- 8 -
ผมรู้สึกถึงใครบางสิ่งที่แตะอยู่บนหน้าของผม
เช้าแล้วเหรอ?
แต่ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก
“มิว?”
ไม่ใช่ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศนี้ไม่ใช่ห้องของตัวเอง
ผมเปลี่ยนที่นอนบ่อย หลายครั้งที่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดและค้างที่โรงแรม
แต่ทุกครั้งผมจะตั้งนาฬิกาปลุก และล็อกห้องเสมอ
ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีใครเข้ามาในห้องนอนได้ง่ายๆ
ผมลืมตาด้วยความใ
แต่เมื่อลืมตาขึ้น คนแรกที่มองเห็นเป็เด็กสาวผมสีดำ ที่มีเขาแพะอยู่บนหัว
ผมผุดลุกขึ้นด้วยความมึนงง
ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเองแล้ว
จริงด้วย... ผมถูกทรยศ ถูกยิง ตายไปแล้ว และมาอยู่ในโลกใหม่ที่ไม่รู้จักแห่งนี้
คีย์เข้ามาปลุกผมในตอนเช้า
ที่เธอถือเข้ามาด้วยเป็เสื้อผ้าชุดหนึ่ง และอ่างล้างหน้าวางรออยู่แล้ว
ผมลุกขึ้นแบบงงๆ ไปยังอ่างไม้ใส่น้ำ
คีย์ยืนจ้องมองผมด้วยหน้านิ่งๆของเธอ
ผมจ้องกลับ รอว่าเธอจะปล่อยให้ผมใช้เวลาส่วนตัวเมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนว่าเธอกะจะรออยู่เพื่อช่วยผมเปลี่ยนชุดเหมือนพวกหญิงรับใช้คอยช่วยเ้าหญิงแบบที่เห็นในภาพยนตร์ที่มีเซ็ตติ้งแบบยุโรปยุคกลาง
แต่ผมไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น ไม่แน่ๆ...
“ออกไปก่อน เดี๋ยวผมเปลี่ยนชุดเองก็ได้”
คีย์ค้อมหัว และออกไปจากห้องเงียบๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าอะไรเลย
ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้น เมื่ออยู่คนเดียว และกะว่าจะล้างหน้าแปลงฟันและเปลี่ยนเสื้อ
ข้างๆอ่างไม้ มีไม้คล้ายๆไผ่ กับตลับบางอย่าง
ผมเปิดดูมันใส่ผงอะไรบางอย่างไว้
ผมลองดมดู เป็กลิ่นหอมเย็นคล้ายๆยาหม่อง เลยลองเอาลิ้นแตะดู พบว่าน่าจะเป็เกลือ กับสมุนไพรบางอย่าง
ยาสีฟันนั่นเอง
แต่ว่า... แล้วแปลงสีฟันล่ะ? มองตรงไหนก็ไม่มีแปลงสีฟันเลย
“คีย์” ผมร้องเรียก
เด็กสาวกลับมาอีกครั้ง เธอไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ผมเดาได้ถึงบรรยากาศรำคาญของเธอ... ไม่สิ เพราะเธอไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด ดังนั้นผมอาจจะคิดไปเองก็ได้
“แล้วแปรงสีฟันล่ะ?”
“แปรงสีฟัน?” คีย์ทวน
ผมทำท่าแปลงฟันในอากาศ
เด็กสาวพยักหน้า แล้วหยิบไม้ที่วางอยู่ตรงนั้นขึ้นมา
เธอฟันกัด ให้ตรงปลายแตกเป็เส้นๆ แล้วเอามันเตะลงบนผง แล้วยื่นให้ผม
“…”
ผมคิดว่าควรจะกัดอีกทางที่เธอยังไม่กัดใหม่มั้ย แต่กลัวว่าทำแล้วจะดูเหมือนว่ารังเกียจ ผมสงสัยว่ามันจะสงสัญญาณที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้เื่ความเท่าเทียมกัน ก็เลยตัดสินใจแปลงมันทั้งแบบนั้นเลย
พูดตรงๆว่าใช้งานลำบากกว่าแปลงสีฟันมาก ถ้าเป็แบบนี้จะต้องมีจุดที่แปลงฟันไม่ทั่วถึงจนฟันผุเร็วๆนี้แน่ๆ แต่เอาวะ ดีกว่าไม่มี
ผมทนการจ้องของคีย์ขณะที่ผมแปลงฟันไม่ได้ เลยจำใจต้องบอกให้เธออกไปอีกรอบ
ผมล้างหน้า และจัดผมในกระจก
ถึงจะตัดผมสั้น แต่ร่างใหม่ของผมก็ยังดูไม่เหมือนผู้ชายอยู่ดี
เพราะตัดด้วยมีดเลยได้แค่นี้
ส่องกระจกแล้วดูเหมือนเด็กสาวผมสั้นมากกว่า
มีหวีทำจากไม้ แต่ยิ่งหวียิ่งฟู เป็เพราะเส้นผมโค้งเล็กน้อยหรือเปล่านะ
ผมไม่รู้จะจัดทรงผมอย่างไร เอาเถอะ ปล่อยไปประมาณนี้ก็แล้วกัน
ผมเปลี่ยนไปสวมเสื้อที่คีย์เอาเข้ามาให้
กางเกงผ้าฝ้าย กับเสื้อแบบใช้เชือกผูก กางเกงเป็สีน้ำตาล ส่วนเสื้อสีขาวซีดๆ ผ้าคลุมมีแถบสีประดับ น่าจะย้อมด้วยเปลือกไม้บางอย่าง
กางเกงชั้นในของผู้ชายก็เป็แบบผูกเชือก ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันไม่รู้ว่าต้องผูกปมแรกขนาดเท่าไหร่ถึงจะพอดี ต้องลองอยู่สักสองสามครั้ง
ส่วนกางเกงชั้นนอกเป็แบบมีเชือกสายรัดเอวร้อยกับสิ่งที่คล้ายหูเข็มขัด ผมไม่รู้ว่าควรจะผูกเชื่อกยังไงเลยผูกเป็ปมธรรมดา หวังว่ามันจะไม่หลุดง่ายๆ
เสื้อมีเชือกอยู่ตรงปลายทั้งสองข้าง ผมพบเชือกเย็บด้านในปกซ้าย ใกล้ๆเอว แต่มีเชือกด้านนอกตรงเอวขวา เลยรู้ว่าต้องเอาเชื่อกของปกขวาไปผูกด้านใน แล้วเอาปกเสื้อซ้ายทับขวาไปผูกกับเอว
ใส่เสร็จแล้วดูคล้ายๆกับชุดฮัปปิของญี่ปุ่น ชุดของโชก็น่าจะใส่ในรูปแบบเดียวกัน
มีเข็มขัดผ้าอีกอัน ผมจำได้ว่าพวกที่เจอเมื่อวานไม่ได้ผูกสายเป็ปมด้านหน้าเหมือนสายยูโดหรือคาราเต้ เลยตัดสินใจผูกเป็ปมข้างเอว ให้ปลายเชือกห้องลงข้างๆเอว
ชุดด้านนอกผ้าคลุมเหมือนพ่อมด เหมือนเอาผ้าห่มห่มไหล่ แต่มีเชือกให้ผูกติดกันไว้ ทั้งชุดใช้ปมเชือก ไม่มีกระดุมเลย
ความจริงก็เป็ชุดที่สวมสบายดี แต่ผมรู้สึกว่ามันเหมือนชุดนอนมากกว่าชุดทำงาน
ผมส่องกระจก นึกออกแล้วว่าชุดเหมือนกับอะไร
มันเหมือนชุดเจไดในสตาร์วอร์นี่เอง
ผมสวมผ้าคลุมแล้วเดินออกไป พบคีย์ยืนอยู่ข้างประตู เธอถือรองเท้าซึ่งน่าจะเป็ของผมอยู่ เป็รองเท้าแตะที่มีเชือกสำหรับรัดข้อเท้า คล้ายๆรองเท้าโรมันโบราณแบบขนาดแค่ข้อเท้า
อากาศด้านนอกค่อยข้างเย็น เย็นกว่าอยู่ในห้องแอร์ น่าจะราวๆ 20 องศา... ไม่รู้สิ อาจจะต่ำกว่านั้น แต่ร่างกายนี้ชินแล้วก็ได้มั้ง คงเพราะอากาศเย็นแบบนี้คนที่นี่เลยสวมผ้าคลุม
พื้นไม้เย็นเล็กน้อย พวกเราถอดรองเท้าตอนขึ้นมาบนบ้าน แสดงว่าที่ที่ไม่มีวัฒนธรรมใส่รองเท้าในอาคาร ผมก็เลยเดินตามคีย์ไปทั้งๆที่เท้าเปล่า จนมาถึงห้องอาหาร ที่โชรอผมอยู่
โชดูเหนื่อยๆ สีหน้าเธอแย่มาก ผมคิดว่าเธอเมาค้างแน่ๆ
“นายตัดผมเรอะ!” เป็คำแรกที่เด็กสาวทักผม
“ที่โลกของผมผู้ชายส่วนใหญ่ตัดสั้นกว่านี้อีกนะ มีอะไรน่าแปลกเหรอ”
“เส้นผมคือชีวิตนะ! มีแค่ทาสกับเครื่องเรือนเท่านั้นแหละที่จะตัดผม!”
“มีความเชื่อแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ตายล่ะ ข้าต้องพาเ้าเข้าเฝ้านะ ใครตัดผมให้นายเนี่ย!”
“ผมสั่งให้คีย์ทำเอง”
คีย์ไม่เปลี่ยนสีหน้า เธอก้มหน้าลงเป็ท่าแสดงความเคารพ แต่เป็ความหมายว่าผมพูดถูกด้วยเช่นกัน
“เดี๋ยว... ทำไมคีย์ทำตามที่เ้าสั่งล่ะ”
ผมขมวดคิ้ว
“เมื่อคืนเธอยกคีย์ให้ผมแล้วไม่ใช่เหรอ”
“อะไรนะ!” โชทำตาปริบๆ “ข้าทำแบบนั้นเหรอ”
ผมยกข้อมือที่มีสัญลักษณ์ขึ้นมา
โชกระพริบตาปริบๆ
“เป็ไปได้ยังไง”
“…เธอไม่รู้เื่เหรอ”
“ไม่เห็นจะรู้เื่เลย”
“เดี๋ยวนะ เมื่อคืนเธอจำอะไรได้บ้าง”
“ก็หลังจากเจอพวกโจร กลับมา เราก็กินข้าว... แล้ว... แล้วอะไรอีกนะ”
“โช” ผมจับไหล่เธอ
“ย… อย่ามาจับนะเ้าไพร่”
“ฟังนะ”
“อะ เอ่อ...”
“จากนี้เป็ต้นไปเธอห้ามกินเหล้าอีก”
ถ้าปล่อยต่อไปชีวิตของเธอพังพินาจแน่ๆ
“เ้ามีสิทธิอะไรมาสั่งข้า เ้าไพร่”
“ห้ามกินเหล้าอีก... สัญญาสิ”
“หา…”
“สัญญา!”
เธออ้ำอึ้งเมื่อเห็นความจริงจังของผม
“ก... ก็ได้” โชบอก “ชั้นี้เีเถียงกับนายเพราะรีบเฉยๆหรอกนะ รีบกินสิเ้าไพร่!”