ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 6 อูหลินเฟิง ปะทะ กู่ซือเอิน 3

            “คิดจะทำยังไงต่อ” เสียงของลุคดังออกมาจากกระบี่วิญญาณฟ้า หลังจากที่ร่างของชิกิงามิถูกทำลายลงไป ลุคจึงเข้ามาอาศัยอยู่ในกระบี่วิญญาณฟ้าแทน กู่ซือเอินในตอนนี้มีความแข็งแกร่งที่เรียกว่าเกือบจะสมบูรณ์แบบ มีทั้งพละกำลัง ความเร็ว พลังฟื้นฟู วิชาพิษ และยังมีพิษที่สามารถป้องกันดวงจิต การเอาชนะนางในตอนนี้มีความยากยิ่งนัก

            “อาจจะต้องใช้พลังนั้น” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่ออกมาจากสุสานเทพกระบี่อูหลินเฟิงที่จำเป็นต้องหยุดระดับชั้นพลังวิญญาณ ไม่ให้ทะลวงสู่ชนชั้นราชัน ได้ทำการฝึกพลังวิญญาณของตนเองเพิ่มเติม เพื่อให้ใช้วิชาได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงทำให้พลังที่มีอยู่แล้วแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และ อูหลินเฟิงได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมา

            “ไม่ใช่ว่าจะต้องเก็บสิ่งนั้นไว้ก่อนหรอ” ลุคถาม เพราะว่าอูหลินเฟิงเป็นคนบอกเองว่าข้อมูลในการต่อสู้ครั้งนี้อาจถูกแดนจันทราโลหิตรับรู้และหาทางรับมือได้

            “เรื่อง เรน จำเป็นต้องให้เขาเป็นไม้ตาย แต่ว่าวิชาของข้าหากไม่มีการพัฒนาอีกฝ่ายอาจจะสงสัยได้เช่นกัน” อูหลินเฟิงกล่าว ในการแข่งขันครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะต้องแข่งขันอีกกี่รอบ มีสิ่งหนึ่งที่กฎการประลองไม่ได้บอกก็คือจำนวนรอบของการแข่งขัน ราวกับว่าหนึ่งคนอาจจะได้แข็งมากกว่าหนึ่งรอบ หรือ ได้แข่งเพียงรอบเดียวแล้วอาจจะไม่ได้แข่งอีกเลยก็เป็นไปได้

    หากว่าอูหลินเฟิงแสดงพลังจำกัดเพียงแค่สิ่งที่แดนจันทราโลหิตรับรู้ นักวางกลยุทธ์ของอีกฝ่ายย่อมต้องรู้ว่าเขากำลังออมมืออยู่อย่างแน่นอน แล้วยังอาจทำให้เขาไม่ได้รับคัดเลือกไปยังแดนเทพรกร้างอีกด้วย

            “แต่ว่าก่อนที่จะใช้วิชาอสูรสถิตร่าง คงต้องให้แปดหางและเสี่ยวหยุนออกมาก่อน หากว่าทั้งสองยังไม่อาจเอาชนะนางได้ ค่อยใช้วิชาอสูรสถิตร่าง” อูหลินเฟิงบอก ถึงแม้เขาจะพูดเองว่าต้องออมมือในการประลองครั้งนี้แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงความต้องการที่จะต่อสู้แบบจริงจังของกู่ซือเอิน และเขาเองก็จะตอบรับความรู้สึกนั้นเช่นกัน

            “งั้นก็ลองดู” ลุคตอบ

            จากนั้นอูหลินเฟิงจึงนำ เสี่ยวปินและหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัวออกมา อูหลินเฟิงนำยันต์สีขาวของตนเองออกมาเร่งพลังวิญญาณของตัวเองชักนำหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัวให้ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

            วิชาวิญญาณ เชื่อมประสานวิญญาณประสานกาย

            หมาป่าขนเพลิงที่ตอนนี้แต่ละตัวมีพลังระดับหกขั้นต้น เมื่อหมาป่าทั้งแปด สามารถประสานพลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ในตอนนี้หากมันทั้งแปดประสานกันเป็นร่างเดียว จะกลายเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของอูหลินเฟิงทันที รัศมีชนชั้นราชันอสูรขั้นต้นพวยพุ่งออกมาจากร่างของหมาป่าขนาดยักษ์ที่มีแปดหาง

    ส่วนเสี่ยวปิน วิหคมรณะชนชั้นจอมอสูรขั้นสูง รัศมีลมปราณของมันเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าราชันอสูรอย่างหมาป่าขนเพลิงแปดหาง ลมปราณมรณะของมันน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก สองสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของอูหลินเฟิงปรากฏตัวออกมาพร้อมกัน

            “อย่าโกรธข้าทีหลังล่ะ ซือเอิน” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังกู่ซือเอิน

            “หากออมมือให้ ข้าจะโกรธยิ่งกว่านี้” กู่ซือเอินตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มอย่างดีใจ ที่อีกฝ่ายไม่ได้ออมมือให้นางมากนัก กู่ซือเอินนำกริชคู่เงาทมิฬออกมา นางเองก็จะเอาจริงขึ้นมาอีกระดับเช่นกัน แม้ว่าอูหลินเฟิงจะบอกให้ออมมือก็ตาม ในใจของนางอยากที่จะแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาเพื่อให้ชายตรงหน้าได้เห็น 

            “อย่ายิ้มแบบนี้จะได้ไหม” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับจ้องมองรอยยิ้มนั้นอย่างเหม่อลอย โดยปกติแล้วกู่ซือเอินมักจะทำสีหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ แต่เมื่อนางยิ้มราวกับว่ารอยยิ้มของนางจะสามารถสะกดอูหลินเฟิงได้อยู่หมัด

    ..

            อัฒจันทร์ส่องนภา

            “ดูนั่นสิ สัตว์อสูรระดับราชัน! ชายคนนั้นสามารถควบคุมสัตว์อสูรระดับราชันได้” เสียงตื่นตระหนกดังออกมาจากผู้ที่รับชมภายในอัฒจันทร์ การปรากฏตัวของหมาป่าขนเพลิงแปดหางที่มีระดับพลังถึงชนชั้นราชันอสูร สามารถสร้างตื่นตะลึงให้แก่ผู้ที่พบเห็นได้อย่างมากโดยเฉพาะลูกศิษย์ของสถาบันที่สังกัดในสาขาที่แปด สาขานักฝึกสัตว์

            “อูหลินเฟิง? อัจฉริยะนักฝึกสัตว์จากทวีปลมปราณฟ้า อันดับที่หนึ่งร้อย? ของร้อยมังกรทะยาน บ้าน่า! อันดับที่ร้อยมีความสามารถแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ อันดับครั้งนี้มีความผิดพลาดหรือเปล่า” เสียงของลูกศิษย์คนหนึ่งในสถาบันเทพราชันกล่าวขึ้นมา ตัวเขาเองเป็นศิษย์สายหลักของสาขาที่แปดสาขานักศึกษา แต่ภายในสาขานักศึกษาก็ไม่ได้มีผู้ที่สามารถใช้วิชาเชื่อมประสานวิญญาณได้ และยังไม่มีใครที่จะควบคุมสัตว์อสูรอย่างวิหคมรณะได้อย่างแน่นอน

            "นั่นสิ..ความแข็งแกร่งแบบนี้ สมควรจะอยู่ภายในยี่สิบอันดับแรกมากกว่า"เสียงของศิษย์ภายในสถาบันอีกคนเห็นด้วย

            ..

    คฤหาสน์รับรองของหอคอยวิญญาณ

            “ว้าว ดูนั่นสิ ญาติผู้น้องของเจ้า เป็นนักฝึกสัตว์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สามารถใช้วิชาเชื่อมประสานวิญญาณได้อย่างเดียวเลยทีเดียว ไม่ใช่เพียงแค่นั้นยังสามารถจับวิหคมรณะไว้ได้อีกด้วย” มุราคามิ มิซากิ หญิงสาวผู้สวมชุดมิโกะสีเขียว หันไปหาเนี่ยหลุนที่สวมชุดองค์เมียวจิสีขาวบริสุทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์ของหอคอยวิญญาณ

            “นั่นสิ สุดยอดจริงๆ วิหคมรณะเป็นสัตว์อสูรที่มีทั้งระดับลมปราณ จิต และ วิญญาณในระดับสูง การจะอยู่ใต้อาณัติผู้ใดแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถือว่าเป็นนักฝึกสัตว์ที่มีความสามารถไม่น้อยเลยทีเดียวที่สามารถทำให้วิหคมรณะยอมรับได้” เนี่ยหลุนกล่าวอย่างชื่นชม ญาติผู้น้องของเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

            “วิหคมรณะ? จะว่าไปแล้ว...เหตุใดวิหคตัวนั้นถึงมีลมปราณแบบเดียวกับราชวงศ์จันทราทมิฬในอดีตได้” หวังชุน ชายร่างใหญ่จากตระกูลหวัง กล่าวถามออกมา ตัวเขาไม่ค่อยได้ศึกษาประวัติศาสตร์หรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์อสูรมากนัก แต่เขาจำได้ว่าปราณมรณะเป็นปราณโบราณของราชวงศ์จันทราทมิฬที่ล่มสลายไป

            “ในอดีตพวกราชวงศ์จันทราทมิฬมีองค์ชายที่แปลกประหลาด ชอบนำสิ่งมีชีวิตมาทดลอง นำพลังสายเลือดของสิ่งมีชีวิตสองชนิดมาประสานกันบ้าง ย้ายพลังสายเลือดของสัตว์อสูรบ้าง หรือทดลองนำสายเลือดของราชวงศ์ใส่ลงไปยังสัตว์อสูร วิหคมรณะก็เป็นผลผลิตจากการทดลองนั้น บรรพบุรุษของวิหคมรณะสามารถวิวัฒนาการตนเองให้เข้ากับลมปราณมรณะได้ หลังจากที่ราชวงศ์จันทราทมิฬได้ล่มสลายลงไป ทำให้สัตว์อสูรหลายตัวที่ถูกทดลองถูกปลดปล่อย แต่ละตัวต่างแยกย้ายกันไปตามแต่ละที่ตั้งรกรากของตนเองออกมา วิหคมรณะตัวนั้นก็คงเป็นลูกหลานของวิหคมรณะที่รอดชีวิตไปได้” เนี่ยหลุนกล่าวอธิบาย

            “แต่ข้ากลับสนใจ ชิกิงามิ ที่ออกมาเมื่อครู่มากกว่า เหมือนว่านั่นจะเป็นจิตวิญญาณแฝดของเขา” เสียงประสานของเรย์อิน มาโกะ และ เรย์อิน มากิ ดังออกมาพร้อมกันหลังจากที่มองการต่อสู้นั้น

            “นอกจากจะมีความสามารถในการฝึกสัตว์ในระดับสูง ยังมีความสามารถใช้วิชายันต์ในระดับสูงด้วยเช่นกันสินะ ใช้ร่างของชิกิงามิเพื่อเป็นภาชนะรองรับจิตวิญญาณแฝด สร้างสรรค์ไม่น้อยเลยทีเดียว” เนี่ยหลุนกล่าวชมอีกครั้ง ปกติแล้วจิตวิญญาณแฝดของตระกูลเนี่ย จะปรากฏได้ในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในร่างเดียวที่สลับกันออกมา หรือการนำจิตวิญญาณแฝดเข้าสู่ภาชนะของบางสิ่งบางอย่างก็สามารถทำได้เช่นกัน ตัวของเนี่ยหลุนก็สามารถใช้ได้ทั้งสองประเภท สามารถสลับกันออกมาหรือใช้วิญญาณแฝดลงไปในภูตคล้ายๆกับอูหลินเฟิง

            “สามารถใช้วิชาที่ยุ่งยากแบบนั้นได้อย่างชำนาญ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก” หวังชุนกล่าว สิ่งที่เขาหมายถึงย่อมต้องเป็นวิชายันต์ นั่นก็เพราะว่าวิชายันต์จำเป็นต้องเขียนอักษรออกมารวมกันสร้างเป็นยันต์จึงจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญอย่างมากเพื่อที่จะสร้างขึ้นมาให้ถูกต้องและสามารถใช้งานได้

            “สมกับเป็นสายเลือดตระกูลเนี่ย ดูเหมือนว่าการที่เขาอยู่ในอันดับที่ร้อยของร้อยมังกรทะยานน่าจะเป็นความผิดพลาดเสียแล้ว” เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับจ้องมองไปยังภาพหน้าจออีกครั้ง เขาอยากรู้นักว่าญาติผู้น้องของเขาจะสามารถเอาชนะ อีกฝ่ายที่เป็นถึงอันดับสิบเอ็ดของร้อยมังกรทะยานได้หรือไม่

            ..

            “งานหนักเลยนะเนี่ย เจ้านั่น” จงหมิ่นกล่าวขึ้นมาอย่างนึกสงสารสหายของตนเอง เจอใครไม่เจอกับต้องมาเจอสตรีที่พึ่งตกลงคบหากันได้ไม่นาน

            “แต่ดูเหมือนว่าสหายอู จะไม่ยอมออมมือเลยนะ” ถงต้าเหวยกล่าว เพราะว่าอีกฝ่ายถึงกับนำสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบเท่าราชันชั้นต้นออกมา

            “คุณชายอูไม่ออมมือดีแล้วเจ้าค่ะ นั่นอาจจะทำให้สิ่งที่ศิษย์พี่กังวลหายไปก็ได้เจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว ด้วยความที่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน กู่ซือเอินย่อมต้องเคยปรึกษาเรื่องของอูหลินเฟิงกับเสวี่ยหารเอ๋อร์มาก่อน นั่นทำให้นางรู้ว่ากู่ซือเอินมีความกังวลอะไรในใจ

            “หมายความว่าอย่างไร” จงหมิ่นถามด้วยความสงสัย กู่ซือเอินมีความกังวลความงั้นหรือ

            “ความลับของสตรีเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบ

            “เจ้าคิดว่าใครจะชนะ สหายจง” ลี่เจียงถาม

            “ตอบยาก อูหลินเฟิง เป็นประเภทหลอกล่อศัตรู ส่วนกู่ซือเอินเป็นประเภทพละกำลังและพิษ ตั้งแต่ที่ดูมาถึงเจ้านั่นจะไม่ได้ออมมือแต่ว่ากลับไม่ใช้วิธีการต่อสู้แบบหลอกล่อที่ตนเองถนัด อาจจะกำลังกลัวกู่ซือเอินโมโหตนเองอยู่ก็ได้ จึงได้ใช้สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งออกมาเพื่อใช้พลังปะทะพลัง ถ้าเป็นแบบนั้นมีสิทธิ์ที่กู่ซือเอินจะชนะ” จงหมิ่นตอบ หลังจากที่วิเคราะห์ถึงการต่อสู้ของทั้งสองคน เขาพบว่าอูหลินเฟิงไม่ยอมใช้การต่อสู้แบบที่ตนเองชอบทำ เพราะโดยปกติแล้วอูหลินเฟิงมักจะต่อสู้ไปแล้วพูดไปด้วยเพื่อทำลายสมาธิของศัตรู แต่ครั้งนี้เจ้านั่นเงียบขึ้นเยอะเลยทีเดียว สงสัยกลัวว่ากู่ซือเอินจะโกรธหากพูดอะไรไม่เข้าหูสินะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็มีโอกาสที่จะแพ้สูงมาก

         

            ..

            หางทั้งแปดที่มีเพลิงอันร้อนแรงของหมาป่าแปดหาง ได้ผนึกลมปราณเพลิงและสลับฟาดหางที่ใหญ่โตเข้าหากู่ซือเอิน

            เคลื่อนเงาเทวราชอสรพิษ กู่ซือเอินใช้ท่าร่างของตนเองประสานกับมเนื้อที่แข็งแกร่ง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหลบหลีกหางทั้งแปดที่ฟาดลงมา แม้ว่าหางทั้งแปดจะมีพลังโจมตีมหาศาลแต่ก็ไม่โจมตีถูกตัวนางได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

            “กรีซซ!!” เสียงร้องของเสี่ยวหยุนดังขึ้นมาพร้อมสะบัดปีกของตัวมันส่งขนนกที่แฝงไว้ด้วยปราณมรณะโจมตีไปยังกู่ซือเอิน ที่พยายามหลบหางทั้งแปดอยู่ การโจมตีประสานของสองสัตว์อสูรนั้นสามารถปิดช่องทางการเคลื่อนไหวของนางได้ทั้งหมด

            ‘หลบไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ฟันให้หมด’ กู่ซือเอินคิด นางชักนำลมปราณพิษของตนเองเข้าสู่กริชคู่ที่ถืออยู่ ผิวที่เป็นสีฟ้าของนางค่อยๆ กลับคืนกลายเป็นสีผิวที่ขาวเหมือนปกติ แต่พิษจำนวนมหาศาลนั้นค่อยๆ ไหลเข้าสู่กริชคู่ จนกลิ่นนั้นปรากฏรัศมีสีฟ้าอันเป็นพลังของปราณเทวราชพันพิษ ก่อนที่หางทั้งแปดและขนนกจำนวนมหาศาลจะโจมตีถูกตัวของนาง กู่ซือเอินฟาดฟันกริชคู่ในมือออกไปอย่างรวดเร็ว เส้นแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวนาง ตัดขนนกที่พุ่งเข้ามาทั้งหมด หางของหมาป่าแปดหางที่แข็งแกร่งแม้ว่านางจะไม่สามารถตัดให้ขาดได้แต่ว่าก็สามารถผลักดันหางทั้งแปด ที่มีพลังโจมตีมหาศาลออกไปได้อย่างง่ายดาย

            “ขนาดการโจมตีของราชันอสูรยังไม่สามารถทำอะไรนางได้เลยหรอเนี่ย” เสียงของลูกดังออกมาจากกระบี่วิญญาณฟ้า เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหมาป่าขนเพลิงที่แข็งแกร่งจะไม่สามารถเอาชนะนางได้

            “ถ้าเป็นแบบนี้คงจะต้องใช้อสูรสถิตร่างจริงๆ แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว แม้ว่าการประสานของสองสัตว์อสูรจะแข็งแกร่งแต่ว่าด้วยความแข็งแกร่งของกู่ซือเอิน การแยกโจมตีย่อมไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

            “กลับมาเสี่ยวหยุน แปดหาง” อูหลินเฟิงกล่าว สัตว์อสูรทั้งสองที่ได้รับคำสั่งก็กลับเข้าไปยังสร้อยคอเหมือนเดิม แม้แต่เสี่ยวปินเองก็กลับเข้าไปด้วยเช่นกัน อูหลินเฟิงเร่งพลังวิญญาณของตัวเองให้สูงขึ้นมาจนกระทั่งตราประจำตระกูลเนี่ยของเขาปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว

    การกระทำของอูหลินเฟิงทำให้สัญชาตญาณของกู่ซือเอิน ร้องเตือนถึงความอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นนางจึงใช้ท่าเท้าของตนเองเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหาร่างของอูหลินเฟิง นางใช้กริชคู่เงาทมิฬในมือฟันไปยังร่างของอูหลินเฟิง ขอเพียงโจมตีเข้าไปได้เพียงเล็กน้อย พิษที่อยู่ในกริชย่อมสามารถทำให้อูหลินเฟิงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว

            แต่ว่าอูหลินเฟิงกลับสามารถยกกระบี่ขึ้นตั้งรับกริชที่ฟันเข้ามาได้ ทั้งๆ ที่พลังของด้านร่างกายของอูหลินเฟิงไม่สมควรที่จะใช้กระบี่ตั้งรับได้แท้ๆ แต่กระบี่นั้นกลับสามารถตั้งรับกริชของกู่ซือเอินได้อย่างมั่นคง

            “ช้าไป ซือเอิน” อูหลินเฟิงกล่าว ภายในดวงตาสีเทาของอูหลินเฟิงตอนนี้สว่างไสว ที่ด้านหลังของอูหลินเฟิงปรากฏวงแหวนที่มียันต์ห้าใบประดับอยู่ แต่ละใบมีสีที่แตกต่างกัน

            ยันต์สีเขียวเป็นตัวพลังของเสี่ยวปินอสรพิษเกล็ดหยก

            ยันต์สีทองคือตัวแทนของพลังภูตวิหคขาวที่ได้รับมาจากปราชญ์วิญญาณ

            ยันต์สีน้ำตาลเป็นตัวแทนของกังปี้วานรแขนยักษ์

            ยันต์สีดำคือตัวแทนพลังของเสี่ยวหยุนวิหคมรณะ

            ยันต์สีแดงคือตัวแทนของหมาป่าขนเพลิงทั้งแปด

            วิชาวิญญาณเชื่อมประสานวิญญาณ ยันต์อสูรสถิตร่าง

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน