สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 มอบให้ข้าจัดการเอง

            ใบหน้าของ ‘งูหางกระดิ่งสองขา’ แมซโซลาเย็นชา

            ใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยความเมตตาที่เหล่านักบวชสมควรมีกวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังปั่นป่วนพลางพูดออกมาเบาๆ“ทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับรายงานลับสุดยอดว่า เมื่อไม่นานมานี้ในการต่อสู้ของเมืองแซมบอร์ด ได้มีเวทมนตร์แห่งความตายที่ชั่วร้ายปรากฏขึ้นมาในโลกนี้...พ่อสงสัยว่าจะคนพวกนี้ได้รับพลังปีศาจชั่วร้ายเพราะพ่อรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความตายจางๆ บนตัวพวกเขา...เหล่าบุตรของพระเจ้าจงอย่าสงสัยความเป็นธรรมของพ่อเลยนะ...พ่อให้สัญญากับพวกเจ้าว่า ทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะตัดสินด้วยความยุติธรรมที่สุดเพียงตรวจสอบว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกปีศาจ พ่อจะให้พวกเขาออกจากโบสถ์เอง”

            นี่เป็นเหตุผลที่แมซโซลากล่าว

            และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ทำให้ชาวเมืองแซมบอร์ดสองข้างทางหวาดหวั่นบางส่วนได้แต่มอง บางคนที่มองดูคนรักตัวเองถูกดึงออกไปก็ได้แต่ร้องไห้อ้อนวอนอย่างสิ้นหวังฝูงชนได้แต่ตะลึงงัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงร้องห้ามออกมาในดวงตาพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            ในแผ่นดินอาเซรอท ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตามหากถูกคนของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์คิดว่าติดต่อกับพวกปีศาจ นั่นก็เท่ากับว่ามีเคียวของเทพแห่งความตายกำลังพาดคออยู่โดยที่ทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะเตรียมไม้กางเขนไว้ให้สำหรับคนพวกนั้นไว้ล่วงหน้า

            พวกเขาไม่ได้เป็นกระต่ายตื่นตูม แต่เคยมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว

            เมื่อยี่สิบปีก่อนบนแผ่นดินอาเซรอท ตอนนั้นมีจักรพรรดินามว่าบรูโน่แห่งราชอาณาจักรตูรินราชอาณาจักรระดับหก เขาเปี่ยมไปด้วยความสามารถและพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง เขาอายุไม่ถึงห้าสิบปีก็สามารถเลื่อนระดับถึงจุดสูงสุดของระดับจันทราได้เป็นนักรบระดับจันทราที่แข็งแกร่งมาก มีคนคาดการณ์ว่าอีกแค่ก้าวเดียวบรูโน่ก็สามารถเลื่อนระดับเป็นสุริยะได้และราชอาณาจักรตูรินเองก็มีทหารที่อยู่ใต้บัญชาถึงหนึ่งล้านคนและนักรบแข็งแกร่งอีกจำนวนนับไม่ถ้วนช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรตูรินในช่วงเวลาสิบกว่าปีนั้นไม่มีราชอาณาจักรใดกล้าเข้ามาวุ่นวาย

            แต่ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของบรูโน่ก็ต้องหมดไป

            เหตุผลเพียงเพราะในงานเลี้ยงของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยความหยิ่งยโสของบรูโน่โดยไม่ได้ตั้งใจได้ทำให้พระสันตะปาปาปลาตีนี ผู้นำสูงสุดของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่พอใจจึงถูกพระสันตะปาปากล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับพวกปีศาจร้ายในนรก จากนั้นก็มีคำสั่งให้‘กลุ่มอัศวิน’ ทำการกวาดล้างราชอาณาจักรตูรินให้หายไปจากแผ่นดินและแม้แต่บรูโน่ที่เป็นผู้มีพลังแข็งแกร่งก็ต้องพบจุดจบที่น่าอนาถ กล่าวกันว่าเขาถูกมัดติดกับไม้กางเขนเทพพระอาทิตย์ที่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์หลักแล้วถูกเปลวไฟเวทมนตร์ที่น่ากลัวเผาทั้งเป็นอยู่สามปีก่อนจะตาย

            ดังนั้น เพียงประโยคโหดร้ายธรรมดาๆ ของแมซโซลาก็ทำให้ทุกคนสิ้นหวังส่วนสตรีที่ถูกล่ามคอแล้วดึงออกมาก็เป็นลมล้มกับพื้นทันที

