หลังจากที่ปิงมู่หลิงพูดคุยกับหนานิอยู่ครู่หนึ่งนางก็ขอตัวลา เนื่องจากนางยังมีธุระที่ต้องรีบจัดการให้เสร็จ
ในขณะที่ปิงมู่หลิงกำลังจะเดินออกจากลานฝึกซ้อม สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นกลุ่มของฮุ่ยหนิงพอดี จากนั้นนางก็หรี่ตาลงเล็กน้อยและเดินไปหากลุ่มของฮุ่ยหนิง
“ ท่านอาจารย์ปิง ” ฮุ่ยหนิงและคนอื่นๆพากันกล่าวทักทายด้วยความเคารพ
ปิงมู่หลิงพยักหน้ารับและพูดคุยกับฮุ่ยหนิงและคนอื่นๆอยู่ไม่กี่ประโยคก่อนที่จะเดินออกไป
ตอนนี้กลุ่มของฮุ้ยหนิงรู้แล้วว่าบุรุษที่หนานหลินกอดแขนก็คือน้องชายของนางเอง อีกทั้งเขาก็ยังเป็ศิษย์ของท่านโหรวอวี้ อาจารย์ระดับทองของสถาบันฉินเยี่ยที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
หลังจากที่ชี้แนะทั้งหนานหลินและชิงเหยาเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็กลับไปยังหอหมื่นสมุทรเพื่อพักผ่อน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
เวลานี้ทั่วทั้งเมืองต้าฉินคึกคักอย่างมาก เนื่องจากบุตรหลานของตระกูลน้อยใหญ่ทั่วทั้งแคว้นฉินโจวต่างก็มุ่งหน้ามายังเมืองต้าฉินเพื่อทดสอบเข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ย
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีบุตรหลานของตระกูลไหนกล้าสร้างปัญหาขึ้นมาแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นต่อสู้กันกลางเมือง
แน่นอนว่าสถานที่ขึ้นชื่ออย่างหอการค้าหมื่นสมุทรหรือหอหมื่นสมุทรย่อมทำกำไรได้เป็จำนวนมหาศาล
หนานิในฐานะเ้าของหอการค้าหมื่นสมุทรย่อมมีความสุขกับการที่อยู่เฉยๆก็มีเงินใช้
ภายในห้องอาหารส่วนตัวของหนานิ
หนานิ หนานหลินและชิงเหยากำลังนั่งพูดคุยพร้อมกับกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน
“ น้องหนานิเ้าจะไปดูการทดสอบเข้าสถาบันฉินเยี่ยหรือไม่? ” ชิงเหยาถามขึ้นเพราะการทดสอบเข้าร่วมสถาบันฉินเยี่ยจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้
หนานิไม่ได้ตอบคำถามแต่เขาหันไปมองหนานหลินและถามขึ้นว่า “ พี่สาวเ้าอยากไปดูไหม? ”
หนานหลินครุ่นคิดและตอบตกลง เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่มีอะไรทำอีกทั้งการดูการทดสอบเข้าร่วมก็อาจจะพบเจอสหายใหม่ๆได้เช่นกัน
“ ข้าอยากดูเหมือนว่ากันว่าสถาบันฉินเยี่ยรับศิษย์กันอย่างไร ” หนานหลินตอบ แม้ว่านางจะมาอยู่ที่เมืองต้าฉินเป็ระยะเวลานานกว่าสามปี นางก็ไม่เคยที่จะไปรับชมการรับสมัครศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยแม้แต่ครั้งเดียว
“ เช่นนั้นก็ไปดูกันเถอะ ” หนานิกล่าวขึ้น
วันถัดมา หนานิ หนานหลินและชิงเหยาก็มาถึงที่สถาบันฉินเยี่ยในตอนเช้า แน่นอนว่าผู้นที่ออกมารับก็คือโหรวอวี้
“ อาจารย์ ” หนานิกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ คาระวะท่านโหรวอวี้ ” หนานหลินและชิงเหยาต่างก็ทำความเคารพ
ชื่อเสียงของโหรวอวี้โด่งดังอย่างมาก แม้กระทั้งพวกนางก็ยังเคยได้ยิน ตอนนี้ได้พบเจอตัวจริงแล้วพบว่านางนั้นงดงามและแข็งแกร่ง ทำให้กลายเป็จุดมุ่งหมายของทั้งสองคนในทันที
โหรวอวี้มองไปยังชิงเหยาก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่หนานหลิน จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า “ แม่หนูน้อยผู้นี้คือหนานหลินสินะ ข้าเป็อาจารย์ของหนานิ ข้าได้ยินว่าพวกเ้าทั้งสองเป็พี่น้องกัน ในเมื่อเป็พี่สาวของศิษย์ข้า ข้าจึงขอมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้กับเ้า ”
โหรวอวี้กล่าวจบนางก็หยิบเอาขวดโอสถให้กับหนานหลินพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ นี้คือโอสถทะลวงยุทธ์ โอสถขั้น์ระดับสามดาว ด้วยโอสถชนิดนี้จะทำให้เ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ง่ายขึ้น ”
หนานหลินมองไปยังหนานิและเมื่อเห็นว่าหนานิพยักหน้ารับ หนานหลินจึงรับโอสถทะลวงยุทธ์พร้อมกับกล่าวขอบคุณ
ยามนี้ที่ทางเข้าของสถาบันฉินเยี่ยเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เรียกได้ว่ามีผู้คนหลายหมื่นคนเลยทีเดียว
“ โชคดีที่ข้าไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบ ไม่อย่างนั้นคงต้องรอจนเพลียเป็แน่ ” หนานิอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
ด้วยการที่มีโหรวอวี้เดินนำทำให้กลุ่มของหนานิหาที่นั่งรับชมการคัดเลือกศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยได้ในพื้นที่ที่ดีที่สุด
และการที่หนานิสวมชุดของศิษย์ชั้นในและยืนอยู่ด้านหลังของโหรวอวี้แสดงให้เห็นว่าเขาคือศิษย์ของโหรวอวี้ที่เพิ่งรับเข้ามาในสถาบันฉินเยี่ยและยังได้รับการยืนยันแล้วว่าเขามีพร์ระดับตำนาน ซึ่งในอนาคตจะต้องกลายเป็ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เป็อย่างน้อย ดีไม่ดีเขาอาจจะไปถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์เลยก็ได้
ส่วนทางด้านของหนานหลินและชิงเหยา เนื่องจากทั้งสองส่วนชุดของสำนักผู้ตรวจการ ทำให้ศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยต่างก็ให้ความเคารพในระดับหนึ่ง เนื่องจากการที่จะเป็คนของสำนักผู้ตรวจการได้จะต้องมีพร์ที่สูงในระดับหนึ่ง
“ นี้เ้าตัวแสบเ้ามีพร์ระดับตำนานเลยงั้นหรอ?! ” หนานหลินที่ได้ยินศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยพูดคุยกัน นางก็มองไปที่หนานิด้วยแววตาประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนักเพราะนางรู้ดีว่าพร์ของน้องชายนางนั้นยอดเยี่ยมมากๆ เพราะเขาทดสอบตอนที่เพิ่งจะฝึกยุทธ์ครั้งแรกก็ได้พร์สีทองม่วงแล้วด้วยซ้ำ
ชิงเหยามองที่หนานิด้วยแววตาประหลาดใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ เ้าหนูนายนี้มันสุดยอดจริงๆ เช่นนั้นในอนาคตพี่สาวคนนี้ขอเกาะขาใหญ่ๆของเ้าเอาไว้สักหน่อยแล้ว ”
หนานิหัวเราะร่าและพูดคุยกับทั้งสองอย่างสนุกสนาน
ตลอดเวลามีทั้งอาจารย์และศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยได้เข้ามาทำความเคารพโหรวอวี้พร้อมกับทักทายหนานิ
ที่หน้าประตูทางเข้าสถาบันฉินเยี่ย ตอนนี้ได้ปรากฏของอาจารย์และศิษย์ชั้นนอกของสถาบันฉินเยี่ยได้ช่วยกันยกผลึกทดสอบจำนวนกว่าห้าสิบชิ้นมาไว้ที่หน้าประตู
จากนั้นก็มีอาจารย์ระดับเงินคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสั่งให้ผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบยืนเข้าแถวจำนวนห้าสิบแถว
“ พวกเ้าคงเห็นผลึกทดสอบแล้วใช่หรือไม่ ผลึกทดสอบจะแบ่งเป็สี่ระดับด้วยกันได้แก่มนุษย์ ปฐี ์ ตำนาน ถ้าหากพวกเ้าสามารถทำให้ผลึกทดสอบขึ้นข้อความว่ามนุษย์ขึ้นไปได้ พวกเ้าก็จะผ่านการทดสอบที่หนึ่ง ” อาจารย์ผู้นั้นกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
หลังจากนั้นการทดสอบก็เริ่มขึ้น
ศิษย์ชั้นนอกหลายคนต่างก็ยืนอยู่ด้านข้างผลึกทดสอบพร้อมกับจดบันทึกข้อมูลของผู้รับการทดสอบไปด้วย
เนื่องจากการทดสอบนั้นง่ายมากทำให้มีผู้ผ่านการทดสอบจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นนี้ก็เป็เพียงแค่การทดสอบแรกเท่านั้น
สำหรับหนานิเขาได้เข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยโดยตรงเพราะการที่โหรวอวี้รองรับให้แล้ว แถมพร์ของหนานิก็อยู่ในระดับตำนานก็เพียงพอที่จะให้เข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยในทันที เขาจึงไม่จำเป็ต้องทดสอบรอบที่สองหรือสาม
การทดสอบดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกก็มีไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นคน เนื่องจากการทดสอบแรกเป็เพียงแค่การทดสอบพร์เท่านั้น อีกอย่างส่วนมากผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบก็มีพร์ระดับมนุษย์และปฐีเท่านั้น ส่วนระดับ์ก็ปรากฏออกมาไม่กี่คน
ความจริงแล้วแม้ว่าจะได้พร์ระดับปฐีแต่ถ้าหากมีโชคหรือวาสนาที่ดี คนผู้นั้นก็อาจจะไปถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์หรือปราชญ์ยุทธ์ได้เช่นกัน
“ ท่านอาจารย์มีคนที่เข้าตาท่านบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินมาว่าการทดสอบในปีนี้มีรุ่นเยาว์ที่มีพร์ยอดเยี่ยมหลายคน ” หนานิกล่าวขึ้น
โหรวอวี้ส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ ไม่มีใครที่มีพร์เท่ากับเ้าแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็ต้องสนใจมากนัก ”
หนานิได้ยินเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเขารู้ว่าโหรวอวี้มีหน้าที่รับเขาเป็ศิษย์เท่านั้น สำหรับศิษย์คนอื่นๆนางไม่สนใจแม้แต่น้อย
ส่วนทางด้านของหนานหลินและชิงเหยา นางพอคาดเดาได้แล้วว่าในปีนี้หนานิคือคนที่มีพร์ดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นท่านโหรวอวี้คงไม่รับเขาเป็ศิษย์เป็แน่
แม้ว่าจะไม่มีรุ่นเยาว์คนไหนที่มีพร์ระดับตำนาน แต่ก็มีอาจารย์ระดับเงินหลายคนรับคนที่มีพร์ระดับ์เป็ศิษย์
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามเศษ การทดสอบแรกก็จบลง
อาจารย์ผู้ที่เป็หัวหน้าการทดสอบในรอบแรกก็ประกาศว่าจบการทดสอบแรก ก่อนที่จะเริ่มทดสอบรอบที่สองในวันพรุ่งนี้
การทดสอบรอบที่สองคือการฝึกจิต เพียงแค่เข้าไปนั่งในค่ายกลที่ทางสถาบันฉินเยี่ยจัดเตรียมไว้และเอาชนะจิตใจของตัวเองให้ได้ก็จะผ่านการทดสอบ
ส่วนการทดสอบสุดท้ายคือการทดสอบวรยุทธ์ โดยผู้เข้าสอบจะต้องต่อสู้กับศิษย์ชั้นนอกของสถาบันเพื่อดูว่าผู้เข้าสอบมีความสามารถในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน ต่อให้แพ้ก็สามารถเข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยได้อยู่ดีถ้าหากว่าผู้เข้าสอบแสดงความสามารถที่น่าพึงพอใจ
การทดสอบวันถัดมาก็เริ่มมีรุ่นเยาว์ที่มีพร์ปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็เจียงหยวนแห่งตระกูลเจียงเมืองเหอไป๋ที่มีพร์ระดับปฐีและยังใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อในการเอาชนะจิตใจของตัวเอง หรือฉู่ฟงบุตรชายของเ้าเมืองหลงฉี ที่มีพร์ระดับปฐีและยังใช้เวลาสองเค่อในการเอาชนะจิตใจของตัวเอง
นอกจากทั้งสองคนนี้แล้วยังมีรุ่นเยาว์ที่มีพร์ยอดเยี่ยมอีกหลายคน ทำให้อาจารย์ระดับทองสองคนเลือกเจียงหยวนและฉู่ฟงเป็ศิษย์ส่วนตัว
หลังจากที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบเข้าสถาบันฉินเยี่ยเหลือไม่ถึงหกร้อยคนแล้ว เรียกได้ว่าการทดสอบที่สองนั้นยากกว่าที่ทุกๆคนคาดคิดมาก
ในวันที่สามการคัดเลือกยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเนื่องจากผู้เข้าร่วมการทดสอบจะต้องแสดงฝีมือให้กับอาจารย์และผู้ชมจำนวนมาก และมันก็จะทำให้พวกเขาสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอีกด้วย
วันนี้หนานิมาพร้อมกับโหรวอวี้เพียงสองคน ส่วนหนานหลินและชิงเหยา ทั้งสองถูกปิงมู่หลิงพาไปทำภารกิจที่เมืองไห่ซู
การทดสอบที่สามทำให้ผู้ชมและเหล่าอาจารย์ทั้งหลายชื่นชมผู้เข้าสมัครหลายคน
การต่อสู้เรียกได้ว่ากินเวลาไปนานกว่าสองชั่วยามเศษจึงจบลง และในปีนี้ก็มีผู้ที่ผ่านการทดสอบมากถึงห้าร้อยกว่าคน
ในขณะท่ี่ทุกๆคนกำลังจะกลับ จู่ๆก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนลานประลอง ชายหนุ่มผู้นี้อายุประมาณสิบเก้าปี เขาสวมชุดของศิษย์ชั้นในของสถาบันฉินเยี่ย
“ ท่านอาจารย์โหรวอวี้ ข้าได้ยินมาว่าท่านรับศิษย์ผู้หนึ่งมา ข้าขวงฉี้าที่จะทดสอบฝีมือของศิษย์ของท่านได้หรือไม่? ” ขวงฉีกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับไปยังจุดที่โหรวอวี้และหนานิอยู่
ทันใดนั้นเหล่าอาจารย์และผู้ชมจำนวนมากต่างก็หยุดชะงักและมองไปยังขวงฉีบนลานประลองด้วยความประหลาดใจ
แน่นอนว่าเหล่าอาจารย์และศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยนั้นต่างรู้ดีว่าขวงฉีเป็ศิษย์ของอาจารย์หยู่เจียง อาจารย์ขั้นทองที่มีปัญหากับอาจารย์โหรวอวี้
หนานิเหลือบมองไปยังขวงฉีที่มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ ซึ่งอีกเพียงนิดเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้สำเร็จ ถือได้ว่าเขาเป็อัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียวไม่แปลกที่เขาจะเป็ศิษย์ของอาจารย์ระดับทอง
“ เ้า้าที่จะประลองกับข้างั้นหรือ? ” หนานิถามด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชี้มาที่ตัวเอง
“ ใช่ ข้าได้ยินมาว่าศิษย์ของท่านอาจารย์โหรวอวี้นั้นมีพร์ระดับตำนาน ข้าจึงอยากที่จะทดสอบฝีมือสักหน่อยว่าเ้ามีพร์ขนาดนั้นจริงๆหรือ? ” ขวงฉีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ขวงฉี้าที่จะใช้่เวลาที่หนานิยังไม่เติบโตเต็มที่เอาชนะเขาให้ได้ และมันจะทำให้ชื่อเสียงของหนาิเสื่อมเสียรวมไปถึงชื่อเสียงของโหรวอวี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ทำกล่าวของขวงฉีทำให้ผู้ชมและศิษย์ใหม่ทั้งหมดใ เพราะพวกเขารู้ดีกว่าการที่มีพร์ระดับตำนานนั้นหาได้ยากมากเพียงใด และดูเหมือนว่าปีนี้จะมีศิษย์ใหม่ที่มีพร์ระดับ์ไม่ถึงสิบคนเท่านั้น เพียงแต่คนเ่าั้ได้เข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยไปแล้ว
“ เ้าคิดเห็นเช่นไร? ” โหรวอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม เนื่องจากตอนนี้อยู่ภายนอกทำให้นางต้องรักษาภาพพจน์การเป็อาจารย์ให้กับหนานิอยู่
“ ก็ในเมื่อเ้านี้อยากเสียหน้าก็จัดให้เขาสักหน่อยแล้วกัน ” หนานิยักไหล่ก่อนที่จะะโทีเดียวมายังลานประลองที่ขวงฉีอยู่
สำหรับหนานิการประลองกับขวงฉีนั้นไม่เรียกว่าเป็การประลองด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ประลองเพื่อให้ขวงฉีและคนอื่นๆในสถาบันฉินเยี่ยรู้ว่าเขาคืออัจฉริยะ แม้ว่าเขาจะอายุเพียงแค่สิบหกปีก็ตาม
นอกจากนี้จุดประสงค์อีกอย่างก็คือหนานิ้าที่จะแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองให้กับคนอื่นๆเห็น เพราะยิ่งเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็จะมีคนมาสร้างปัญหาให้กับเขาน้อยลงมากเท่านั้น ซึ่งนั้นจะทำให้เขาอยู่ในสถาบันฉินเยี่ยได้อย่างสบายใจ
อย่างน้อยๆคนอื่นๆก็จะได้พูดกันเป็เสียงเดียวกันว่า หนานิคืออัจฉริยะตัวจริง เขาไม่ได้เข้ามาเพราะทดสอบได้พร์ระดับตำนาน