ั้แ่กลับมานางฉินดูไม่มีความสุขเลย ขณะทำอาหารกับนางหยูก็เอาแต่เหม่อลอย ท่าทางมีเื่กลัดกลุ้ม แม้กระทั่งตอนเติมฟืนนางหยูะโบอกว่า ‘พอแล้ว’ ตั้งหลายหน แต่คนมีเื่ในใจกลับไม่ได้ยินจนเปลวเพลิงลุกโชนเกินความ้า
แม้ปกตินางฉินจะเป็คนเงียบ ๆ แต่ไม่มีทางเงียบถึงขนาดนี้แน่นอน นางซุนหรี่ตาจับสังเกตสะใภ้คนรองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากในที่สุด “สะใภ้รอง เ้ามานี่หน่อยซิ”
นางฉินคิดว่าแม่สามีจะเรียกไปดุเื่ที่ทำผิดเมื่อครู่ แต่เมื่อเดินไปหากลับไม่เป็เช่นนั้น
นางซุนเอ่ยถาม “สะใภ้รอง เ้าบอกข้ามาตรง ๆ เกิดอะไรขึ้น?”
ทันทีที่ได้ยินนางฉินก็คิดว่าตนเองหูฝาด แต่เมื่อประมวลผลได้ว่าแม่สามีถามเช่นนั้นจริง ๆ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ… ลำบากใจจนพูดไม่ออก
“ท่านแม่…”
นางคุกเข่าลงตรงหน้านางซุน หญิงชราไม่ได้ประคองอีกฝ่ายลุกขึ้นแต่อย่างใด เพียงถามอย่างใจเย็นอีกครั้ง “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
นางฉินแม้จะอยากบอกเพียงใดแต่กลับมีเพียงรอยยยิ้มฝืดเฝื่อนที่ระบายออกมา สุดท้ายผู้เป็สามีก็เป็คนเข้ามาตอบแทน “ท่านแม่ ตอนที่ออกไปตามหาครอบครัวน้องหญิงเราเจอครอบครัวของถาวเอ๋อร์ขอรับ หลานสาวของนางลำบากมาก…”
บุตรชายคนรองถอนหายใจยาวออกมา นึกถึงภาพที่ตนได้เห็นก็ไม่รู้ว่าควรบรรยายเช่นไร
เมื่อสามีเป็คนออกหน้า นางฉินก็มีความกล้ามากขึ้น “ท่านแม่ โปรดช่วยหลานสาวของข้าด้วยนะเ้าคะ นางยังเด็กทั้งยังอยู่ในวัยปักปิ่น ข้าไม่อยากให้ชีวิตนางถูกทำลายในสถานที่เช่นนั้น!”
และนี่ก็เป็เื่ที่นางฉินลำบากใจจะเอ่ย นางตามหาครอบครัวของน้องสามีไม่เจอแต่กลับไปเจอหลานสาวตัวเอง นางเจอเพียงหลานสาววัยสิบสี่ปีคนเดียว คนที่เหลือในครอบครัวไม่มีเลย เด็กสาวผู้โชคร้ายถูกมัดมือมัดเท้าและลากลงมาจากรถม้า กำลังถูกขายเข้าหอคณิกา
สองสามีภรรยาเห็นดังนั้นย่อมต้องเข้าไปช่วยเหลือ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีกันหลายคน พวกเขาแค่สองคนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนั้น แต่สามีของนางฉินนับว่ามีไหวพริบ เขาจ่ายเงินให้คนพวกนั้นเล็กน้อย คนพวกนั้นจึงให้โอกาสพวกตนได้พูดคุยกับเด็กสาว
นางฉินจึงได้รู้ว่า ครอบครัวเดิมของนาง บิดามารดาถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตระหว่างทางหมดแล้ว มีเพียงหลานสาวคนนี้คนเดียวที่หนีรอดมาได้ ระหว่างทางหนีกลับโชคร้ายถูกจับตัว และถูกพามาที่เมืองเฉียนโจวเพื่อขายให้กับหอคณิกา
แม่เล้าจ่ายเงินยี่สิบตำลึงให้กับคนที่พาตัวเด็กสาวมาขาย และบอกสองสามีภรรยาด้วยความหวังดีว่า หาก้าซื้อตัวกลับต้องจ่ายสามสิบตำลึง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน
สองสามีภรรยามีเงินแค่ยี่สิบตำลึงจากที่เหอจิ่วเหนียงให้ไว้ครั้นอยู่ที่รังโจร และมีเศษเหรียญอีกไม่เท่าไร รวมกันแล้วไม่ถึงสามสิบตำลึง ยิ่งไปกว่านั้นอีกปัญหาก็คือ หากช่วยหลานสาวออกมาได้ ต่อไปนางก็ต้องมาอยู่กินกับพวกตน
แม้ครอบครัวลู่จะได้โชคมาไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเหลียนฮวาไม่ใช่คนครอบครัวลู่ ไม่มีเหตุผลใดที่ครอบครัวลู่จะต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้นางฉินจึงกลัวว่าหากขอความช่วยเหลือจะถูกนางซุนดุด่า
แต่ในเมื่อสามีช่วยพูดแล้วนางก็ต้องไปให้สุด อย่างไรเสียนั่นก็เป็ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของนาง
“ท่านแม่ เหลียนฮวาเป็เด็กดีมีความสามารถ หากได้อยู่กับเรานางช่วยแบ่งเบาภาระได้แน่ อีกปีสองปีนางก็ออกเรือนแล้ว ไม่ทำให้ครอบครัวเราต้องเดือดร้อนแน่นอนเ้าค่ะ โปรดท่านแม่ช่วยนางด้วยเถอะนะเ้าคะ!”
เดิมทีนางซุนคิดว่าสะใภ้รองไปเจอเื่ร้ายแรงอะไรมาเสียอีก แต่เมื่อได้ยินเื่ราวก็กุมขมับทันที “สะใภ้รอง เ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ!”
นางฉินได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าอีกฝ่ายปฏิเสธแน่แล้ว แต่หารู้ไม่ว่านางซุนกลับเอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็หลานสาวของเ้าก็ต้องคิดหาทางช่วยออกมาให้ได้ สถานการณ์ในตอนนี้อย่าว่าแต่หลานสาวเ้าคนเดียวเลย ต่อให้เป็ทุกคนในครอบครัวเ้าเราก็ต้องช่วยโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว!”
นางซุนถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง ตอนนี้ทุกคนล้วนประสบความทุกข์ยาก หากครอบครัวนางไม่พบเจอเื่โชคดี ไหนเลยจะมีชีวิตรอดกันมาถึงตอนนี้ได้
หากไม่มีเงินก็คงไร้หนทางช่วย แต่ตอนนี้พวกเขามีเงิน ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะนิ่งดูดายดูเด็กคนหนึ่งต้องทุกข์ทรมาน
แม้แต่คนนอกกลุ่มนั้นยังช่วยมาจากรังโจร แถมปันเงินกับเสบียงอาหารให้ และยังให้พวกเขาร่วมทางมาด้วยได้เลย นับประสาอะไรกับเด็กสาวที่เป็คนใกล้ตัว
สดับวาจาแม่สามี ความกลัดกลุ้มของนางฉินก็ถูกยกออกจากอกทันใด นางก้มตัวลงเตรียมโขกศีรษะขอบคุณ แต่นางซุนรีบพยุงขึ้นมาได้ทัน “ลุกขึ้น ๆ ๆ ข้ารู้ว่าพวกเ้าเป็คนดี ปกติข้าเข้มงวดกับพวกเ้ามากไปหน่อย แต่ที่ทำไปก็เพราะกลัวว่าพวกเ้าจะทำเื่ผิดพลาด แม่สามีอย่างข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผลนะ!”
“ขอบคุณท่านแม่มากเ้าค่ะ ข้าขอบคุณท่านแม่แทนเหลียนฮวาด้วยเ้าค่ะ!”
นางฉินไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อตระหนักได้ว่าครอบครัวฝ่ายท่านพ่อท่านแม่ของตนเหลือเพียงหลานสาวคนนี้คนเดียวแล้ว ก็ยิ่งะเืใจจนไม่อาจพรรณนา
นางซุนตบหลังมือสะใภ้รองเบา ๆ เป็การปลอบ จากนั้นนำเงินสามสิบตำลึงยื่นให้ แล้วเรียกบุตรชายคนโตและพวกลู่ฟู่กุ้ยให้ตามไปด้วย
“รีบไปรีบกลับล่ะ จะได้มาทันกินข้าวกัน”
นางซุนโบกมือพลางกล่าว ก่อนจะนั่งลงและถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง ในใจรู้สึกสับสน…
ตลอดการเดินทางหลายวันมานี้ประสบพบเจอความเป็ความตายมาจนหากจะบอกว่า ‘ชินชา’ ก็ไม่เกินจริงนัก แต่ครั้งนี้เมื่อได้รับรู้เื่นี้กลับรู้สึกสลดใจไม่น้อย
เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของหญิงชราจึงตั้งใจยิ้มหยอกเย้า “ท่านแม่ ท่านก็เป็พระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมเมตตาเหมือนกันนะเ้าคะ ข้าดูไปดูมา ใบหน้าของท่านยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นถึงความเมตตาและเห็นใจ”
“เ้าไปไหนก็ไปเลย ช่างพูดช่างจาจริง ๆ!”
นางซุนยกมือตีคนกวนประสาทไปหนึ่งทีพลางดุด่า ทว่าปากที่พรั่งพรูวาจาออกมานั้นกลับยกขึ้นเป็รอยยิ้ม
“เห็นไหมเ้าคะ ยิ้มแบบนี้น่าดูขึ้นมาหน่อย อย่าเอาแต่ถอนหายใจเลย การถอนหายใจจะทำให้โชคปลิวหายไปด้วยนะเ้าคะ! ท่านแม่ดูหลาน ๆ ไปก่อนนะเ้าคะ ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่”
นางฉินไปรับหลานสาว นางหยูจึงยุ่งอยู่กับงานครัวคนเดียว ทำอาหารให้คนมากมายเช่นนี้คนเดียวไม่ไหวแน่นอน
อันที่จริงนางหยูเองก็มีเื่ไม่สบายใจ นางฉินโชคดีที่ได้รู้ข่าวคราวของครอบครัวเดิมแล้ว แต่นาง… จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าบุพการีและเครือญาติจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
เมื่อความคิดนี้ปกคลุมหัวใจก็พานทำให้รู้สึกเศร้าโศกยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงมองเห็นความกังวลใจของพี่สะใภ้ใหญ่ จึงเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งคิดมากเลยเ้าค่ะ พวกเราสืบข่าวของครอบครัวท่านมาตลอดทาง หากพวกเขารู้ว่ามีคนตามหาอยู่จะต้องมาหาแน่ ๆ”
นางหยูนึกไม่ถึงเลยว่าน้องสะใภ้สามจะเป็คนช่างสังเกตและใส่ใจรายละเอียดเพียงนี้ ในใจพลอยรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก จึงพยักหน้าพลางยิ้ม “ก็จริงอย่างที่เ้าว่า การที่เราไม่รู้ข่าวของพวกเขาก็ใช่ว่าจะเป็เื่เลวร้ายเสมอไป”
“ถูกต้องเ้าค่ะ!” เหอจิ่วเหนียงเติมฟืนลงในกองไฟท่อนหนึ่ง “เชื่อข้าเถอะ วันข้างหน้าครอบครัวเราจะต้องอยู่ดีกินดีแน่นอน!”
ครั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกเดิม ในทุก ๆ วันนอกจากการอบรมแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ออกไปพบปะใคร ในยามว่างนางมักจะอ่านนิยายคลายเครียด จำได้ว่าเคยอ่านนิยายเื่หนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของเครือญาติ ในตอนนั้นนางรู้สึกโชคดีมากที่ตนไม่มีญาติพี่น้อง จึงไม่มีใครเอาปัญหามาให้นาง
แต่หลังจากทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้ ได้อยู่ในครอบครัวใหญ่เช่นนี้ เดิมทีนางก็นึกไม่พอใจเหมือนกัน กลัวว่าตนจะเจอกับความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเครือญาติแบบในนิยายพวกนั้น แต่หลังจากได้คลุกคลีอยู่กับพวกเขาจึงรู้ว่าตนโชคดียิ่งนัก ทุกคนที่นี่เป็คนดี แม้อยู่ในสถานการณ์ยากลำบากก็ยังช่วยเหลือและประคับประคองซึ่งกันและกัน
นางรู้สึกว่ายิ่งอยู่ก็ยิ่งชอบที่นี่ ชอบทุกคนในที่แห่งนี้
นางหยูพยักหน้าหนักแน่น ยามนี้นางรู้สึกดีขึ้นมาก “อืม ข้าเชื่อ น้องสะใภ้สามเป็คนวาสนาดี พวกเราทุกคนต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน!”
ขณะเดียวกันลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นก็เข้ามาช่วย ทั้งสี่คนแบ่งหน้าที่กันคนละไม้ละมือ ไม่นานนักอาหารก็พร้อมสรรพ
.
.
.