            ฝูงชนทั้งสองฝั่งต่างเงียบเป็นเป่าสาก

            แม้ว่าหญิงสาวและชายหนุ่มที่ถูกจับออกไปจะเป็นคนใกล้ชิด แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่จะร้องไห้ก็ไม่กล้า

            อำนาจของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์มันช่างเผด็จการอย่างเห็นได้ชัด

            เห็นได้ชัดว่า ‘งูหางกระดิ่งสองขา’ แมซโซลาพอใจกับผลงานของตัวเองมาก

            เขาชอบบรรยากาศที่ถูกทุกคนมองมาด้วยความหวาดกลัว

            ในมือของแมซโซลาลูบคถาสีดำอย่างทะนุถนอม เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยท่าทางน่าเกรงขามก็พบว่าไม่มีใครกล้าสบตาตัวเองสักคนจึงทำให้เขาพยักหน้าอย่างพอใจความขุ่นหมองใจและความอึดอัดที่ได้รับจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งราชอาณาจักรเซนิทไม่กี่วันก่อนหน้านี้ในที่สุดก็ถูกปลดปล่อย ทำให้เขาเกิดรู้สึกภาคภูมิใจอีกครั้ง

            แต่ในขณะที่เขาจะหันหลังกลับไปขึ้นรถม้าเวทมนตร์

            “โปรดหยุดก่อน ท่านนักบวช ข้าเป็นพยานให้ได้คนเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งความตายของเหล่าปีศาจอย่างแน่นอน”

            ทันใดนั้นเสียงใสๆ ก็โพล่งขึ้นมา ทำให้อารมณ์ดีๆ ของแมซโซลาพลันถูกทำลาย

            งูหางกระดิ่งเริ่มโกรธขึ้นมา

            เขาหันกลับมาทั้งๆ ที่ยืนอยู่บนคานไม้เหยียบรถม้า ยกคทาชี้ตรงไปเขาไม่เห็นหรอกว่าใครเป็นคนพูด แต่ลำแสงสีขาวสว่างที่มีกลิ่นอายทำลายก็ยิงออกมาจากอัญมณีสีม่วงซึ่งฝังอยู่บนยอดคทาสีดำที่เขารักมากจนไม่ยอมปล่อยมือลำแสงที่ยิ่งออกมายิงตรงไปทางทิศที่มีเสียงพูด

            ทักษะของนักบวช ‘ลำแสงทำลายล้าง’

            ด้วยการลงมือที่รุนแรง ไม่มีสัญญาณบ่งบอก เห็นได้ชัดว่าเจตนาสังหาร

            เสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้บนท้องถนน

            นักบวชแมซโซลาไม่เห็นว่าใครเป็นคนพูด แต่คนอื่นกลับเห็นชัดเจนใบหน้าทุกคนพลันเปลี่ยนสี เพราะผู้ที่เผชิญกับอันตรายอย่างกล้าหาญก็คือราชินีในอนาคตขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดแองเจล่าสาวน้อยผู้มีจิตใจบริสุทธิ์

            ลำแสงสีขาวสว่างมีอุณหภูมิที่ร้อนอย่างมากชั่วพริบตาที่มันพุ่งเข้ามาตรงหน้าของแองเจล่า เผาปลายผมสีดำของนางที่พลิ้วตามสายลม...สาวงามที่จิตใจบริสุทธิ์คนนี้กลับต้องมาตายที่นี่เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวตอนนี้เอง...

            ชิ้ง!

            ดาบยักษ์สีดำที่มีเปลวไฟสีน้ำเงินครอบคลุมดาบก็ปรากฏขึ้น ขวางหน้าแองเจล่าไว้

            ดาบในมือทั้งกว้างทั้งหนาและเปี่ยมไปด้วยพลัง

            เห็นเพียงดาบหนาสีดำขยับเล็กน้อยเปลวไฟสีน้ำเงินก็ชนเข้ากับลำแสงสีขาวจนเกิดระลอกคลื่นขึ้นมาสุดท้ายพลังทั้งสองอย่างก็ค่อยๆ สลายไป

            คนที่มาปรากฏตัวได้ทันเวลาก็คืออดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองแซมบอร์ด แฟรงก์ แลมพาร์ด

            “ช่างไม่เกรงใจจริงๆ กล้าดีอย่างไรมาลงมือกับว่าที่ราชินี ท่านนักบวชแมซโซลานี่ท่านตั้งใจจะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์กับเมืองแซมบอร์ดอย่างงั้นหรือ?”

            แลมพาร์ดใช้ร่างขวางทางพลางถือดาบไว้ เขาโคจรคลื่นพลังธาตุน้ำมีสีฟ้าทั่วร่างอย่างบ้าคลั่งผมสีแดงหลุดออกมาจากผ้าลินินที่คลุมผมไว้แล้วโบกสะบัดไปกับสายลมท่าทางองอาจกล้าหาญที่หาจับตัวได้ยาก ดวงตาเข้มงวดจ้องเขม็งไปที่ร่างของแมซโซลาที่ยืนอยู่ข้างๆรถม้าพลางถามเสียงดัง

            “อ้อ ที่แท้ก็เป็นองค์หญิงแองเจล่า...ขออภัยในความหยาบคายของพ่อ”

            ในที่สุดแมซโซลาก็เห็นแล้วว่าคนที่กล้าพูดขัดเขาเป็นใคร แต่ว่าที่ราชินีของอาณาจักรบริวารระดับหกไม่ได้อยู่ในสายตาเขาแม้ปากจะพูดขออภัย แต่ไม่ว่าใครก็ไม่เห็นความสำนึกผิดบนสีหน้าของเขาเลยเขาแบะปากอย่างไม่สนใจ ก่อนจะพูดยิ้มๆ ว่า “ท่านแลมพาร์ด เก็บดาบของท่านเถอะหรือว่าท่านอยากลงมือกับนักบวชของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์”

            แลมพาร์ดยิ้มน้อยๆ

            แม้จะหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กๆ ดาบสีดำในมือกลายเป็นเงาวูบหนึ่งก่อนที่ดาบจะเข้าไปในปลอกดาบด้านหลัง แต่บนใบหน้ายังแสดงถึงอาการไม่พอใจเขากวาดสายตามองไปยังที่ชาวเมืองแซมบอร์ดที่ถูกนักบวชใช้โซ่ล่ามออกมาก่อนจะถามอย่างโมโหว่า “ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ทำผิดอะไร? หรือว่านักบวชแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์สามารถจับใครก็ได้ตามอำเภอใจ?”

            “ระวังคำพูดของท่านให้ดีๆ ท่านแลมพาร์ด...”แมซโซลาถูกขัดอีกครั้งก็เริ่มโกรธ เขาแสดงท่าทางสูงส่งก่อนจะแสดงอาการเหยียดหยามออกมา“ท่านสงสัยต่อความยุติธรรมของพ่อหรือ? พวกพ่อมีหลักฐานอย่างชัดเจนในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของเมืองแซมบอร์ดมีเวทมนตร์แห่งความตายปรากฏขึ้นมาพ่อสงสัยว่าคนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงจะพากลับไปตรวจสอบที่โบสถ์อย่างชัด...”

            “แต่ท่านนักบวช ข้ามีหลักฐานแน่นอน คนที่ท่านจับไม่มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งความตาย...”

            ‘งูหางกระดิ่งสองขา’ ยังพูดไม่จบก็ถูกแองเจล่าพูดแทรกขึ้นมาสาวงามคนนี้แม้จะถูกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้รู้สึกตกใจ ใบหน้ายังคงขาวซีดแต่ดวงตากลมโตที่บริสุทธิ์ดุจคริสตัลก็ยังคงฉายแววความกล้า นางมองไปที่ดวงตาอ้อนวอนของเหล่าสตรีที่ถูกจับด้วยความสงสารแองเจล่าจึงตัดสินใจที่จะโต้กลับอย่างหนักแน่น “ท่านนักบวช เมื่อครู่นี้ท่านพูดว่าในการต่อสู้บนสะพานปรากฏเวทมนตร์แห่งความตายขึ้นมา แต่ทุกคนในเมืองแซมบอร์ดเป็นพยานได้คนที่ถูกจับออกมาไม่มีใครปรากฏตัวที่บนสะพานสักนิด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเวทมนตร์แห่งความตายที่ปรากฏขึ้นมาบนสะพานในตอนนั้นแน่นอน”

            คำพูดของแองเจล่าทำให้ทุกคนในเมืองแซมบอร์ดตาเป็นประกาย

            “ใช่แล้ว พวกเขาไม่ได้ออกไปจากเมืองเลย เวทมนตร์แห่งความตายบนสะพานจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาได้อย่างไร?”

            “บางทีเวทมนตร์แห่งความตายอาจจะเป็นพวกสารเลวที่มาโจมตีเมืองแซมบอร์ดก็ได้นี่?”

            “ท่านนักบวช ท่านไม่อาจจับคนมั่วๆ ได้นะ!”

            “องค์หญิงแองเจล่าพูดมีเหตุผล เนลลี่และคนอื่นๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งความตายเลย...”

            “ใช่แล้ว ท่านป้ากูลี่เพิ่งคลอดบุตรไม่ถึงเดือนเลย แม้แต่เคียวยังไม่มีแรงยกขึ้นมาด้วยซ้ำแล้วจะมีเวทมนตร์แห่งความตายอะไรกัน!”

            ได้ยินคำชี้แจงของแองเจล่า ทำให้เหล่าฝูงชนทั้งสองฝั่งกล้าที่จะพูดขึ้นบ้างพวกเขาตะโกนเสียงดังขึ้นมา โดยเฉพาะครอบครัวของคนที่ถูกจับรีบร้องตะโกนขึ้นมา เหตุการณ์นี้เหนือการควบคุมของพวกเขา

            ความจริงแล้ว ทุกคนต่างก็รู้เหตุผลที่แท้จริงของนักบวชที่จับกุมคนพวกนี้

            พวกผู้ชายที่สวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยมันคงจะจับมาเพื่อเรียกค่าไถ่กับครอบครัวพวกเขา ส่วนสาวสวยคนอื่นๆ ก็ถูกจับมาเป็นที่ระบายอารมณ์ใคร่ของนักบวชและจะถูกปฏิบัติเหมือนทาสนอกจากนี้ ยังมีไว้ใช้ทำความสะอาดโบสถ์ ทำอาหารให้แก่พวกนักบวช ซึ่งหมายความว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้ง แน่นอนว่าสุดท้ายก็มีบางคนถูกจับมัดบนไม้กางเขนแล้วถูกเผาทั้งเป็นอย่างโหดร้าย และวันนี้ ‘ป้ากูลี่’ที่กำลังอุ้มลูกก็ถูกจับออกมา คาดว่าในใจของแมซโซลาคงจะกำหนดให้เป็นผู้โชคร้ายโดนเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน

            เห็นเหตุการณ์แบบนี้นักบวชแมซโซลายิ่งโมโห

            เขาคิดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กสาวตัวเล็กๆ พูดเช่นนี้ จนปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งมากแบบนี้ยิ่งไอ้พวกชาวบ้านชั้นต่ำมันเริ่มโห่ร้องก็ยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีของตัวเองกำลังถูกยั่วยุ คิดถึงตรงนี้ความโกรธของเจ้างูหางกระดิ่งก็พุ่งปรี๊ดขึ้นหน้าจนตะโกนออกไปอย่างดุร้ายว่า“พลังชั่วร้ายจะชำนาญในด้านการล่อลวงจิตใจคนจนทำให้กลายเป็นคนตาบอด...องค์หญิงแองเจล่าท่านแลมพาร์ด หากพวกท่านยังไม่หลีกทาง จะถูกโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ตัดสินว่าเป็นพวกเดียวกับปีศาจและจะถูกเผาบนไม้กางเกงอย่าหาว่าไร้เมตตากันเลย!”

            พูดจบแมซโซลาก็ไม่รอให้ทั้งสองคนว่ากล่าวอะไรรีบหันหลังขึ้นรถม้าทันที

            เมื่อเห็นแบบนี้แล้วบาทหลวงที่ทั้งอ้วนทั้งเตี้ยที่อยู่ใกล้แองเจล่าและแลมพาร์ดก็เขย่าโซ่ในมือของพวกเขาอย่างเย่อหยิ่ง“ฮ่าๆๆ รีบหลีกทางเถอะ! ไม่อย่างนั้น...ฮิๆ!”สองคำสุดท้ายของบาทหลวงอ้วนเตี้ยวแฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง

            แลมพาร์ดขมวดคิ้ว มือหนาของเขากำไปที่ดาบสีดำด้านหลัง

            เขาหันไปมองแองเจล่าด้วยท่าทางเหมือนจะสอบถาม

            ดวงตากลมโตของแองเจล่าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

            สาวน้อยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ราวกับว่านางเป็นมดในกระทะร้อน นางรู้ว่าแค่นางบอกให้แลมพาร์ดช่วยเขาก็จะลงมือช่วยเหลือคนทันที และมันจะนำภัยพิบัติมาสู่เมืองแซมบอร์ดทั้งเมือง และองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ที่กำลังจะเข้าพิธีราชาภิเษก...แต่ถ้าให้นางยอมให้โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จับกุมคนบริสุทธิ์ไปสาวน้อยที่มีจิตใจงดงามอย่างนางคงจะรู้สึกเจ็บปวดเหลือจะทน

            ตอนนี้เอง

            ก็มีฝ่ามือหนาที่แสนอบอุ่นตบลงมาที่ไหล่ของนางเบาๆก่อนที่เสียงที่แสนคุ้นเคยจะกระซิบมาที่ข้างหูแองเจล่า “ให้ข้าจัดการเอง”

            ------------------