ปากจิ้มลิ้มยังพูดไม่จบประโยคสืออวิ๋นก็ย้อนเพราะระอาใจเหลือเกิน

            “แม่เจ้ากำชับสั่งให้ดูแลข้าให้ดี”เขาท่องประโยคนี้พร้อมสีหน้าเบื่อหน่าย

            หวงเฟิ่งเหยาหน้าบึ้งที่ถูกย้อนประโยคติดปากนางย่นจมูกใส่ชายหนุ่ม

            “รู้แล้วก็ทำเสียด้วย”กล่าวจบนางก็เดินตึงๆ ไปยังห้องน้ำด้านหลังโรงเรือนเก็บเมล็ดถั่วห้องน้ำนี้สืออวิ๋นซ่อมแซมและมุงหญ้าหลังคาใหม่จนมิดชิดกว่าเดิม

             

    ในตอนค่ำหลังจากสืออวิ๋นยกสำรับไปส่งให้นางถึงห้องนอนด้านบนเด็กสาวมองถ้วยอาหารในถาดแล้วบ่น “กับน้อยอย่างนี้ข้าจะกินอิ่มอย่างไรกันเล่า”

            ชายหนุ่มทำหูทวนลมขี้เกียจจะฟังนางบ่นประโยคเดิมซ้ำๆ จึงหันหลังเดินกลับลงมาชั้นล่าง

            เขาช่างกล้าท้าทายนางเกินไปแล้ว!

            หวงเฟิ่งเหยายกถาดอาหารย่ำตึงๆตามเขาลงมา นางวางถาดลงบนโต๊ะในครัวที่สืออวิ๋นกำลังจะลงมือกินมื้อเย็นตะเกียบในมือโกยอาหารส่วนของชายหนุ่มมาไว้ที่ถ้วยของตัวเองก่อนสะบัดหน้ายกถาดกลับไปกินบนห้อง

            สำหรับคนใช้แรงกินอาหารแค่นี้ย่อมไม่อิ่มท้องอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยอมทน เวลาผ่านไปราวสองเค่อเขากลับขึ้นไปเก็บถาดอาหารในถาดที่วางหน้าห้องคุณหนูเฟิ่งเหยามีกับข้าวเหลืออยู่เต็ม เมื่อเขายกถาดขึ้นนางก็เปิดประตูพ่นประโยคไม่สำนึกคุณคน 

            “กับข้าวไม่ถูกปาก”พูดจบนางก็ปิดประตูใส่หน้าเขาได้ระบายความขุ่นเคืองที่สะสมกับชายหนุ่มแล้วคาดว่าคืนนี้นางจะต้องนอนหลับฝันดีแน่ๆ

            ด้วยความเสียดายและรู้คุณค่าของข้าวทุกเม็ดอาหารทุกคำว่ากว่าจะได้มาต้องลงแรงแลกสืออวิ๋นจึงยกสำรับที่เหลือลงมานั่งกินเงียบๆ คนเดียว

            ภาษิตว่าไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก ถึงเวลาแล้วกระมังที่คุณหนูเฟิ่งเหยาจะต้องออกแรงช่วยเหลือเขาบ้างแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ยังดี

            รุ่งเช้าสืออวิ๋นทำกับข้าวแต่ไม่ยกขึ้นไปส่งถึงห้องนอนของหวงเฟิ่งเหยาดังเช่นเคยชายหนุ่มเพียงขึ้นไปบอกคนที่นอนอยู่ด้านใน นางจะรับรู้หรือไม่ก็ช่าง

            “กับข้าวข้าทำไว้เผื่อมื้อเที่ยงด้วยคุณหนูจะกินแค่ไหนก็กินไป แต่เหลือแล้วอย่าเททิ้ง ข้าจะกลับมากิน”

            เสียงพูดหน้าห้องปลุกหวงเฟิ่งเหยาให้รู้สึกตัวทั้งที่นางเพิ่งจะข่มตาหลับเอาเมื่อดึกดื่นค่อนคืนเข้าไปแล้วแต่ก็งัวเงียขยี้ตานอนมองเพดานนางจำได้แค่ว่านั่นคือเสียงของสืออวิ๋นที่มาส่งอาหารเวลาเดียวกันในทุกเช้า

            ทุกคืนกว่าจะหลับตานอนได้ก็เสียน้ำตาไปหลายหยดเพราะคิดถึงท่านปู่ท่านพ่อท่านแม่ คิดถึงบ้านสกุลหวงที่จากมา แม้อยู่ในห้องหับมิดชิดแต่แปลกที่แปลกทางเสียงแมลงกลางคืนในป่าที่ร้องระงมทำให้นางรู้สึกกลัวจนต้องจุดตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไขไว้เพราะหลับไม่เต็มตื่น นางจึงมักงีบหลับในช่วงกลางวัน

            หวงเฟิ่งเหยาลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมเพื่อจะลุกไปยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะเพราะเกรงพวกมดจะเคลื่อนขบวนมาหามอาหารนางไปเก็บในรังเสียก่อนเมื่อเปิดประตูห้องเช้านี้กลับไม่เห็นถาดอาหารเหมือนเช่นเคย เด็กสาวก้าวฉับๆลงมาที่ชั้นล่าง กะจะฉะกับบ่าวรับใช้เต็มที่ว่าเหตุใดเช้านี้ไม่มีสำรับอาหารวางไว้หน้าห้องเมื่อเปิดประตูห้องเขาก็ไม่พบคน ในครัวก็มีเพียงถาดอาหารวางอยู่บนโต๊ะหลังจากนั้นเด็กสาวก็โวยวายอยู่คนเดียวว่านางไม่ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมจากคนเป็นบ่าว

            หลังจากกระแทกเท้าเดินตึงๆกลับขึ้นไปชั้นบน หวงเฟิ่งเหยาก็เอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้องด้านสืออวิ๋นนั้นขลุกตัวติดตามอาหวั่งเพื่อศึกษาการปลูกถั่วลิสงไปทั่วไร่งานใดช่วยอาหวั่งได้เขาก็กระตือรือร้นรีบช่วยเหลือจนหนุ่มชาวไร่พื้นถิ่นรู้สึกเกรงอกเกรงใจพวกคนงานอื่นๆ เมื่อเห็นความขยันของเขาก็สมอ้างใช้งานเขาสั่งทำนั่นทำนี่อาหวั่งคิดว่าสืออวิ๋นกำลังถูกเอาเปรียบ แต่เขาก็พูดมากไม่ได้

            ชายหนุ่มจากเมืองหลวงทำงานจนกระทั่งบ่ายเริ่มรู้สึกหิวจึงเดินกลับไปที่โรงเรือนเก็บเมล็ดถั่วเขาเดินสวนกับหวงเฟิ่งเหยาที่โซซัดโซเซพาร่างซึ่งหิวจนตาลายลงมากินข้าวก่อนหน้านี้ราวหนึ่งเค่อนี่เป็นโอกาสที่ชายหนุ่มได้มองเต็มตาเขารู้สึกว่าเสื้อผ้าที่นางสวมใส่มันหมองหม่นค่อนไปทางมอมแมม 

    คล้ายกับเรื่องทาสรักสลักใจ ที่คุณอ่าน