ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๙๓ สามบุปผาสะคราญ (re-edition)

            อุทัยกลับมายังเรือนพักก็เกือบรุ่งสาง มันได้นอนเพียงครู่ก็มียอดยุทธ์ชาวกุสุมามาแจ้งให้มันเดินทางเข้าพระราชวังหลวง ก็เพื่อร่วมแข่งขันงานประลองยุทธ์ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเช้าวันนี้

            อุทัยแต่งกายดังนักเดินทางเช่นเดิม มันยังคงโพกผ้าปิดศีรษะอันโล้นเลี่ยนไว้ แล้วออกมาสมทบกับยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ถูกวางตัวไว้แต่แรก

            นั่นก็คือ .. หลิวน้อย จงน้อย และม่องน้อย

            ทั้งสามมีอายุสิบแปดสิบเก้าปี สวมใส่เสื้อผ้าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ เป็นชุดตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อละเอียดสีเทาเข้ม ยามเคลื่อนไหวแคล่วคล่องไม่ติดขัด ที่หน้าอกมีสัญลักษณ์ปักด้วยดิ้นทองคำ เป็นรูปภูเขาสามลูกอยู่ในวงรัศมี .. นั้นคือ ตราประจำแคว้นกุสุมา

            หลิวน้อยรูปร่างสูงโปร่งมือถือกระบี่เล่มงามยืนกอดอกพิงเสา ม่องน้อยตัวต่ำเตี้ยกว่าเล็กน้อยสะพายดาบเล่มยาวอยู่กลางหลัง ส่วนจงน้อยร่างกายกะทัดรัดถือพลองทองเหลืองยาวสามศอกเศษยืนสนทนาอยู่กับยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่ง

            อุทัยเดินออกมาในชุดเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ รูปลักษณะช่างต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ หากบอกกับผู้คนว่า นี่คือเด็กผู้ติดตามรับใช้ผู้หนึ่ง คงไม่มีผู้ใดไม่เชื่อ

            ทั้งยังมีกลิ่นละมุดโชยหึ่งออกจากร่างกาย .. ยอดยุทธ์ชาวกุสุมาทั้งสามใช้หางตามองอย่างหยามเหยียด .. คนงานขี้เมาผู้นี้คือตัวตนเช่นไรจึงถูกยกมาเสมอพวกมัน

            คณะชาวกุสุมาพักอยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองพระราชวัง พวกมันเดินตามถนนเรียบคูเมืองลงไปทางทิศใต้ คูเมืองขนาดใหญ่มีความกว้างถึงห้าสิบศอกล้อมรอบทั้งพระราชวังเอาไว้

            พระราชวังหลวงโอริสนคร ตั้งอยู่บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างจากทิศเหนือถึงใต้ยี่สิบห้าเส้น และตะวันออกถึงตะวันตกยี่สิบเส้น ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงสามสิบศอก ก่อด้วยหินศิลาแกร่งสีขาวเป็นปราการป้องกันพระราชวัง ที่ฐานกำแพงกว้างสามสิบสองศอก แล้วค่อยๆ เรียวไปถึงยอดกำแพง ซึ่งมีความกว้างด้านบนยี่สิบห้าศอก ที่มุมทั้งสี่ของกำแพงเมืองเป็นที่ตั้งของป้อมรักษาการ

            เมืองพระราชวังมีห้าป้อมประตูใหญ่ สี่ป้อมประตูประจำอยู่ทั้งสี่ทิศ อีกหนึ่งป้อมประตูกั้นอยู่ระหว่างกลางของพระราชวังส่วนหน้าและพระราชวังส่วนใน

            เนื่องจากยังเช้าตรู่ตลอดทางพบเห็นผู้คนบางตา คงมีเพียงเหล่ายอดยุทธ์คณะต่างๆ กำลังเร่งเดินทางไปยังทิศทางเดียวกัน พวกมันมาหยุดยืนที่ป้อมประตูทางทิศใต้

            ป้อมประตูตั้งตระหง่านลักษณะเป็นป้อมปราการ มีชื่อว่า .. ป้อมประตูมังกรสวรรค์

            ป้อมประตูมังกรสวรรค์มีขนาดใหญ่ ด้านบนกำแพงเป็นตึกบัญชาการ หลังคาทรงสูงมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีส้มแดง

            สะพานหินสีขาวกว้างกว่าห้าสิบศอก พาดผ่านคูเมืองเป็นทางเชื่อมต่อสู่ประตูมังกรสวรรค์ ทั่วทั้งสะพานสลักลวดลายสัตว์ในตำนานนานาชนิด เมื่อเดินข้ามไปก็พบลานหินบรรจุผู้คนได้หลายร้อยคน

            ที่ป้อมประตูมังกรสวรรค์มีสามประตู เป็นประตูเหล็กกล้าสีดำประดับด้วยหมุดทองคำเรียงเป็นแถวแนวตั้งและแนวนอน ประตูตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุดสูงถึงสิบหกศอก เป็นทางเสด็จดำเนินของราชาผู้ครองแคว้น ส่วนอีกสองประตูซ้ายขวาสูงสิบสองศอก .. ประตูขวาสำหรับพระราชวงศ์ ประตูซ้ายสำหรับขุนนางและบุคคลทั่วไป

            มีเพียงประตูด้านซ้ายที่เปิดอยู่ ชาวยุทธ์มากมายกำลังเดินเข้าไป อุทัยเดินตามคลื่นของฝูงชนสู่ภายใน

            เมื่อผ่านป้อมประตู อุทัยถึงกับอ้าปากค้างเมื่อพบเห็นความอลังการของสถานที่ .. ลานหินกว้างใหญ่สุดสายตาสามารถรวมพลกองทหารได้นับแสน โอบล้อมด้วยรั่วกำแพงหิน มองเห็นหลังคาพระตำหนักต่างๆ อยู่รายรอบ

            ด้านทิศเหนือของลานหินคือ ‘ตำหนักมังกรคำรน’ เป็นอาคารสีขาวอันโอฬารยกฐานสูงสามสิบศอก มีความกว้างราวห้าร้อยศอก ตรงกลางเป็นสามช่องบันไดทอดยาวขึ้นไป ด้านบนคือตำหนักทำด้วยศิลาสีขาวบริสุทธิ์เก่าแก่โบราณอายุนับพันปี ประดับด้วยหินสลักลวดลายวิจิตร หลังคาทรงจั่วสามชั้นสูงเด่น ปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงส้ม รูปสลักมังกรทำด้วยทองคำที่มุมทั้งสองด้านสะท้อนแสงแดดยามเช้าระยิบระยับ

            ตำหนักมังกรคำรนคือศูนย์บัญชาการปกครองของแคว้นโอริสา เป็นสถานที่ราชาแห่งแคว้นใช้บริหารพระราชกิจ และประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ

            ยอดยุทธ์ผู้เยาว์หลายพันจากทั่วทวีปต่างยืนกระจายตัวบนลานหินหน้าตำหนักมังกรคำรน ส่วนใหญ่แต่งกายตามสังกัดสำนัก บ้างก็แต่งกายตามแบบพื้นถิ่นของตน

            แต่ละคนมีท่าทางหยิ่งยโส ทระนงในวิชาฝีมือ พวกมันต่างเป็นลำดับต้นๆ ของสำนักยุทธ์ที่พวกมันสังกัด ความมั่นใจมีเต็มเปี่ยมที่จะเป็นยอดฝีมือของแผ่นดินปรากฏเด่นชัดในแววตา

            ม่องน้อยกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “.. ผู้คนช่างมากมาย .. ดู! ดู!” พลางบุ้ยปากกล่าว “นั้นใช่ สำนักหมัดดาวเหนือหรือไม่ ..” ห่างพวกมันไปกว่าสิบก้าวมียอดยุทธ์รุ่นเยาว์ห้าหกคนยืนอยู่ พวกมันมีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนยืนนิ่งราวท่อนไม้

            จงน้อยหันมองตามแล้วกล่าวตอบอย่างไม่แยแส “.. แล้วอย่างไร .. พวกต่ำชั้น หึ หึ”

            ม่องน้อยยังหันมองไปมา ยังกล่าวต่อ “นั่น! นั่น! คนพวกนั้นปักรูปกิเลนที่หน้าอก .. คนของสำนักกิเลนนภาเป็นแน่แล้ว” ถัดออกไปไม่ไกล มีกลุ่มยอดยุทธ์รุ่นเยาว์สวมชุดยุทธ์สีเข้ม พวกมันรูปร่างผอมเพรียว ปักรูปกิเลนที่อกด้านขวา

            จงน้อยสบถเบาๆ “ฮึ .. พ่อจะตบให้คว่ำ ..” มันแอบยิ้มอย่างหยิ่งผยอง จนกลุ่มสำนักกิเลนนภาหันกลับมามองอย่างไม่พอใจ

            ม่องน้อยยังชวนสนทนาต่อ “ท่านดูคนพวกนั้น พกพาดาบอันใหญ่ ช่างดูแปลกตา” มันกล่าวถึงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ในชุดดำสามคนที่ยืนสงบนิ่ง แต่ละคนมีดาบขนาดใหญ่พกติดตัว

            จงน้อยเหลือบมอง แล้วกล่าวตอบว่า “สำนักดาบจ้าวยุทธ์ .. ฮา” มันเป็นผู้ฝึกวิชาดาบ เมื่อพบเห็นคนของสำนักมีชื่อ อดที่จะออกอาการคันไม้คันมือมิได้

            “ชู่วววว์ ..” เสียงของหลิวน้อยกล่าวห้ามปราม “พวกเจ้าเงียบปากก่อน .. รักษามารยาทด้วย ..” หลิวน้อยเป็นผู้มีพลังฝีมือสูงที่สุดในกลุ่มของพวกมัน เมื่อกล่าวเช่นนั้นม่องน้อยจึงหุบปากลง ส่วนจงน้อยยังมีสีหน้าไม่ยินยอมอยู่บ้าง

            อุทัยรับฟังจนเบื่อหน่าย จึงเดินไปนั่นยองๆ อยู่ริมกระถางต้นไม้ .. มันรู้สึกพะอืดพะอม แข้งขาก็ยังอ่อนแรง สงสัยเมื่อคืนคงดื่มหนักไปหน่อย ทั้งกลับมายังไม่ได้นั่งกรรมฐานปรับสมดุลลมปราณ

            .. คงเป็นอาการเมาค้างแล้ว .. คิดได้เช่นนั้นจึงนั่งหลับตา ทำการโคจรพลังปราณไปทั่วร่างกาย

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์จากหลากหลายสำนักยังทยอยกันเข้ามา ต่างวางตัวสูงส่งทั้งยังแสดงทีท่าข่มขวัญกันและกัน .. หากอยู่ในสถานที่อื่นคงวิวาทกันวุ่นวายแล้ว

            ทันใดนั้นเสียงสนทนาของผู้คนที่ด้านหลังค่อยๆ เงียบลง ความเงียบกระจายตัวออกเป็นวงกว้างสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คน ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ต่างเหลียวหน้ากลับไปมองดูที่ประตูมังกรสวรรค์

            ยอดยุทธ์รุ่นหนุ่มสายตาต่างกระจ่างจ้า เลือดลมสูบฉีดจนใบหน้าใบหูแดงก่ำ เมื่อพบเห็นสตรีกลุ่มหนึ่งเดินผ่านประตูออกมา

            สตรีสวมงอบสามคนในชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ชุดขาวยาวมิดชิดเข้ารูป ชายผ้าพลิ้วยาวถึงข้อเท้า แต่ละคนรูปร่างสูงโปร่งสมส่วนสะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง ผมเผ้าเกล้ามวยโผล่พ้นงอบไม้ไผ่สานทรงกลม ผ้าขาวบางๆ ถูกประดับอยู่รอบงอบนั้นปกปิดส่วนศีรษะของพวกนางเอาไว้

            .. ถึงแม้จะมองไม่เห็นวงหน้าได้ชัดตา แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่า ภายใต้ผ้าผืนบางนั้นต้องเป็นโฉมสราญอย่างแน่นอน

            .. ท่วงท่าก้าวเดินของพวกนาง สะกดเหล่ายอดยุทธ์วัยหนุ่มจนลืมหายใจ

            .. เป็นความงดงามอันพิสุทธิ์เหนือโลกหล้าโดยแท้

            “เรือนจิตจำรัส !!! .. คนของเรือนจิตจำรัส” เสียงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งโพล่งออกมา ทำผู้คนรอบข้างส่งเสียงครางฮือ

            “เรือนจิตจำรัส .. ศิษย์ของสำนักนี้ล้วนเป็นสตรี ทุกคนต่างมีรูปโฉมงดงาม ..” เสียงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อีกผู้หนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้น

            “อ่า .. ศิษย์เรือนจิตจำรัส .. ได้ข่าวเพลงกระบี่ของพวกนางล้วนสูงส่ง .. ต่อนานครั้งจึงออกมาสู่โลกภายนอก” ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งกล่าวด้วยความชื่นชม

            ขณะนั้นลมยามเช้าพัดมา .. วูบหนึ่ง

            .. ผ้าขาวบางที่ปกคลุมใบหน้าของสตรีที่เดินนำหน้าเผยอขึ้น

            .. เผยให้เห็นส่วนล่างของวงหน้า .. ผิวข้างแก้มผุดผ่องเปล่งรัศมี คางของนางเรียวมนกลมกลึง ริมฝีปากสีชมพูงามประกาย ประดับด้วยรอบยิ้มที่มุมปาก .. ให้ความรู้สึกดังรอยยิ้มของพระโพธิสัตว์ที่อยู่เหนือโลกหล้า

            .. ทั่วทั้งลานหินเงียบกริบ

            เหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ยังไม่ทันหายตกตะลึงก็มีอีกขบวนเดินตามมาอีก !!!

            เป็นสตรีแรกรุ่นห้านางสวมชุดพริ้วยาวสีฟ้าอ่อน ภายในเป็นชุดรัดรูปสีขาว รูปร่างสูงสะโอดสะองแคล่วคล่อง ผิวขาวเปล่งประกายราวหิมะต้องแสงแดด ในมือถือกระบี่ยาวมีฝักสีขาวเรียบง่าย

            พวกนางรวบผมตึงถักเป็นเปียยาวทิ้งถึงสะโพก แต่ละคนมีรูปโฉมงามพริ้ง วงหน้างดงามดังรูปสลักขององค์เทวี ปากจิ้มลิ้มแดงระเรื่อ แต่ดวงตาคมกริบแผงความยโสไม่สนใจผู้ใด

            .. เป็น .. ความงามอันเย็นยะเยือก

            .. ความงามของทุ่งหิมะน้ำแข็งสุดขั้วโลก

            .. ความงามที่สามารถแช่แข็งหัวใจของบุรุษได้นานนับหมื่นปี

            “หวาาา .. พวกนางเป็นใครกัน” ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งตกตะลึงในความงดงาม

            “ศิษย์สำนักบุปผาเหมันต์ !!! งามจนหาที่เปรียบมิได้ .. อาาาา” ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อีกผู้หนึ่งกล่าวราวถูกสะกดด้วยมนตรา

            ยอดยุทธ์รูปงามอีกผู้หนึ่งกล่าวรำพึง “อ่าาาา .. งดงามอย่าง .. โอ๊ยยยย ! โอ๊ยยยย !” ยังไม่ทันกล่าวจบมันก็ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

            หูของมันถูกบิดอย่างแรง เป็นการกระทำของสตรีที่ด้านข้าง นางกล่าวอย่างโมโหว่า “นี่ .. ศิษย์พี่ .. ท่านแสดงออกมากไปแล้วนะ ..”

            เรือนจิตจำรัสและสำนักบุปผาเหมันต์ ต่างเป็นสำนักยุทธ์ที่มีชื่อเสียง ความสูงส่งของวิชายุทธ์จัดอยู่อันดับต้นของทวีป ทั้งศิษย์ในสังกัดล้วนเป็นสตรีเพศมีความงามเป็นที่เลื่องลือ

            .. เรือนจิตจำรัสเน้นการฝึกบำเพ็ญจิต ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ตั้งอยู่ในเส้นทางแห่งการหลุดพ้น

            .. ส่วนสำนักบุปผาเหมันต์ฝึกวิชาวารีธาตุ เน้นความเยือกเย็นหนักแน่น ทำจิตให้นิ่งประดุจการแช่แข็งดวงจิตไว้ในถ้ำน้ำแข็งใต้โลก

            สำนักยุทธ์ทั้งสองรับเด็กหญิงมาฝึกอบรมตั้งแต่เยาว์วัย ด้วยเคล็ดวิชาประจำสำนักจะปรับเปลี่ยนสรีระร่างกายของเด็กน้อย เมื่อเจริญวัยจะมีรูปลักษณ์อันงดงามตามแบบเฉพาะของสำนัก

            ขบวนสตรียอดยุทธ์ของสองสำนักเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มของฝูงชน พวกนางไม่เหลียวมองเหล่าบุรุษที่กำลังจ้องมองแม้เพียงน้อยนิด

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์รูปงามผู้หนึ่ง มันแต่งกายภูมิฐาน มีทีท่าเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ตั้งใจกล่าวให้สาวงามได้ยินว่า “ฮา .. นับเป็นวาสนาของข้าผู้นี้ .. ได้ยลโฉมแม่นางน้อยสำนักบุปผาเหมันต์ .. ช่างงดงามนัก”

            “.. ช้าก่อนสหาย!” ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ด้านข้างกล่าวเตือน “ฟังว่า .. หากพวกนางมีใจให้บุรุษใด บุรุษผู้นั้นต้องถูกสังหารด้วยกระบี่ในมือของนาง ..” คนผู้นี้แต่งกายเรียบง่ายเช่นบัณฑิตหนุ่ม หน้าตาเกลี้ยงเกลานับว่าหล่อเหลาพอควร

            ยอดยุทธ์ผู้เจ้าชู้มีสีหน้าประหลาด กล่าวว่า “.. กลับมีเรื่องเล่าขานเช่นนี้” .. มันส่งสายตาหยาดเยิ้มให้สาวงาม กล่าวต่อว่า “.. หากแม้นนางมีใจให้ .. ข้ายินยอมให้นางนำกระบี่เล่มนั้น ตัดขั้วหัวใจดวงน้อยของข้า .. ฮา”

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ด้านข้างหัวเราะ “ฮา ฮา .. สหายช่างมีวาจารื่นหู ..” มันยิ้มกริ่มมองสตรีที่ตรงหน้า ปากกล่าวชม “ช่างงดงาม .. งดงามยิ่งนัก .. สมกับสมญา .. สามบุปผาสะคราญแห่งยุทธภพ”

            “สามบุปผาสะคราญ !!! .. มีคำเรียกขานเช่นนี้” ยอดยุทธ์ผู้เจ้าชู้หันมากล่าวอย่างแปลกใจ “เรือนจิตจำรัสนับหนึ่ง สำนักบุปผาเหมันต์นับอีกหนึ่ง .. แล้วอีกหนึ่งเล่า .. พี่ท่าน !!!”

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ด้านข้างกล่าวอย่างผู้รอบรู้ว่า “อีกหนึ่ง .. คือ .. วิหารเทวีจันทรา .. อย่างไรเล่า .. ฮา ..”

            ยอดยุทธ์ผู้เจ้าชู้กล่าวว่า “วิหารเทวีจันทรา ! มิเคยได้ยินมาก่อน ท่านพี่ผู้นี้ช่างรู้รอบ ..” พร้อมแนะนำตนเอง “ข้ามีนามว่าอยาลอง มาจากแคว้นกุมพกาม .. ขอทราบนามอันสูงส่งของท่านพี่ ..”

            ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้นั้นกล่าวตอบ “.. ตัวข้า .. วันฉลอง จากแคว้นอโยธยา”

            อยาลองคารวะกล่าว “นับถือ .. นับถือ .. ท่านพี่วันฉลอง”

            วันฉลองคารวะตอบ กล่าวว่า “นับถือ .. เช่นกัน .. น้องอยาลอง”

            .. ฮา .. ฮา .. ทั้งสองหัวเราะอย่างรู้ใจ สายตาจ้องมองโฉมงามตาเป็นมัน หากสามารถกลืนกินพวกนางลงได้ ทั้งสองคงกลืนกินสาวงามทั้งหมดลงไปในคราเดียวแล้ว

            หลิวน้อย จงน้อย ม่องน้อย .. ปากอ้าค้างส่งสายตาติดตามแผ่นหลังของยอดยุทธ์สตรีที่เดินผ่านไป เหล่าบุรุษรุ่นเยาว์ยังจ้องมองด้วยความลุ่มหลง ฝูงชนต่างเปิดทางให้พวกนางเดินไปด้านหน้า

            “นี่เจ้า ! .. เจ้าไม่สนใจหญิงงามเหล่านั้นหรือ ..” เสียงเล็กแหลมเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูอุทัย

            ฮืออออ .. อุทัยเผยอตาขวาขึ้น พบเห็นคนผู้หนึ่งกำลังก้มมองมันอยู่ด้วยท่าทีไม่ปกติธรรมดา

            ลักษณะเป็นสตรีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีสวมชุดสีแดงสด รูปร่างสมส่วนไม่สูงนัก ดวงตากลมโต จมูกเชิด ริมฝีปากล่างอิ่มเอม ท่าทางหัวรั้นยียวน เท้าสะเอวจ้องมองมันอย่างสนใจ

            อุทัยกล่าวถาม “หญิงงาม ! หญิงงามอันใดของเจ้า ..”

            สตรีนางนั้นรับฟังกลิ่นปากของอุทัยจนหน้าเบ้ ร้องอุทานว่า “อา-แหวะ ! กลิ่นละมุด” พร้อมนำมือขึ้นบีบจมูกกล่าวว่า “เหม .. เหม .. เหม็น”

            อุทัยทำท่างุนงง สตรีผู้นั้นบุ้ยปากชี้ กล่าวว่า “ก็โน่นไง .. เจ้าผีสุรา เจ้าพลาดแล้ว .. พวกนางไปโน่นแล้ว ..”

            อุทัยส่งสายตามองผ่านผู้คน พบเห็นขบวนของสตรีเดินอยู่ไกลๆ มันจ้องมองจนตาเป็นประกายวิบวับ .. เห็นเพียงแค่แผ่นหลังของพวกนาง ยังรู้สึกวาบหวามหัวใจถึงเพียงนั้น

            แม่นางน้อยสำนักบุปผาเหมันต์ที่เดินรั้งท้ายถูกอุทัยจ้องมองจนต้องเหลียวหน้ากลับมา ความงามของนางถึงกับทำอุทัยตาค้าง

            ดวงหน้าของนางงดงามหมดจดอย่างไม่มีใดเปรียบ แต่กลับปกคลุมด้วยรัศมีเย็นยะเยือกให้ความรู้สึกชาด้าน แววตาของนางแสดงความประหลาดใจ มองหาตัวตนของผู้จ้องมอง

            แม่นางน้อยหันมาเพียงวูบหนึ่งแล้วจึงสะบัดหน้ากลับ แต่ก็เพียงพอให้ผู้ที่พบเห็นวงหน้าได้หัวใจสั่นสะท้านแล้ว

            สตรีชุดแดงผู้นั้นกล่าวว่า “อ่ะแน่ .. เจ้าผีสุรา นึกว่าไม่สนใจสตรีเสียอีก”

            อุทัยหันกลับมาถามสตรีชุดแดงว่า “อ่าาา .. แล้วนี่ .. เจ้าเป็นใครกัน ..”

            สตรีชุดแดงตอบหน้าตาเฉย “ข้าเป็นใคร ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ..”

            อุทัย “อ่าวววว ..” อันใดของนาง .. มันครุ่นคิดในใจ

            ครู่หนึ่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ต่างหยุดสนทนาหันไปมองที่ตำหนักมังกรคำรน

            ผู้คนขบวนหนึ่งเดินออกมาจากตำหนัก ทั้งหมดหยุดยืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุด บุรุษผู้หนึ่งเดินก้าวออกมาเบื้องหน้า มันมีรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสีดำดังชาวยุทธ์ ใบหน้าเรียบเฉยพลังยุทธ์หนักแน่นมั่งคง กวาดสายตาไปทั่วลานหิน

            “.. ผู้เยาว์ทั้งหลาย ขอต้อนรับสู่แคว้นโอริสา” เสียงดังกระหึ่มด้วยพลังวัตรขั้นสุดยอด ทำเสียงจอแจในลานหินเงียบลง

            อุทัยเงยหน้าขึ้นมอง .. มันถึงกับสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมา ..

            ถึงอยู่ในระยะไกล อุทัยยังจดจำบุรุษผู้นี้ได้ .. บุรุษที่พบเจอกันชั่วครู่ที่เมืองเพชรปราการ ในค่ำคืนที่หลบหนีการตามล่าของเหล่ามือสังหาร

            .. บุรุษผู้มีปราณมังกรสีฟ้า !

            .. องค์ชายแห่งแคว้นโอริสา !

            .. มังคละ .. มังกรฟ้าเทพยุทธ์ !

            สตรีในขุดสีแดงเห็นอุทัยจ้องมองบุรุษผู้นั้นไม่วางตา จึงกล่าวถามว่า “นี่ เจ้าผีสุรา ! รู้จักยอดยุทธ์ผู้นั้นหรือ ..”

            อุทัยตอบเบาๆ ว่า “.. บุคคลผู้นั้นคือ มังกรฟ้าเทพยุทธ์ .. เด็กอมมือเช่นเจ้าสมควรรับรู้ไว้ ฮา”

            สตรีในชุดแดงมีสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า “ไม่คิดว่า สารรูปดังเด็กถือรองเท้าเช่นเจ้า .. จะมีความรู้ในยุทธจักรอยู่บ้าง อิ อิ”

            อุทัย “...” .. สตรีน้อยนางนี้ช่างมีพลังฝีปากเก่งกล้า สมควรอยู่ให้ห่างนางไว้

            แล้วจึงคิดคำนึงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา .. ไม่รู้ป่านนี้ เจ้าธรรมเกลอเก่าและบิดาของมันไปอยู่ที่ใด อาจจะเดินทางกลับไปถึงบ้านเกิดของพวกมันแล้วก็เป็นได้

            องค์ชายมังคละถ่ายทอดเสียงผ่านพลังปราณ “.. เราองค์ชายมังคละเป็นตัวแทนแคว้นโอริสา ขอแสดงความคารวะแก่ทุกท่าน” แล้วจึงยกมือขวาทาบหน้าอกโค้งกายลงเล็กน้อย

            ผู้คนทั่วลานหินต่างคารวะตอบตามแบบฉบับของตน บ้างประสานสองมือ บ้างก้มคำนับ .. องค์ชายมังคละกล่าวต่อ

            “.. ไม่มีความเบิกบานใดดีเยี่ยมไปกว่า การได้เห็นความก้าวหน้าในเชิงยุทธ์ ของผู้เยาว์แห่งแคว้นและสำนักต่างๆ”

            “.. พวกท่านคืออนาคต .. ความเข้มแข็งของชาติบ้านเมือง ล้วนฝากอยู่ในมือของพวกท่านแล้ว”

            “.. งานเฉลิมฉลองแห่งแคว้น จะมีขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า .. ทั้งนี้เจ้าเหนือหัวราชาแห่งแคว้นเรา มีพระประสงค์ที่จะเพิ่มความสนุกสนานในงานครั้งนี้ ด้วยการจัดประลองเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ยุทธ์แก่ผู้เข้าร่วม ..”

            องค์ชายมังคละหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ยอดยุทธ์ผู้ใด ที่ผ่านเข้าถึงรอบแปดคนสุดท้าย .. คนผู้นั้นและคณะจะได้รับการรับรองอย่างสมเกียรติ”

            “ในคืนงานฉลองใหญ่จะถูกจัดให้อยู่พื้นที่ส่วนใน ใกล้ชิดกับเจ้าเหนือหัวแห่งเรา .. ร่วมกับสี่สำนักยุทธ์เสาหลักแห่งยุทธภพ และตัวแทนแคว้นสมาชิกหลักแห่งสหพันธรัฐ .. ฮา ฮา”

            เสียงฮือฮาของบรรดายอดยุทธ์ .. ผู้แข่งขันแปดคนสุดท้าย จะได้นั่งในส่วนรับรองชั้นในสุดของงานเลี้ยงใหญ่ เคียงคู่กับสำนักยุทธ์ทั้งสี่ และแคว้นใหญ่ทั้งแปด

            สำนักยุทธ์ที่ได้รับการยกย่องให้อยู่เหนือสำนักยุทธ์อื่นทั้งทวีป .. ทั้งสี่ประกอบด้วย .. วังดาราจักร ตำหนักเทพยุทธ์ สำนักกระบี่สวรรค์ และลัทธิสุริยันจันทรา

            และแคว้นสมาชิกหลักแห่งสหพันธรัฐ ก็คือแคว้นใหญ่แห่งมหาทวีปแห่งนี้ .. นั่นก็คือเจ้าภาพโอริสา .. อโยธยา มหาการีย์ กุมพกาม โกษิยะ มัธยะปุรา ฉัตตีสครห์ และนรยาปุระ .. เป็นแปดแคว้นที่มีอิทธิพลสูงสุด

            .. นี่มิใช่ผู้ใดจะสามารถได้รับเกียรตินี้โดยง่าย

            เสียงองค์ชายมังคละดังกึกก้อง “ทั้งยังมีรางวัลพิเศษมอบให้ยอดยุทธ์เหล่านั้นอีกด้วย .. ฮา ฮา”

            เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าเดิม .. แค่ได้รับการรับรองร่วมกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งทวีป ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งหลายก็หัวใจพองโตแล้ว .. นี้ยังมีสิ่งของตอบแทนอื่นอีก .. ไม่เป็นทองคำสักเกวียน ก็ต้องเป็นอาวุธวิเศษอย่างแน่นอน

            เงื่อนไขคือต้องเป็นหนึ่งในแปดลำดับสุดท้ายของการประลองยุทธ์ครั้งนี้ .. แววตาของเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์สะท้อนประกาย คาดหวังถึงชื่อเสียงความสำเร็จที่กำลังรอพวกมันอยู่ ในอีกหลายวันข้างหน้าชะตาชีวิตของมันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง