เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
ดาบและกระบี่ปะทะเข้าด้วยกัน
เป็นการโจมตีที่รวดเร็วดั่งสายฟ้า
กระแสคลื่นใหญ่อันเกิดจากการปะทะของพลังวิญญาณที่แสนแข็งแกร่งระเบิดขึ้นในจุดที่ดาบและกระบี่ประสานเข้าด้วยกัน
หลี่ว์เจี้ยนไป่เลิกคิ้วขึ้น สิ่งที่เห็นทำให้เขาอดตกตะลึงไม่ได้ซูฉางอันมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น ทว่าพลังกดดันที่ส่งมาจากดาบของเขากลับแข็งแกร่งยิ่งกว่านักรบระดับคุมพิภพทั่วไปเสียอีก
เขาเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกคนที่อยู่เบื้องหลังผู้ดูแลไป๋ซึ่งเป็นผู้ดูแลสูงสุดของเขาถึงรีบร้อนกำจัดทายาทแห่งสำนักเทียนหลานถึงเพียงนั้น
พลังที่น่าสยดสยองเช่นนี้ เกรงว่าคงจะมีเพียงมั่วทิงอวี่ในอดีตเท่านั้นที่เทียบชั้นได้
แต่พลังแค่นี้ ยังไม่เพียงพอ...
หลี่ว์เจี้ยนไป่ยกมุมปากขึ้น ต่อให้ซูฉางอันจะแข็งแกร่งเพียงไหน แต่อย่างไรเสียเขาก็มีระดับพลังมากกว่าซูฉางอันถึงสามระดับ ต่อให้มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเท่าไรก็ไม่อาจชดเชยระดับที่แตกต่างกันได้
เขามั่นใจว่างานนี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ งานสุดท้ายในชีวิตเขา ต้องสำเร็จแน่นอน
ความรู้สึกหลากหลายระเบิดขึ้นกลางใจอย่างไม่อาจหักห้าม
ขนาดมดตัวจ้อยยังอยากมีชีวิตอยู่ แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์อย่างเขา?
หลี่ว์เจี้ยนไป่ไม่มีทางปลงกับเรื่องนี้ได้อยู่แล้วแต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เหตุนี้ เขาจึงทำใจแข็ง แล้วขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นอย่างบ้าคลั่งในเมื่อหนีความตายไม่พ้น เช่นนั้นก็เหวี่ยงกระบี่สุดท้ายออกให้สุดพลังไปเสีย
เขาคิดเช่นนั้นในใจ พลันพลังกดดันจากคมกระบี่ทวีความบ้าคลั่งขึ้น
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ซูฉางอันก็ยกมุมปากขึ้น
เด็กหนุ่มหมุนดาบในมือ เขาหมุนคมดาบไปด้านข้างและใช้ด้านแบนของตัวดาบปาดผ่านคมกระบี่ไปแทน ตัวดาบเสียดสีกับกระบี่จนเกิดประกายไฟขึ้นปานเป็นเหล็กกล้าที่ปาดผ่านหินแกร่งไปเช่นนั้น
เพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้การโจมตีอย่างสุดกำลังของชายวัยกลางคนคว้าน้ำเหลวเสียแล้ว
แม้กระบวนท่านี้ของซูฉางอันจะแลดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าความจริงนับเป็นการกระทำที่เสี่ยงมากไม่เบา
ร่างของคนทั้งสองเฉียดผ่านกันไปตามแรงและทิศทางของการโจมตี
และในการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือ คู่ประลองมักจะเผื่อพลังเอาไว้สามส่วน เพื่อใช้ในการป้องกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเสมอนอกเสียจากคนผู้นั้นจะมั่นใจเต็มร้อยว่าสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้แน่นอน
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ชายวัยกลางคนถึงต้องการสังหารซูฉางอันเพียงนี้ถึงขั้นทุ่มสุดแรงทันทีที่ลงมือ ไม่เปิดโอกาสให้ซูฉางอันได้ตั้งหลักและไม่เผื่อทางให้ตัวเองได้ถอยกลับด้วยเช่นกัน
ซูฉางอันรู้ดี ว่าหากประลองกันด้วยพลังวิญญาณเขาไม่มีทางสู้ชายคนนี้ได้แน่ เหตุนี้ เมื่อจับทิศทางแห่งพลังของชายคนนี้ได้เขาก็คิดแผนรับมือขึ้นทันที
แสร้งว่าเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคนแบบซึ่งๆ หน้า ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับออกแรงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
เขาเผื่อพลังอีกครึ่งเอาไว้ จากนั้นหมุนคมดาบ เปลี่ยนจากการรับตรงๆ เป็นปาดผ่านเพื่อหลบจากรัศมีโจมตีของอีกฝ่าย ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ลดพลังในการจู่โจมของอีกฝ่ายได้มหาศาล
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บจากพลังที่เล็ดลอดออกมาอยู่ดีแต่เขาก็กัดฟันกรอด ข่มอาการบาดเจ็บภายในร่างเอาไว้จนได้
เพราะชายวัยกลางคนทุ่มสุดแรงโดยไม่เผื่อพลัง เขาจึงรอดชีวิตมาได้เช่นนี้เพราะในตอนที่ร่างของทั้งสองเฉียดผ่านกันไป ซูฉางอันเปิดจุดสำคัญออกจนหมดหากชายคนนั้นยังเหลือพลัง และเลือกโจมตีในจังหวะนั้น เขาคงตายไปแล้ว
เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
แย่แล้ว... หลี่ว์เจี้ยนไป่ร้องลั่นขึ้นในใจแต่เพราะการจู่โจมเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อีกเขาจึงได้แต่นึกโมโหอยู่ในใจ
ทว่าเห็นได้ชัดว่าซูฉางอันไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ทบทวนความผิดพลาดของตัวเองเลย
วินาทีที่เฉียดผ่านร่างของหลี่ว์เจี้ยนไป่ไป ซูฉางอันใช้ปลายเท้าแตะพื้นจากนั้นก้มตัวลง พลันกระบี่ที่แบกอยู่บนหลังสั่นสะเทือนเมื่อเสียงคำรามแห่งกระบี่ระเบิดขึ้น กระบี่สิบทิศทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าพร้อมกับร่างของซูฉางอันที่เปลี่ยนทิศทางไปในพริบตา
ซูฉางอันกระชับดาบเก้าผจญที่มั่วทิงอวี่ทิ้งเอาไว้ให้พร้อมประกายรังสีเย็นยะเยือกขึ้นในแววตา
“สายฟ้า!”เขากล่าวขึ้น
สำหรับหลี่ว์เจี้ยนไป่แล้ว เสียงอันแสนราบเรียบที่ดังก้องอยู่ในหูของเขาช่างน่าสยดสยอง ปานเป็นเสียงทวงชีวิตจากขุมนรก ประดุจคำพิพากษาจากยมบาลเช่นนั้นมันทำเขาหนาวสั่นไปทั้งใจ ชายวัยกลางคนขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นอย่างฉุกละหุก ยกกระบี่ขึ้นมากันเอาไว้ที่หน้าอกด้วยสภาพที่น่าสังเวช
ทันใดนั้น ร่างของซูฉางอันก็กลายเป็นสายฟ้าสีม่วง พุ่งโจมตีศัตรูด้วยความเร็วเหนือขีดจำกัดของนักรบระดับอรุณรุ่งหลายเท่า
ตู้ม!
เสียงหนึ่งดังก้อง
ดาบของซูฉางอันกระแทกลงบนกระบี่ของหลี่ว์เจี้ยนไป่อีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาไม่ได้หลบเลี่ยง และไม่คิดเปลี่ยนกระบวนท่าเพื่อลวงตาอีกต่อไป
แต่ในครั้งนี้ เขาเลือกประชันพลังวิญญาณกับหลี่ว์เจี้ยนไป่ที่เป็นนักรบระดับสั่งฟ้าแบบตรงๆ
เดิมที หลี่ว์เจี้ยนไป่ตกตะลึงเป็นอย่างมากคิดไม่ถึงเลยว่าดาบของซูฉางอันจะทรงพลังและรวดเร็วจนน่าตกใจเช่นนี้ ในตอนแรกเขายังคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะหลบเลี่ยงการปะทะออกไปเหมือนครั้งก่อนเสียอีกคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนี่จะประชันพลังวิญญาณกับเขาซึ่งๆ หน้าเฉกเช่นคนโง่งมเช่นนี้
เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเขาจึงเซถลาออกไปหลายก้าวในตอนแรกแต่เพียงไม่นานเขาก็ตั้งหลักได้อีกครั้ง
เมื่อตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าต้องการจะประชันพลังวิญญาณด้วย หลี่ว์เจี้ยนไป่ก็ระเบิดความดีใจขึ้นมาทันทีเขาเตรียมจะขับเคลื่อนพลังวิญญาณในตัวออกมาอีกครั้ง ด้วยหวังข่มเด็กตรงหน้าด้วยระดับพลังที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดของตน
แต่คิดไม่ถึงว่าในตอนนั้น จู่ๆ แววตาของเด็กหนุ่มเผยประกายแสงคมกริบ
ซูฉางอันพูดขึ้นทีละพยางค์ด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “กระ-บี่-บง-กช!”
ทันใดนั้น จู่ๆ พลังแห่งกระบี่มหาศาลพุ่งลงจากฟากฟ้า กระบี่ที่ตลบอบอวลไปด้วยรังสีสังหารพุ่งมายังศีรษะของหลี่ว์เจี้ยนไป่แล้ว
หลี่ว์เจี้ยนไป่สะดุ้งตกใจ เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ภาพสะท้อนของดอกบัวบานสะพรั่งอยู่ณ ปลายกระบี่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในม่านตาของเขา
เขาเตรียมกระจายพลังวิญญาณออกมาป้องกันร่างกายเอาไว้แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะเพียงชั่วพริบตาปลายกระบี่ก็มาจ่ออยู่ที่กลางหน้าผากแล้ว...
เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ดำเนินมาจนถึงตอนจบ ซูฉางอันจึงแตะปลายเท้าลงบนพื้นดินถอยออกไปไกลหลายจั้ง จากนั้นมองไปยังชายวัยกลางคนซึ่งกำลังจะถูกดอกบัวที่ปลายกระบี่บดขยี้ในอีกไม่กี่อึดใจด้วยสายตาเย็นยะเยือก
นี่ควรเป็นภาพที่อำมหิตและเลือดเย็นมากจึงจะถูก
แต่น่าแปลกที่ซูฉางอันกลับไร้ความรู้สึกใดๆ
ราวกับคนที่กำลังจะแหลกละเอียดตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจแต่เป็นกองหิมะ หรือกองโคลนที่ถูกก่อขึ้นเท่านั้น
เขามิใช่เด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินทางมายังที่เมืองฉางอันอีกต่อไป
บางที เขาอาจยังยึดติดกับความคิดบางอย่าง และคาดหวังในเรื่องที่เป็นเหมือนความฝันลมๆแล้งๆ อย่างน่าขันอยู่...
แต่อย่างน้อย ในที่สุดเขาก็เข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้แล้ว
และเข้าใจแล้ว ว่าหากต้องการจะปกป้องสำนักเทียนหลานเอาไว้การเดิมพันด้วยชีวิต อาจยังไม่พอ...
แต่เขาจำเป็นต้องสละบางอย่างไปอีกมาก...
ของเดิมพันราคาสูงเหล่านั้น เคยทำให้เขาลังเลไม่น้อย
แต่บัดนี้ เลือดสีแดงที่เบื้องหน้ามู่กุยอวิ๋น กลับเป็นดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผาม่านตาของเขาจนปวดร้าวไปหมดกระบี่ที่ชายวัยกลางคนพุ่งไปที่กู่เซี่ยนจวิน ทำให้เขาเจ็บปวดแสนสาหัส ราวปลายกระบี่เล่มนั้นแทงลงที่กลางอกของเขาไปแล้วเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดอย่างน่าขันว่าด้วยฐานะของกู่เซี่ยนจวินและมู่กุยอวิ๋นต่อให้คนเลวพวกนั้นคิดร้ายกับสำนักเทียนหลาน อย่างไรเสีย พวกเขาก็คงคำนึงถึงมหาอำนาจที่อยู่เบื้องหลังของคนทั้งสองและไม่กล้าลงมือกับทั้งสองอยู่ดี
กระทั่งตอนนี้ เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
หมาป่าพวกนั้นโหดร้ายและชั่วช้ากว่าที่เขาคิดเอาไว้นับร้อยเท่า
และความคิดที่อ่อนต่อโลกของเขา นอกจากไม่อาจช่วยสำนักเทียนหลานที่แตกละเอียดได้ยังทำให้คนที่เป็นห่วงเขาอย่างจริงใจ ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่คนถูกทำร้ายเสียอีก
ดังนั้น เขาจึงมองบงกชแห่งกระบี่ครอบคลุมร่างของชายวัยกลางคนด้วยสายตาเย็นยะเยือก
เขาจะฉีกผิวหนังและทลายกระดูกของชายคนนี้ให้แหลกละเอียดด้วยบงกชดอกนี้
เขาต้องการให้คนผู้นี้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด และโหยหวนด้วยความทรมาน
เขาต้องการให้คนทั้งเมืองได้ยินเสียงนี้
ให้เสียงนี้...
เป็นเสียงคำรามจากลูกแกะ
และเป็นสัญญาณประกาศว่า หมาป่าวัยเยาว์อย่างเขา... เผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว