แม่ค้าออนไลน์สู่ยุทธภพ

    บทที่ 40 เริ่มตั้งตัว (6)

    ตอนที่ 40 

    เริ่มตั้งตัว (6)

    “ ตาย!!! ” จูเฟยอุทานออกมาด้วยความตกใจในทันที โดยเมื่อตัวของนางหันมองกลับไปที่พี่สาวด้านหน้ากับแสดงท่าทางสงบนิ่งผิดหูผิดตาไปจากนาง 

    อันที่จริงเรื่องนี้ตัวของพี่สาวด้านหน้าควรจะตกใจมากกว่าตัวของนางเสียอีกเพราะว่าถ้าผิดสัญญาผู้ที่เป็นทาสจะต้องตายไม่ใช่นาง 

    “ พี่สาวไม่ตกใจอันใดหรือเจ้าคะ ” จูเฟยยื่นหน้าเข้าไปถามด้วยความประหลาดใจ เหตุใดใบหน้าของพี่สาวที่อยู่ด้านหน้าของนางถึงกับสงบนิ่งและดูไม่รู้สึกอันใดเลยทั้งทั้งที่รู้ว่าตนเองอาจจะตายถ้าผิดสัญญา

    นางส่ายหน้าไปมาก่อนที่จะเปิดปากแล้วตอบ “ ไม่เจ้าค่ะถ้าไม่คิดจะทรยศคุณหนูอยู่แล้ว ”

    คำตอบกลับนั้นช่างเป็นคำตอบกลับที่หนักแน่นดวงตาทั้งสองข้างก็เผยความจริงจัง แม้แต่จูเฟยยังคงประหลาดใจ นางมั่นใจมากว่าจะไม่ทรยศเลยไม่มีความจำเป็นจะต้องเกรงกลัวต่อความตายจากผลของค่ายกล

    หยางซานผู้ที่เป็นผู้สร้างค่ายกลสัญญาทาสนายบ่าวขึ้นมาก็ได้ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดูเหมือนว่าศิษย์ของเขาจะได้ข้ารับใช้ที่ดี

    “ เอาล่ะไปกันเถอะ ” ผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนอยู่ได้พูดออกมาก่อนกลับพากันเดินไปบริเวณถนนเส้นหลักของเมือง 

    เดินไปสักพักก่อนจะถึงบริเวณถนนเส้นหลักจูเฟยได้หยุดเท้าของตัวเองแล้วหันไปกล่าวกับท่านอาจารย์ “ ท่านอาจารย์เจ้าค่ะท่านสามารถถอดโซ่ที่ล่ามไว้ให้กับพี่สาวท่านนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ ” 

    หยางซานหันมาหาศิษย์ตัวน้อยของตนเองก่อนที่เขาจะปรายสายตาของตัวเองไปมองที่ข้ารับใช้ของศิษย์ที่อยู่ด้านหลัง 

    บริเวณคอของนางมีโซ่เส้นใหญ่ถูกลามเอาไว้มันเป็นโซ่ที่เส้นใหญ่กว่าตัวจนรู้สึกว่าเกะกะลูกตา 

    “ ได้สิ.. ” หยางซานเดินเข้าไปใกล้ๆกับเด็กสาวผู้นั้นเขาย่อกายของตนเองลงเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มใช้ค่ายกลบางอย่างพุ่งเข้าไปสัมผัสกับโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่ล่ามคอของนางเอาไว้ 

    เมื่อค่ายกลโดนเข้ากับโซ่ตรวนเส้นนั้นโซ่เส้นใหญ่ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างง่ายดาย โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นนายจะไม่นิยมถอดโซ่ตรวนให้กับทาสของตนเองสักเท่าไหร่เพราะถ้ามันหายไปก็จะยากต่อการตามหา 

    แต่หยางซานการกระทำเช่นนี้เพราะว่าอย่างไรเสียนางก็ถูกผูกมัดกับศิษย์ของเขาด้วยค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นมาแล้ว 

    เด็กสาวผู้นั้นเมื่อโซ่ตรวนถูกถอดออกจากคอของนางสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจากบนใบหน้าก็คือรอยยิ้มแห่งความดีใจ ตอนที่มีโซ่ตรวนล่ามเอาไว้ที่คอสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองนางมันก็จะเปลี่ยนไปในทันทีว่าเขาจะมองดังราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ เมื่อมันถูกถอดออกเช่นนี้มันทำให้นางนั้นรู้สึกว่าตนเองกลับมาเป็นคนมากขึ้น

    จูเฟยเดินกลับมาหาพี่สาวนางนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเอ่ยถามออกไป “ ว่าแต่พี่สาวชื่ออันใดหรือ ” 

    พวกนางทั้งสองยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย อีกฝ่ายที่กำลังดีใจกับการที่นางนั้นโดนถอดโซ่ตรวนออกจากคอเมื่อได้ยินคำถามจากคุณหนูของตนเองก็รีบลุกลี้ลุกลนกลับมาอยู่ในท่าทางสงบนิ่งแล้วตอบกลับไป “ คุณหนูเรียกข้าว่าอวี้หลินก็ได้เจ้าค่ะ ”

    “ ได้เจ้าค่ะท่านพี่ ”

    “ คุณหนูโปรดอย่าเรียกบ่าวว่าท่านพี่เลยเจ้าค่ะเรียกว่าอวี้หลินก็พอ ” นางทำหน้าตาเศร้าหมองเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจูเฟยเองก็ไม่ได้ขัดความประสงค์ของนาง

    “ ได้อวี้หลิน ” 

    เมื่อได้ยินคุณหนูของนางเรียกออกมาเช่นนั้นอวี้หลินแสดงรอยยิ้มแห่งความดีใจออกมาในทันที 

    “ เอาล่ะพวกเราไปกันต่อเถอะ ” 

    หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้เดินกันไปต่อสู่ถนนเส้นหลักบริเวณด้านหน้าเมือง ผู้คนมากมายเดือนพลุ่งพล่านถนนขนาดใหญ่มากกว่าเมืองอู่หนานไม่รู้ตั้งกี่เท่าตั้งอยู่ด้านหน้า กระนั้นที่ถนนเส้นใหญ่ขนาดนี้ก็แปลว่าผู้คนนั้นก็ต้องมากมายตามไปด้วย

    แม้ถนนเส้นใหญ่ขนาดนี้ผู้คนยังพลุ่งพล่านมากมาย ทั้ง 3 พากันเดินเข้าไปที่ถนนเส้นหลักแล้วเดินชมเมืองโดยใช้เส้นทางหลักของเมืองไปสักพัก ก็เดินมาถึงร้านผ้าไหมแห่งหนึ่งจูเฟยเท้าทั้งสองข้างของนาง

    ตากลมโตของนางจ้องมองไปที่อวี้หลินที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับดวงตานั้นกลับมาจ้องมองที่เสื้อผ้าของนาง เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ในท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง 

    “ มีอันใดงั้นหรือยัยหนูจู ” ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยถามเมื่อเห็นศิษย์ตัวน้อยจ้องร้านผ้าไหมด้านหน้า 

    “ ข้าว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้กับตนเองและก็ท่านแม่รวมไปถึงอวี้หลินสักหน่อยเจ้าค่ะ ” 

    “ ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะคุณหนู!! ” อวี้หลินที่อยู่ด้านหลังตื่นตัวขึ้นมาทันที ตัวของนางนั้นได้ยินว่าคุณหนูตัวน้อยจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับนาง 

    จูเฟยหันไปยิ้มให้ ถึงจะบอกว่าไม่ต้องซื้อแต่ดูเสื้อผ้าของนางที่แสนจะเก่าแล้วสกปรกนั้นสิ ว่าแต่ตัวของผู้อื่นจูเฟยมองดูตัวของนางแล้วก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่ดูดีอันใดเลย ท่านแม่ของนางเองก็เช่นกัน 

    ตอนนี้นางตั้งจะใจเริ่มทำธุรกิจขึ้นมาแต่ตอนนี้เครื่องแต่งกายของนางก็ไม่ได้ดูมีภูมิฐานให้สักนิดการทำธุรกิจเครื่องแต่งกายของผู้ที่เป็นเจ้าของก็น่าจะมีภูมิฐานในระดับนึง

    ภายในเมืองอู่หนานก็มีร้านผ้าไหมอยู่แต่ว่านางก็ได้แต่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ถือโอกาสเดินเข้าไปชมและซื้อซักชุดสองชุด แต่ครั้งนี้เมื่อมาที่เมืองแห่งนี้และมองเห็นอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ของอวี้หลินมันเป็นอาภรณ์ชุดเก่าๆที่แสนจะสกปรกก็ถือโอกาสจะเดินเข้าไปชมเพื่อเลือกสรรชุดให้กับตนเองและมารดาด้วยเลย

    “ ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะข้าซื้อให้เอง ” เมื่อได้พูดออกมาตัวของจูเฟยรู้สึกว่าตนเองนั้นร่ำรวยขึ้นมาในทันที กระนั้นการซื้อเสื้อผ้าในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการกัดฟันเหมือนกันตัวของนางมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 100 กว่าตำลึง ถ้าซื้อเสื้อผ้าหมดในครั้งนี้ไปเงินเก็บก็จะเหลือเพียงแค่ประมาณไม่ถึง 100 ตำลึงเท่านั้น

    พวกเขาได้พากันเดินเข้าไปภายในร้านผ้าไหมซึ่งเจ้าของร้านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี พวกนางได้เลือกสรรชุดที่ดูดีระดับนึงแต่ว่าราคาไม่ได้สูงมากนัก

    อวี้หลินได้เปลี่ยนอาภรณ์ของนางให้กลายเป็นอาภรณ์ชุดสีขาวสะอาดตาที่มีลวดลายดอกไม้ถักทออยู่ประมาณนึง มันดูดีกว่าอาภรณ์ที่แสนจะสกปรกและเก่าๆของนางมากกว่าตั้งไม่รู้กี่เท่า เมื่อได้เปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่และจัดแต่งทรงผมและหน้าตาอวี้หลินก็เป็นเด็กสาววัยแรกรุ่นที่ถือว่างดงามผู้หนึ่ง 

    ในอนาคตจูเฟยมองเห็นก็รู้ได้ทันทีว่านางจะต้องเป็นโฉมงามอย่างแน่นอน

    ส่วนตัวของจูเฟยนางได้เลือกสรรชุดผ้าไหมสีแดงสดที่มีถักทอลวดลายสีทองเอาไว้ และตัวของนางก็ด้วยเลือกชุดให้กับมารดาไป 1 ชุดหลังจากที่ซื้อเสร็จเรียบร้อยพวกเขาก็พากันเดินออกมาจากร้าน

    เงินในกระเป๋าของจูเฟยเหลือไม่ถึง 100 ตำลึงแล้ว แต่มันก็น่าจะเพียงพอสำหรับการจัดตั้งธุรกิจเล็กๆขึ้นมา 

    เดินออกมาจากร้านอวี้หลินก็ดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ชุดใหม่แถมโซ่ตรวนคอที่นางสวมใส่อยู่ก็ถูกตัดออกไปจนหมดแล้ว วันนี้สายตาที่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมามองนางก็เหมือนกับมองคนธรรมดาเท่านั้น 

    “ เอาล่ะท่านอาจารย์เจ้าคะเราจะไปที่ไหนกันต่อดี ” จูเฟยหันไปถาม

    “ ไปร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดประจำเมืองกันข้าอยากจะไปนั่งกินอาหารที่นั่นไม่ได้กินมาตั้ง 1 ปีแล้ว ”

    “ ท่านอาจารย์เลี้ยงนะเจ้าคะ ” จูเฟยพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มทันที

    หยางซานพยักหน้าตอบรับศิษย์ตัวน้อยของตนเอง หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็พากันเดินทางไปที่ร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดประจำเมืองแห่งนี้ ย่านการค้าใจกลางเมืองที่มีผู้คนมากมายเดินไปมาอย่างพลุ่งพล่าน 

    อาคารขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 3 ชั้นตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมืองผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเข้าไปราวกับว่าสถานที่แห่งนี้มันเป็นสถานเริงรมย์ในยามค่ำคืน

    เมื่อเดินมาถึงทั้งสามก็พากันเดินเข้าไปภายในร้านอาหาร และเมื่อเดินเข้าไปถึงดูเหมือนว่าเถ้าแก่ร้านที่นั่งประจำตำแหน่งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านเมื่อพบเห็นกับหยางซานมันก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วรีบวิ่งออกมาต้อนรับ 

    มันรีบทำท่าทางออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อมร่างของชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วนวิ่งเข้ามาประชิดหยางซานในทันที 

    “ ยินดีต้อนรับท่านหยางซานขอรับ ” มันพูดออกมาด้วยรอยยิ้มในขณะที่พูดศีรษะของมันก็ก้มลงเล็กน้อยราวกับว่ากำลังให้เกียรติผู้เป็นอาจารย์ของจูเฟยอยู่ 

    จูเฟยที่เห็นท่าทางเช่นนั้นนางก็ประหลาดใจยิ่งนัก เหตุใดเถ้าแก่ของร้านอาหารแห่งนี้ถึงมีท่าทางนอบน้อมกับท่านอาจารย์ของนางเพียงนี้ หรือว่าท่านอาจารย์ของนางนั้นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แต่ดูจากพลังวิญญาณระดับสีทองนางเองก็พอจะรู้ได้ว่าผู้เป็นอาจารย์ของนางนั้นไม่ใช่คนธรรมดา 

    แต่ดูจากท่าทางของเถ้าแก่ร้านผู้นี้แล้วนางยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่ ทั้งที่มีแขกมากมายหลั่งไหลเข้ามาแต่เถ้าแก่ร้านผู้นี้ก็นั่งนิ่งสนิทแต่เมื่อเห็นท่านอาจารย์ของนางแล้วมันกลับวิ่งออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว

    “ ข้าไม่รู้ว่าท่านจะมาที่นี่ก็เลยไม่ได้จัดการต้อนรับขออภัยด้วยนะขอรับ” 

    “ เรื่องนั้นชั่งมันเถอะว่าแต่มีโต๊ะให้ข้าบ้างหรือไม่ ”

    “ มีขอรับมีสำหรับท่านหยางซานย่อมต้องมีโต๊ะต้อนรับอยู่แล้ว ” มันรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

    หลังจากนั้นก็มีคนนำพาพวกเขาให้ขึ้นไปนั่งบริเวณชั้นด้านบนสุด ห้องขนาดใหญ่ถูกจัดต้อนรับเอาไว้เป็นอย่างดีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ใจกลางห้องมีอาหารมากมายตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พวกมันก็กำลังส่งกลิ่นหอมหวนลอยออกมาแล้วเตะเข้าจมูกของพวกเขา 

    ทั้ง 3 ชีวิตที่นั่งอยู่ภายในห้องแห่งนี้นั่งประจำโต๊ะตามมุมต่างๆดวงตาจับจ้องอาหารมากมายที่อยู่ด้านหน้า ก่อนที่ผู้เป็นอาจารย์ที่เป็นเจ้ามือในมื้ออาหารมื้อนี้จะเริ่มพูดขึ้น 

    เมื่อได้นั่งกินอาหารไปประมาณ 1 ตัวของเด็กน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของท่านอาจารย์ก็ได้เอ่ยถามขึ้นมา “ จริงสิเจ้าคะท่านอาจารย์บอกว่ามาที่เมืองแห่งนี้เพื่อพบคน แล้วท่านอาจารย์จะไปพบเขาเมื่อใดหรือเจ้าคะ  ”

    จบตอน 

    คล้ายกับเรื่องแม่ค้าออนไลน์สู่ยุทธภพ ที่คุณอ่าน