ตอนที่ 2 ตระกูลชั้นสูง (2)
หลังออกจากระเบียงเก้าคดแล้ว ยิ่งฝีเท้านางเร็วขึ้นเท่าไร สีหน้าของนางยิ่งสงบนิ่งขึ้นเท่านั้น
นางเป็เหล่าไท่จวินแห่งตระกูลกู้หนานผิงมาแล้วยี่สิบกว่าปี ประสบการณ์ที่สั่งสมตลอดหลายปีได้ปลูกฝังความเคยชินอย่างหนึ่ง ยิ่งเจอเื่วิกฤติมากเท่าไร ใจยิ่งต้องนิ่งมากเท่านั้น
แม้นว่าตอนนี้นางจะกระสับกระส่าย อยากเจอครอบครัวแทบไม่ไหว ทว่ากลับไม่แสดงออกทางสีหน้าเพียงนิด
กลับมาบ้านก็ต้องบอกต้องกล่าว นับประสาอะไรกับตัวนางที่เพิ่งกลับบ้านหลังผ่านไปยี่สิบกว่าปี ด้วยเหตุนี้จึงรีบสาวเท้า อาศัยความทรงจำที่มี เดินตรงไปเรือนอิ้งซิ่วที่ท่านพ่อและท่านแม่ของนางอาศัยอยู่
ในอดีต ครั้นนางกลับมาจากด้านนอก เพียงส่งบ่าวรับใช้ไปรายงานที่เรือนอิ้งซิ่ว ตนเองอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วถึงจะแวะมาคารวะท่านแม่
ทว่าตอนนี้นางไม่อยากชักช้าแม้ครู่เดียว นางอยากพบหน้าท่านแม่โดยไว ท่านพ่อสบายดีหรือไม่ ท่านแม่กำลังทำสิ่งใดอยู่
เรือนอิ้งซิ่วตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตระกูลเยี่ย มีทางเข้าห้าแห่ง ทั้งยังเป็เรือนสามของตระกูลเยี่ยที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางมากที่สุดอีกด้วย
ใช่แล้ว เยี่ยสุยเป็คุณหนูเรือนสามของตระกูลเยี่ย
ท่านพ่อของนางอยู่ลำดับสามของตระกูลเยี่ย ชาวจิงจ้าวมักเรียกเยี่ยอันซื่อว่านายท่านสาม
นึกถึงท่านพ่อ นางก็เ็ปใจขึ้นมาโดยพลัน อดชะงักฝีเท้าไม่ได้
พริบตา ความชิงชังวาบผ่านั์ตาของนาง แต่ก็เก็บซ่อนไว้ในทันที
โชคดี โชคดี...ตอนนี้ยังคงเป็รัชศกหย่งเจาปีที่สิบแปด ท่านพ่อท่านแม่ที่ตายอย่างอนาถในคุกเมื่อชาติก่อน ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านยังมีชีวิตอยู่!
นางมีชีวิตอยู่มาสี่สิบปีแล้ว ถือกำเนิดในตระกูลขุนนางชั้นสูง จากนั้นตบแต่งเข้าวงศ์ตระกูลที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ว่าใครที่เอ่ยถึงนาง ต่างก็อดพูดชื่นชมไม่ได้ว่า “ช่างวาสนาดียิ่ง!”
ก็วาสนาดีน่ะสิ นางมียศถาบรรดาศักดิ์ เสพสุขกับการนับหน้าถือตาของผู้คนอย่างไร้ที่สิ้นสุด ครั้นเมื่อถึงรัชศกไท่หนิงปีที่ห้า แม้แต่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าอันก็ยังเสด็จมาไกลถึงพันลี้ด้วยพระองค์เองเพื่อร่วมอวยพรวันเกิดตน
นางช่างวาสนาดีเหลือเกิน!
ถึงกระนั้น ใครเล่าจะรู้ว่านางไม่ได้้าชีวิตเช่นนี้ สิ่งที่นางปรารถนาที่สุดในชีวิต คือการยอมแลกอายุขัยในสามสิบปีกับความปรารถนาให้ท่านพ่อและท่านแม่ยังคงมีชีวิตอยู่
นางนึกไม่ถึงว่าความปรารถนานี้จะกลายเป็จริง ได้ย้อนกลับไปใน่เวลาที่ท่านพ่อและท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่!
์ทรงเมตตา ด้วยเหตุนี้นางมิอาจข่มกลั้นความแสบร้อนในดวงตาได้ ขอบตาแดงเรื่อขึ้นมาโดยพลัน
สิ่งนี้ทำให้มามาผู้จัดการที่ดูแลเรือนอิ้งซิ่วใใหญ่ รีบเอ่ยว่า “คุณหนูเข้ามาก่อนเถิด บ่าวจะไปเรียนฮูหยินให้เ้าค่ะ”
บ่าวรับใช้ในเรือนอิ้งซิ่วต่างรู้กันทั่วว่าบุตรธิดาที่นายท่านสามรักและเอ็นดูมากที่สุด ก็คือคุณหนูหกบุตรสาวสายตรงผู้นี้ ตอนนี้คุณหนูหกมีท่าทีราวกับจะร้องไห้ นางไหนเลยจะกล้าไม่แยแส
เยี่ยสุยกะพริบตาปริบ ข่มกลั้นความขมขื่นเอาไว้ พลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าไปพร้อมอวิ๋นมามาดีกว่า”
เรือนอิ้งซิ่วมีอวิ๋นมามาและไห่มามาเป็ผู้ดูแลสองคน ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบคอยรายงานและเฝ้าประตูเรือนก็คืออวิ๋นมามาคนนี้
ใจจริงตอนนี้นางก็แทบเฝ้ารอไม่ไหวแล้ว ไฉนจะยอมรออวิ๋นมามาเข้าไปรายงานก่อนเล่า
อวิ๋นมามาเห็นท่าทีของนางก็อดใจอ่อนไม่ได้ จึงผงกศีรษะรับคำ
เยี่ยสุยเพิ่งจะเดินเข้าประตูสุดท้าย พลันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ฟังแล้วคล้ายกับมีคนกำลังถกเถียงกัน
“นายท่านผู้เฒ่าลำเอียงเกินไปแล้ว! เห็นกันอยู่...ว่าอวี๋เอ๋อร์ของเราก็เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้เช่นกัน ไยต้องยอมแพ้เล่า ช่างไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!” หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยเสียงดัง
“เ้าไม่ต้องห่วง! คราวนี้ข้าเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน” เสียงเข้มดุดันเอ่ยขึ้นเช่นกัน
เยี่ยสุยได้ยินชัดเจนว่าผู้ที่พูดคำเหล่านี้คือท่านพ่อและท่านแม่ของนาง
ดูเหมือนท่านพ่อและท่านแม่ไม่ได้ทะเลาะกัน เพียงแต่ระงับโทสะไม่ไหวมากกว่า ถึงได้พูดเสียงดังกึกก้องเช่นนี้
หน่วยองครักษ์อี๋หลวน อวี๋เอ๋อร์…นางคิดคร่าวๆ แล้วก็เข้าใจว่าทำไมท่านพ่อและท่านแม่จึงบันดาลโทสะถึงเพียงนี้
อวี๋เอ๋อร์คือเยี่ยเซี่ยงอวี๋พี่ชายแท้ๆ ของนาง ท่านพ่อและท่านแม่เอ่ยถึงหน่วยองครักษ์อี๋หลวน เดาว่าคงพูดถึงเื่ที่ท่านพี่เข้าร่วมการคัดเลือกหน่วยองครักษ์อี๋หลวนแล้วเป็แน่
ภาพที่อยู่ในส่วนลึกความทรงจำยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัด ภาพนั้นเจือปนด้วยความโศกเศร้าจนทำให้นางหลับตาลงอย่างอดไม่ได้
การคัดเลือกหน่วยองครักษ์อี๋หลวนในรัชศกหย่งเจาปีที่สิบแปดนั้น เดิมท่านพี่มีโอกาสเข้าร่วม
แต่เป็เพราะนางร่วงตกจากม้าที่สนามอาชาเทียนเอิน จึงทำให้เขาเสียโอกาสไปตลอดกาล…