ทั้งสามคนควบม้าเดินทางต่อไป ตามแผนที่ของหยวนไค ซึ่งระยะทางที่ผ่านล้วนมีแต่ป่าขึ้นตามสองข้างทาง
“ ทำไมผ่านเมืองชายแดนมาแล้ว ไม่เห็นมีผู้คนอยู่แถวนี้เลย”
“ จากเมืองชายแดนจะเข้าสู่เมืองแรกคือ เมืองเล่ออัน ผ่านเมืองเล่ออันก็เข้าเมืองฝอซัน สำนักเทียนฟ้าตั้งอยู่ที่บนเขาฝอซัน แต่ระยะทางต่อเมืองอาจเปลี่ยวร้างไปบ้าง เพราะเส้นทางนี้มีสัตว์ร้ายชุกชุม ผู้คนมักใช้เป็นที่สัญจรผ่านเท่านั้น ไม่ค่อยมาตั้งรกรรากกันอยู่เท่าไร แต่ว่าเส้นทางนี้ กลับมีมีโรงเตี้ยมตั้งขึ้นอยู่เพียงแห่งเดียว มีชื่อเรียกว่า โรงเตี้ยมมังกร เปิดทำการอยู่เพียงที่เดียว และอยู่ไม่ไกล พวกเราไปพักที่นั่นก่อนดีกว่านะขอรับ”
“ ดี งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ”
ขจรควบม้าไปตามเส้นทางที่แต่แสงจันทร์นำทาง เณรน้อยหยวนตี้กระซิบถามด้วยความสงสัยว่า
“ ศิษย์พี่ ทำไมอาจารย์ลุงไม่พัก ที่เมืองฉินสักคืนก่อน แล้วค่อยเดินทางตอนเช้า
มาลำบากเช่นนี้ทำไม?”
“ เจ้าไม่รู้อะไร อาจารย์ลุงไม่อยากนอนที่เมืองฉิน เพราะต้องการรีบเดินทาง แต่ข้าว่า ท่านคงไม่อยากเจอฮูหยินหนี่มากกว่า”
“ ทำไมล่ะ ฮูหยินหนี่ ก็สวยมาก เหมาะกับอาจารย์ลุงไม่น้อย”
“ เจ้าไม่รู้อะไร ผู้ที่จะดูดซับพลังของท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ ต้องถือกายพรหมจรรย์
มิเช่นนั้น อาจถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้”
“ แล้วที่ท่านอาจารย์ลุงเข้าไปในรถม้าตั้งนาน มิเสียกายพรหมจรรย์ไปแล้วรึ?”
“ แค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ทำให้ท่านต้องเสียพรหมจรรย์ง่ายๆ แต่หากค้างคืนแล้วละก็ คงไม่เหลือแน่”
“ อืม ต่อไปข้าจะจำเอาไว้ ต่อไปหากข้าเติบใหญ่ จะไม่มีวันค้างคืนกับ สตรีใดเป็นอันขาด”
ทั้งสองคนพยักหน้าเข้าใจกันไปเอง แล้วก็ควบม้าตามขจรไปติดๆ
ทั้งสามคนมาถึง โรงเตี้ยมมังกร ที่ด้านหน้ามีซุ้มประตูมังกรสองตัวเลื้อยขดตัวมองมาอยู่สองตัว โครงสร้างเป็นตึกไม้สักทั้งหลัง สูงประมาณ4ชั้น แต่ทอดยาวขวางออกไป มีอยู่ไม่น้อยกว่า 60 ห้อง มองไปรอบๆ มีต้นไม้ใหญ่ปลูกโดยรอบ ทำให้บรรยากาศดูน่าอึมครึม น่าหวาดหวั่นไม่น้อย ยิ่งดึกอากาศเริ่มหนาวเย็น มีโคมไฟสีแดงประดับเอาไว้ ตามจุดต่าง เป็นแนวทางเดิน พอให้เห็นทางเข้า แต่ก็มีหลายโคมที่ดับ ไปเกือบครึ่ง แต่ก็น่าแปลก มีผ้าแดงมงคล ต่างผูกเรียบราย ไปตลอดทางเข้า ทั้งสามพาม้าไปผูกเอาไว้ที่ โรงเก็บม้ามีชายชราคนหนึ่ง นั่งผิงไฟคอยเฝ้าอยู่ เห็นม้ามีกว่าสามสิบตัวถูกผูกเอาไว้เช่นกัน
“ วันนี้มีคนมาพักกันมากเลยหรือขอรับ ท่านลุง” หยวนไคเอ่ยพร้อมกับ ยื่นเชือกผูกม้าให้
“ พวกท่านคงมาใหม่ไม่รู้เรื่องอะไรใช่ไหม” ลุงที่เฝ้าม้า เอ่ยยิ้มๆ
“ มีเรื่องอะไรกันอย่างนั้นรึ?” ขจรเริ่มสงสัยเช่นกัน
“ วันนี้โรงเตี๊ยมมังกร กำลังมีงานมงคล นายหญิงของโรงเตี๊ยมมังกร หลงจื่อซวง กำลังจะเข้าพิธี แต่งงาน คนก็เลยมากเป็นพิเศษ”
“ แต่นี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว งานคงจะจัดเสร็จไปแล้วกระมัง” หยวนไคเอ่ยอย่างสงสัย
“ เปล่าเลย งานจะเริ่มตอนเที่ยงคืน พวกท่านก็เข้าไปข้างในเถอะ คนที่เข้ามาไม่ได้เยอะอย่างที่พวกท่านคิด”
ขจรแม้จะสงสัย แต่นี่มันเป็นเรื่องของผู้อื่น เลยไม่อยากถามมากความ เดินเข้าไปในห้องโถงของโรงเตี๊ยมทันที
“ ทำไมถึงเงียบอย่างนี้ ศิษย์พี่” หยวนตี้เข้ามาเกาะแขนหยวนไคด้วยความรู้สึกหวาดกลัวบรรยากาศรอบๆ
“ ที่นี่เป็นโรงเตี้ยมแห่งเดียว ในระแวกนี้ ผู้คนก็ไม่ค่อยมีใครผ่านมาเท่าไร มีแต่เฉพาะคนที่จำเป็นต้องเดินทางยามเร่งด่วนเท่านั้น แต่ว่าวันนี้มีงานมงคลทำไม ถึงได้เงียบ ไม่เห็นมีเสียงอะไรเลย” หยวนไคเอ่ยด้วยความสงสัย
“ เข้าไปกันเถอะ แค่คืนเดียว เช้ามืดจะได้รีบเดินทางกันต่อ”
ขจรเองไม่สนใจ เหล่าวิญญาณสัมภเวสีที่บินวนเวียน รอบๆ โรงเตี๊ยมมังกรแห่งนี้
พอเข้ามาในห้องโถง ก็พบว่า มีการจัดโต๊ะงานเลี้ยงในห้องโถง อยู่ประมาณหกโต๊ะ แขกที่มากินล้วนแต่ แต่งกายด้วยชุดสีดำ แถมยังหน้าตาขาวซีดเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่างไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรสักคำ และมีโต๊ะที่ว่างๆ อยู่สามโต๊ะ
ไม่มีใครนั่งอยู่เลยสักคน
“ พวกเราต้องการห้องพัก สองห้อง” ขจรรีบเอ่ยกับ พนักงานต้อนรับชายที่อยู่หลังเคาน์เดอร์ด้านใน
“ คุณชายวันนี้ โรงแรมของเราเต็มหมดแล้ว ขอเชิญพวกท่านกลับไปเถอะ”
“ อะไรกัน ป้ายห้องพักว่างที่ห้อยอยู่ข้างหลังท่าน มีอยู่เต็มไปหมด ทำไมบอกว่าเต็มหมดแล้วเล่า” หยวนไคเอ่ยด้วยความสงสัย
“ โธ่ ข้าบอกแล้วว่าเต็ม ก็เต็มซิ ออกไปจากที่นี่ซะเถิด ข้าหวังดีต่อพวกท่านนะ”
พอได้ยินคำนี้ ขจรก็รีบเอ่ยด้วยความสงสัย
“ บอกมาเถอะ ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
ไม่ทันที่พนักงานโรงเตี๊ยมจะเอ่ยอะไร ก็มีเสียงมโหรี ดังมาจากด้านหน้าโรงเตี๊ยมมังกร มีคนแบกเกี๊ยว 30 คน ลอยมาจากบนอากาศ ทุกคนล้วนแต่งกายชุดสีดำ แต่มีผ้าคาดสีแดงคาดเอาไว้ พอเข้ามาใกล้พอเห็นหน้าคนที่เข้ามาชัดๆ ทั้งสามคนก็ต่างตกใจ เพราะใบหน้าของพวกมันนั้น ล้วนมีใบหน้าคล้ายกับมนุษย์ก็จริง แต่ดันมีหูยาวคล้ายกับสุนัขจิ้งจอก
“ ท่านราชันจิ้งจอก มาถึงแล้ว”
ชายหนุ่มวัยสามสิบ หน้าตาหล่อเหลา เดินลงมาจากเกี้ยว สวมชุดแดง เดินเข้ามายืนด้านหน้าทุกคน แม้นจะหล่อเหลา สวยงามแต่ที่หูของเขาก็ยังคงยาวกว่ามนุษย์อยู่ดี แล้วก็มีหญิงสาวในชุดเจ้าสาวชุดแดงค่อยๆเดินนวยนาดลงมา มีหมวกปิดบังใบหน้าเอาไว้ มีสาวใช้ เดินตามลงมาด้วยสองคน
“ น้องจื่อซวง ในที่สุดวันนี้ก็เป็นวันที่ข้าเฝ้ารอมานาน พวกเรา เริ่มทำพิธีกันเลยดีไหม” ชายชราหูยาวคนหนึ่งเดินมาข้างหน้า แล้วยกมือให้ คนหูยาวที่มาด้วยถือถาดใส่น้ำชามาให้
“ รอก่อน บิดาของข้าเล่า หากไม่พาท่านมาด้วย แล้วจะให้ข้ายกน้ำชาให้ใครกัน”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พาเขาออกมา”
ชายหนุ่มหูยาวสองคน พาชายวัยกลางคนหน้าขาวซีด เดินเข้ามานั่งประจำที่ ซึ่งชายวัยกลางคนนั้น แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไร
“ ท่านพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ ไม่เป็นอะไร แต่ว่าเจ้า...”
“ ไม่เป็นไร ลูกสบายดี”
“ รีบทำพิธีกันได้แล้ว ข้าไม่อยากเสียเวลาที่จะเข้าห้องหอ” ราชันจิ้งจอก เอ่ยเสียงดัง
ชายชราหูยาว รีบเข้ามายืนตรงกลาง แล้วรีบเอ่ยออกมาว่า
“ บ่าวสาว คำนับฟ้าดิน” ราชันจิ้งจอกกับ หลงจื่อซวน กำลังจะคำนับไปที่แท่นบูชาฟ้า
ทันใดนั้นก็มีธนูสีดำพุ่งตรงเข้ามาที่แท่นบูชาฟ้า ทำลายป้ายหินที่สลักคำว่า ฟ้า พังกระจาย
แล้วก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง กับ ชายนักพรตหนวดเครายาวอีกคน พุ่งตัวเข้ามาในห้องโถง
“ พี่หยาง” เจ้าสาวเปิดผ้าที่ปิดหน้าออกมา พบว่าเป็นสาวงามวัย ยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น
“ จื่อซวน ไม่ต้องกลัว ข้ากับอาจารย์มาช่วยแล้ว”
“ เหอ เหอ เหอ พวกมนุษย์อย่างเจ้า คิดหรือว่าจะขัดขวางงานแต่งของข้าได้”
“ ราชันจิ้งจอก ไม่เจอกันสิบปี เจ้านี่คิดชั่วไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ข้าจะเป็นตัวแทนฟ้าจะเป็นคนลงทัณฑ์เจ้าเอง” นักพรตเครายาว นำกระบี่ยักษ์ข้างหลังออกมา ปักเอาไว้ตรงหน้า แล้วท่องคาถาเตรียมลุยทันที
“ จื่อซวน รอข้าสักครู่ ข้าจะจัดการกับพวกแมลงหวี่พวกนี้ก่อน เสร็จเรื่องแล้ว เราค่อยทำพิธีกันต่อ”
“ อาจารย์ลุง พวกเราจะเอายังไงกันต่อดี” หยวนไคกับ หยวนตี้เดินเข้ามาประชิดขจร แล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ รอดูไปก่อน”
นักพรตเครายาวใช้ดาบใหญ่ฟาดฟันเข้าใส่ราชันจิ้งจอก
ส่วนคุณชายหยางก็ยิงธนูต่อสู้กับ เฒ่าจิ้งจอก ที่บัดนี้ร่างเป็นมนุษย์จิ้งจอกห้าหางไปแล้ว
ขจรสังเกตหลงจื่อซวน เจ้าสาวคล้ายมีรอยยิ้มประหลาด ไม่ได้ใส่ใจคุณชายหยางที่อุตส่าห์ไปพาอาจารย์นักพรตปราบปีศาจ มาช่วยในงานนี้ พวกลิ่วล้อของ ราชันจิ้งจอกก็ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำร้ายชาวบ้านที่ถูกบังคับให้มาร่วมงาน ขจรเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง จนกระทั้ง ราชันจิ้งจอก ถูกกระบี่ยักษ์ แทงเข้าที่ร่าง นักพรตเครายาวถูกแทงด้วยหางจิ้งจอกที่เริ่มโผล่ออกมา 1 หาง คุณชายหยางถูกสุนัขจิ้งจอกชรากัดเข้าที่ไหล่บาดเจ็บไม่เบา แต่ก็ยังใช้ดาบแทงเข้าที่กลางอก ของสุนัขจิ้งจอกชรา ทั้งสี่คนต่างได้รับบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย
ในขณะที่ทั้งหมดสู้กันเลือดสาดทันใดนั้น ก็มีหญิงสาวชุดชาวเหินลอยเข้ามาให้ห้องโถง มายืนเคียงข้างหลงจื่อซวน แล้วดึงหลงจื่อซวนมาอิงแอบไว้แนบข้าง
“ ท่านพี่มาช้านะ” จื่อซวนเอ่ยเบาๆ แถมส่งสายตาแง่งอนเล็กน้อยให้กับสาวสวยชุดขาว
“ แต่ก็มาทันเห็นพวกไร้สมองตบตีกัน เพื่อแย่งชิงเจ้า ช่างน่าขบขันจริงๆ”
ราชันจิ้งจอก ดึงดาบใหญ่ออกจากร่าง มองหน้าหญิงสาวที่มาใหม่ แล้วคำรามออกไปว่า
“ เจ้าเป็นใคร”
“ ขอแนะนำ นี่คือ ท่านตงตง เทพพิณพิฆาต คนรักของข้าเอง”
จื่อซวนประกาศออกมาหน้าตาเฉยทุกคนได้ยินก็ต่างตื่นตะลึง กันถ้วนหน้า
“ จื่อซวน..นี่เจ้ามีคนรักเป็นหญิงอย่างนั้นเร๊อะ?” คุณชายหยางเหมือนถูกฟ้าผ่าแล้วโดนน้ำเย็นราดที่ศรีษะ สุดแสนช้ำใจยิ่งนัก
“ เรารักกันมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้บอกใครเท่านั้น”
“ เจ้าไม่กลัวว่าข้า จะสังหารเจ้าและบิดาอย่างนั้นเร๊อะ” ราชันจิ้งจอกเริ่มโกรธจนควันขึ้นไปทั่วร่าง ไม่สนใจเลือดที่ไหลรินกลางหน้าอก
“ เจ้าคิดว่า เจ้ามีปัญญาอย่างนั้นรึ?” ตงตงส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
“ลองดูก็แล้วกัน” ราชันจิ้งจอกอ้าปากส่งเสียงคำราม เหล่าสมุนที่หูยาวกลายร่างเป็นสุนัชจิ้งจอก ทั้งหมด พุ่งตัวเข้าหา ตงตง ซึ่งบัดนี้ นั่งลงหลังโต๊ะมีพิณเจ็ดสายลายมังกร วางอยู่ตรงหน้า แล้วเริ่มดีดพิณออกมาทันที
ติ๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงเพลงพิณพอดังออกมา เหล่าฝูงสุนัขจิ้งจอกที่กระโดดใส่ ถูกปราณพิณสร้างมโนภาพ เป็นวายุดาบพุ่งออกมาตัดหัวขาดกระเด็น ตาเฒ่าจิ้งจอกที่ได้รับบาดเจ็บ พุ่งตัวขวางราชันจิ้งจอกเอาไว้ ถูก ปราณพิณตัดขาดเป็นสองท่อน ตายต่อหน้า ราชันจิ้งจอก ที่ตอนนี้ แปลงกายเป็น จิ้งจอกเก้าหางตัวใหญ่สะบัดหางทั้งเก้าหางพุ่งออกไปปะทะกับ เงาพิณ แต่ว่า หางทั้งเก้าล้วนถูกตัดเป็นชิ้นๆ แม้มันจะงอกออกมาใหม่ได้ แต่ก็ถูกเงาวายุดาบจากเพลงพิณปล่อยออกมาอีก นับไม่ถ้วน จนร่างราชัน ถึงกับถูกกระแทกกระเด็นไป หางทั้งเก้าถูกตัดจนเหลือแต่ตอ
“ เจ้า.. เจ้า”
ตงตง ดีดพิณพิฆาตรัวๆ เข้าใส่เป็นเงากรงจักรพุ่งเข้าไป หมายตัดร่างของราชันจิ้งจอกเอาไว้ แต่ทันใดนั้นเอง ขจรก็วาร์ปไปยืนขวางเอาไว้ พร้อมกับ ปักขลุ่ยพันชั่ง ขวางเอาไว้ ทำให้ เงากรงจักรถึงกับแตกสลายไป
“ หืม คุณชายท่านนี้เป็นใคร เหตุใดถึงได้ช่วยปีศาจจิ้งจอกตัวนี้”
“ ข้ายืนฟังเรื่องราวมาทั้งหมด รู้สึกว่าราชันจิ้งจอก นั้นถูกพวกท่านลวงหลอกให้มาติดกับยังไงไม่รู้ พวกท่านช่วยแก้ปมในใจของข้าหน่อยจะได้ไหม?”
“ มันจับตัวบิดาข้าไป แล้วบังคับให้ข้าแต่งกับมัน นี่คือเรื่องจริงหาใช่เรื่องหลอกลวงไม่” หลงจื่อซวน เอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ บิดา? นี่ท่านมีบิดาเป็นขันที ด้วยหรือ?”
ทุกคนได้ยินขจรเอ่ย ก็ตกใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าขจรพูดเรื่องอะไร
“ เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า” คุณชายหยางเอ่ยด้วยความสงสัย
“ ท่านลุงบอกความจริงมาได้แล้ว ผู้ชายอย่างท่านใช้น้ำหอมกลิ่นแรงยิ่งกว่าบุตรสาวของท่านเสียอีก ซึ่งคนที่ทำเช่นนี้เพื่อปกปิดกลิ่นกายขันทีของตนเอง แล้วอีกอย่างหนึ่ง หน้าตาของท่านยังกับลิงปีนต้นมะพร้าว ส่วนบุตรสาวถึงสวยปานนางฟ้านางสวรรค์ เรื่องนี้ข้าเห็นแล้วยิ่งมั่นใจ ว่าต้องไม่ใช่พ่อลูกกันแน่”
ทุกคนเริ่มมองหน้าของสองคน แล้วต่างเห็นด้วยกับคำพูดของขจร
“เขาเป็นบิดาบุญธรรมของข้า แล้วยังไงเล่า”
“ ข้าก็นึกไว้อยู่แล้วท่านต้องตอบแบบนี้ แต่ทำไมท่านถึงได้หลอกล่อให้ราชันจิ้งจอก กับ คุณชายหยางมาหาท่านในวันนี้ และยังให้พานักพรตเครายาวมาอีกด้วย?”
“ ข้าไปหลอกล่ออะไรราชันจิ้งจอก เขาต่างหากเป็นคนมาหาข้าเอง แล้วจับตัวบิดาบุญธรรมข้าไป คุณชายหยางก็รู้จักข้าอยู่แล้ว เขามีน้ำใจเมื่อช่วยข้าในวันแต่ง ยิ่งนักพรตนั่นด้วย ข้าไม่รู้เรื่องด้วยสักหน่อย”
“ แต่กลิ่นน้ำหอมที่ท่านใช้ มันคือกลิ่นที่ดึงดูด ราชันจิ้งจอกให้หลงไหลในตัวเจ้า”
“ ไร้สาระ นี่คือกลิ่นน้ำหอมดอกสะบันงา ข้าเป็นคนปรุงแต่งด้วยตัวเอง จะไปทำให้ราชันจิ้งจอกหลงไหลได้อย่างไร”
“ เหรอ แต่ทำไมมันมีกลิ่นเลือดระดู ของสุนัขจิ้งจอกตอนท้อง ด้วยเล่า”
“ เจ้า.... นี่เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“ ข้าคือหมอ เรียนรู้พิษ และ ยาเพื่อรักษา เลือดของระดูสุนัขจิ้งจอกตอนท้องแก่ นั้นจะมีสารที่เรียกว่า ฟีโรโมน หลั่งออกมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม ยิ่งราชันจิ้งจอกได้กลิ่นก็จะเกิดความต้องการตัวท่านอย่างยิ่ง ยิ่งอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เช่นนี้ ย่อมต้องการอยากได้ท่านเป็นคู่ครอง ข้าพูดถูกหรือไม่”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เรื่องละเอียดอ่อนของสตรี ท่านกลับรู้ดีถึงเพียงนี้ ข้ายอมรับนี่คือแผนการณ์ของข้าทั้งหมด พวกมันล้วนมีส่วนทำให้ พ่อแม่ของข้าต้องตายไป วันนี้พวกมันมากันครบทั้งสามคน ทุกคนต้องตายกันทั้งหมด เพื่อเซ่นดวงวิญญาณของบิดามารดาของข้า” จื่อซวนพูดจบ ก็กระชากผ้าม่านสีแดงที่เป็นฉากหลังของพิธีแต่งงานออกมา พบว่ามีรูปภาพวาดชายหนึ่งคน และแม่ชีอีกคน
ราชันจิ้งจอก เห็นหน้า มารดาของ จื่อซวน ก็ขมวดคิ้ว
“ ที่แท้เจ้าคือ บุตรีของนาง?”
นักพรตเครายาว มองเห็นภาพก็ได้แต่ส่ายหัว คล้ายกับละอายใจ
“ ข้าไม่รู้จักสองคนนี่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย?”
คุณชายหยางรีบเอ่ยออกมาทันที..