บทที่ 52
การตรวจสอบ
ลู่เฟิ่งในตอนนี้ยังคงปักหลักอยู่ที่ชายแดน แต่ว่าตัวของเขาไม่ได้อยู่ที่เมืองเดิมแล้วเพราะเกรงว่าจะมีคนตามมาพบเจอ
เขาทำการสังหารพวกคนจากนิกายมารพวกนี้ก็เพราะความต้องการของตนเอง แน่นอนว่าไม่ได้ต้องการความดีความชอบอะไร
ถึงแม้ว่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าสังหารพวกคนจากนิกายมันพวกนี้ได้แล้ว ตัวของเขาจะได้รับความดีความชอบจำนวนมาก
ทางราชสำนักเองก็คงจะตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนที่สังหารคนจากนิกายมาได้ขนาดนี้รางวัลที่ได้ก็คงจะไม่พ้นทองคำหลายหีบ
พวกเขาต้องมีการส่งคนมาตรวจสอบอย่างแน่นอน ถ้าเกิดว่ายังคงอยู่ที่เหมือนเดิมยังไร้เสียพวกหน่วยข่าวกรองของราชสำนักก็คงจะพบเจอเขา
ลู่เฟิ่งในตอนนี้สถานะของเขายังคงอยู่ในการฝึกฝน แน่นอนว่าถ้ามีคนรู้ว่าเขานั้นฝึกฝนจนเสร็จแล้วคงจะโดนเรียกตัวกลับวังอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นต้องปิดบังเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้วก็ซ่อนตัว ลู่เฟิ่งจึงย้ายเมืองในการอยู่อาศัย ในตอนนี้เขาได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องคนจากนิกายมารพวกนั้นกระจายไปทั่วทั้งดินแดน
แถมองค์จักรพรรดิก็ได้ให้ผู้คนออกมาตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่ากองกำลังของเมืองหลวงกำลังกระจายกำลังค้นหาคนจากนิกายมาร
พวกเขากำลังตรวจสอบว่าตอนนี้พวกมันกระจายคนไปภายในจักรวรรดิมากขนาดไหนแล้ว
พวกเขาต้องพยายามตรวจสอบให้แน่ชัดเพื่อไม่ให้มีคนจับนิกายมารหลงเหลือภายในจักรวรรดิแห่งนี้
ความเด็ดขาดขององค์จักรพรรดิลู่เซียนที่ไม่ต้อนรับพวกนิกายมาร มันถือว่าเป็นเรื่องที่ดีคนที่คิดช่วยเหลือพวกนิกายมารสิ่งเดียวที่จะได้รับก็คือความตาย
ลู่เฟิ่งรู้ดีว่าถ้าคงจักรพรรดิรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาต้องไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปอย่างแน่นอน บางจักรวรรดิก็ให้พวกนิกายมารเข้าไปปักหลักได้
แต่สำหรับจักรวรรดิแห่งนี้ไม่ต้อนรับพวกนอกรีดอย่างพวกนิกายมาร ถ้าต้องย้อนกลับไปก็คงจะต้องย้อนกลับไปภายในอดีต
เหตุที่ทำให้ราชวงศ์ลู่เกลียดชังพวกนิกายมารเป็นอย่างมากก็เพราะว่าเรื่องราวจากภายในอดีต ในราชวงศ์ก่อนพวกนิกายมารนั้นเป็นนิกายที่สืบทอดมานับพันปี
เมื่อประมาณ 5 รุ่นก่อนพวกนิกายมารแทรกแซงเข้ามาภายในจักรวรรดิแห่งนี้ พวกมันบ่อนทำลายจักรวรรดิแล้วก็เกือบจะทำให้จักรวรรดิแห่งนี้และราชวงศ์ล่มสลาย ที่จะยึดอำนาจราชวงศ์ไปอยู่ภายในมือของพวกมัน
ดีว่าในตอนนั้นจักรพรรดิผู้ทรงความสามารถของราชวงศ์ลู่ ได้ปรากฏกายออกมาแล้วเขาเองก็ได้เปลี่ยนแปลงกำจัดพวกนิกายมารออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ทำให้สถานที่แห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง จักรวรรดิเริ่มทำการฟื้นตัวราชวงศ์ที่กำลังจะล่มสลายนั้นกลับคืนมาอีกครั้ง
ตั้งแต่นั้นมาราชวงศ์ลู่ที่ปกครองจักรวรรดิแห่งนี้ก็ประกาศอย่างแน่วแน่ว่าในตอนนี้จักรวรรดิแห่งนี้ไม่ต้อนรับพวกนิกายมาร
“ ตอนนี้ถือว่ายังดี ”
“ ในเมื่อราชสำนักรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วคงจะไม่มีตระกูลใดโดนควบคุมด้วยคนจากพวกนิกายมาร ”
“ เหมือนกับในชีวิตก่อนของข้าอีก เท่านี้ราชวงศ์เองก็จะได้ไม่ปั่นป่วน ” ลู่เฟิ่งกำลังพึมพำเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เขานั่งอยู่บนหน้าต่างภายในห้องพักของตนเอง ดวงตากำลังมองเมืองแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คน
“ ถ้าเกิดว่าพวกนิกายมารแทรกแซงเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ได้สำเร็จเหมือนในชีวิตก่อน”
“ ความยุ่งยากคงจะทำให้จักรวรรดิแห่งนี้ปั่นป่วนอีกครั้ง”
“ แต่หลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปมันคงจะทำให้ภายในดินแดนแห่งนี้มีการตรวจตาเกี่ยวกับพวกนิกายมารได้เข้มงวดมากขึ้น”
“ เอาเถอะในตอนนี้สิ่งที่ข้าควรทำก็คือเพิ่มระดับของตนเอง”
“ ขอบเขตในตอนนี้แม้ว่าจะไม่ได้สูงมากนัก แต่ถ้าใช้เวลาอีกสักพักก็คงจะสามารถขึ้นไปอยู่ในระดับเชื่อมพลังได้ ”
“ จริงสิต้องเดินทางไปเอามุกจิตอสูรให้กับหลันเซียน ” ลู่เฟิ่งกำหนดเป้าหมายถัดไปของตนเอง
ในตอนนี้เขายังพอมีเวลาอยู่บริเวณด้านนอก กวนประสาทสั่งทุกอย่างให้เสร็จลุล่วงก่อนที่ตนเองนั้นจะกลับไปอยู่ในฐานะองค์ชาย
ถ้าเกิดว่าเขานั้นกลับไปที่เมืองหลวงการกระทำหลายๆอย่างคงจะสามารถกระทำได้ยากเย็นมากขึ้น เพราะเขานั้นมีฐานะขององค์ชายอยู่
เพราะแบบนั้นในตอนนี้อย่างน้อยก่อนที่ตัวของเขานั้นจะอายุ 18 ก็ควรจะทำอะไรหลายๆอย่างให้เสร็จก่อน
ลู่เฟิ่งต้องเดินทางไปเอามุกจิตอสูรตามที่สัญญาเอาไว้กับสหายของตนเอง
“ ต้องเดินทางไปที่ทะเลสาบอสูรคราม ”
ถ้ามองถึงตามคำสัญญาที่เคยให้กันเอาไว้ มุกจิตอสูรมันอยู่ที่ทะเลสาบอสูรคราม มันเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่เลื่องชื่อภายในดินแดนแห่งนี้
สถานที่แห่งนั้นมันคือที่อยู่อาศัยของมุกจิตอสูร ลู่เฟิ่งภายในชีวิตก่อนไปพบเจอมันที่สถานที่แห่งนั้น แต่อย่างที่รู้กันดีว่าเมื่อเขาพบเจอสหายของเขาก็จากไปแล้ว
ในตอนนี้ยังมีเวลาตัวของเขาต้องเดินทางไปเอาเจ้าของสิ่งนั้นกลับไปให้สหายของตนเอง และก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่มันกำลังจะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า
ลู่เฟิ่งพักผ่อนที่เมืองแห่งนี้ก่อน 1 วันจากนั้นเขาก็เร่งเดินทางออกไปจากเมืองแห่งนี้เดินทางไปยังทะเลสาบอสูรคราม
ทะเลสาบอสูรครามต้องใช้เวลาเดินทางหลายวันในการเดินทางไปที่สถานที่แห่งนั้น
ในขณะเดียวกันขณะที่ลู่เฟิ่งกำลังเดินทางไปยังเป้าหมายของตนเอง ข่าวเกี่ยวกับเรื่องพวกนิกายมาหลายร้อยคนโดนกำจัดออกจากจักรวรรดิลู่ก็แพร่กระจายไปยังจักรวรรดิอื่นๆ
จนในตอนนี้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกคนจากนิกายมารพวกนั้นมันเองก็เกิดกระจายไปจนถึงนิกายมาร
ณ นิกายมาร
ยอดเขาปีศาจสถานที่แห่งนี้คือสถานที่ลึกลับ มันเป็นภูเขาหลายลูกที่เรียงต่อกัน สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมได้ม่านเมฆสีดำสนิทบรรยากาศบริเวณรอบๆเย็นยะเยือกถูกปกคลุมด้วยไอมานอันร้ายแรง
มันคือนิกายมารที่เป็นที่ตั้งหลักของพวกนิกายมารที่มีรากฐานมากว่าพันปี
หลังจากที่เรื่องเกี่ยวกับพวกนิกายมารที่แทรกแซงเข้าไปภายในจักรวรรดิลู่โดนกำจัดทั้งหมด เรื่องนี้เมื่อกลับมาถึงสถานที่แห่งนี้
ผู้คนภายในนิกายมารเต็มไปด้วยความโกรธเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เจ้านิกายมารนั่งอยู่ภายในห้องโถงขนาดใหญ่
ยามนี้ภายในห้องโถงแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ร่างเงาสูงใหญ่ของเจ้านิกายกำลังปลดปล่อยออร่าลมปานอันดำสนิทออกมา
“ บัดซบ!!! ”
“ เจ้าสวะพวกนั้นทำพลาดจนได้ ”
“ การที่พวกมันทำพลาดเช่นนี้มันเองก็ทำให้แผนการในการแทรกแซงเข้าไปภายในจักรวรรดิลู่ล้มเหลวน่ะสิ ” เจ้านิกายพูดอย่างกัดฟันแน่น
ในตอนนี้มันเต็มไปด้วยความโกรธในความผิดพลาดครั้งนี้ที่เกิดขึ้น พวกมันควรจะสามารถแทรกแซงเข้าไปภายในจักรวรรดิแห่งนั้นได้ตามแผนที่วางเอาไว้
แต่เหตุใดในครั้งนี้พวกมันจึงทำพลาด การผิดพลาดในครั้งนี้ทำให้การขยายอำนาจของพวกมันไม่สามารถเป็นไปอย่างที่พวกมันต้องการได้
“ ทั่วทั้งทวีปแห่งนี้มีเพียงแค่จักรวรรดิลู่เพียงสถานที่เดียวที่พวกเราไม่สามารถแพร่กระจายอำนาจของพวกเราเข้าไปได้”
“ บัดซบ!!! ” ฝ่ามือของมันทุบลงไปที่ที่นั่งของตนเองอย่างเต็มแรง
ตูม!! แรงของฝ่ามือที่ทุบลงไปสนั่นไปทั่วทั้งตำ
“ เจ้านิกายโปรดระงับโทสะ ตอนนี้พวกเรากำลังไปทำเสิร์ฟแล้วขอรับว่าผู้ใดที่เป็นคนทำให้แผนการของเรานั้นพัง ” หนึ่งในผู้อาวุโสพูดขึ้นด้วยท่าทางร้อนรนเมื่อเห็นเจ้านิกายของมันกำลังโกรธ พวกมันกำลังตามหาว่าใครกันที่เป็นคนทำให้แผนการในครั้งนี้ของพวกมันนั้นพังทลายลง
จบบท