
......องค์ชายและหลินเซียนมาที่ค่ายทหารด่านหน้าซึ่งถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นเลือดและควันไฟ เสียงร้องครวญของทหารบาดเจ็บดังระงมไปทั่วพื้นที่ เต็นท์รักษาพยาบาลตั้งเรียงรายอย่างเร่งรีบ แพทย์ทหารและศิษย์เซียนที่เหลือรอดต่างรีบประคองชีวิตผู้บาดเจ็บ ทั้งห้ามเลือด ทั้งฝังเข็ม ทั้งส่งลมปราณประคองชีพ ทว่าผู้บาดเจ็บใหม่ก็ถูกหามเข้ามาไม่ขาดสาย
เหนือค่าย กลางอากาศมีม่านพลังสีหม่นส่องสว่างราวกับเปลวเพลิงคุ้มกันพลังร้ายจากนอกกำแพง เหล่าเซียนที่ยังพอมีพลังอยู่ต่างนั่งสมาธิรอบเสาหลักค่ายกล มือวางบนยันต์และผลึกพลังหมุนเวียนกันทั้งวันทั้งคืน บางคนหน้าซีดเซียวเลือดซึมจากปากแต่ยังฝืนส่งปราณเข้าไปในค่ายกล เพราะหากค่ายกลนี้แตกเมื่อใดทหารในค่ายย่อมถูกสังหารจนสิ้น
ด้านนอกกำแพง มีค่ายทหารขนาดใหญ่ หลินเซียนรู้สึกได้ถึงพลังปราณธาตุไฟอันมหาศาลจากชายผู้หนึ่งที่อยู่ในค่ายแห่งนั้น พลังไฟนั่นมันมากกว่าเขามหาศาล! ข้าไม่มีทางเอาชนะคนผู้นั้นได้เลย!
ม่านกระโจมหนักถูกเปิดออก เงาร่างขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ เมื่อพระองค์ก้าวเข้าสู่กระโจมใหญ่ แม่ทัพผู้แบกเกราะเต็มยศและรองแม่ทัพก็รีบก้าวออกมาทำความเคารพ เสียงเกราะกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งก้องในความเงียบ
เบื้องใน กระโจมถูกจัดเรียงด้วยโต๊ะแผนที่ ผืนผ้าแสดงภูมิประเทศถูกขึงกางไว้กลางห้อง เทียนไขหลายเล่มส่องแสงสลัวสะท้อนใบหน้าที่เคร่งเครียดของบรรดาเซียนอาวุโสทั้งห้า ผู้ฝึกบรรลุถึงขั้นแกนปราณขั้นกลางและขั้นปลายยืนเรียงรายอยู่ พวกเขาจับพลังปราณของหลินเซียนได้ และจ้องมองมาที่หลินเซียนซึ่งยืนด้านหลังองค์ชาย
บรรยากาศในกระโจมหนาแน่นราวอากาศถูกกดทับ องค์ชายทรงประทับยืนหัวโต๊ะ ทอดพระเนตรลงบนแผนที่อย่างหนักใจ
“หากเมืองนี้แตก ทัพศัตรูจะโล้เข้าสู่เส้นทางตรงสู่เมืองหลวง… เราไม่มีทางถอยแล้ว” พระสุรเสียงหนักแน่น แต่แฝงด้วยความกังวลที่ทุกผู้ฟังสัมผัสได้
แม่ทัพชี้ไปที่แนวกำแพงด้านตะวันตก “ค่ายกลเริ่มอ่อนแรง หากอีก 2 เดือนถ้าไม่เสริมพลัง เราคงต้านไม่อยู่”
รองแม่ทัพเสริมเสียงต่ำ “พลทหารล้มตายไปกว่าครึ่งแล้ว เหลือแต่คนเจ็บ… ถึงมีค่ายกล แต่ไร้กำลังพลก็ยื้อไม่ได้นาน”
"พวกขุนนางเมืองหลวงก็ไม่สนับสนุนเราเลย ทุกคนต่างขนสมบัติหนีเอาตัวรอด" แม่ทัพกัดฟันกร่อดและมีน้ำตา 1 หยด
"ไฟนรกจากเซียนหยวนอิงคนนั้นน่ากลัวมาก มันเผาทหารเรา เซียนตายไปมากมาย" เหล่าเซียนอาวุโสทั้งห้าพูดด้วยสีหน้าหนักใจ
ท่ามกลางเสียงปรึกษา หลินเซียนเพียงยืนเงียบอยู่มุมหนึ่งในกระโจม แววตาเขาสงบนิ่ง ไม่ออกความเห็น ไม่แสดงท่าที
"เซียนหยวนอิงผู้นั้นพลังเขาไม่อ่อนแรงเลยบ้างเลยหรือสู้มาตั้งหลายเดือนแล้ว"
"ไม่พะยะค่ะ ฝ่ายโน้นเขามีผลอวิ๋นฮรา และเซียนระดับต่ำหมุนเวียนมาเติมพลังให้ตลอด"
"ตัดสะพานเหล็กไปก็เท่านั้นเพราะเขาเหาะได้ อืม....."
"เขามีคนที่รักหรือสิ่งสำคัญไหม? เราอาจใช้ประโยชน์จาดสิ่งนี้เพื่อหลอกล่อเขาไป"
"สายลับเราทุกคนที่อยู่ฝั่งนั้นพยายามสืบค้นแล้ว แต่ทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับสุดยอด สืบไม่ได้เลยพะยะค่ะ" รองแม่ทัพรายงาน
"จุดอ่อนเขามีเพียงน้ำ"
"แต่....น้ำที่ว่านั้นต้องเป็นเซียนระดับหยวนอิงเท่ากัน มิเช่นนั้นไฟเขาเผาน้ำจนระเหยหมด"
"ไฟนรกนั่นรุนแรงกว่าน้ำธรรมดามาก ๆ ด้วย" เซียนท่านหนึ่งกล่าวเสริมด้วยใบหน้ากลุ้มใจ
"ตอนนี้เราเหลือเซียนที่มีปราณธาตุน้ำกี่คน?" หลินเซียนเอ่ยปากครั้งแรก
ผู้อาวุโสเซียนพยักหน้า จึงมีเซียนด้านข้าง 3 คนมาทำความเคารพ
"ที่เหลือรอดชีวิตก็เหลือ 3 คนนี้ เป็นพื้นฐานปราณขั้นกลาง 1 คน และขั้นปลาย 2 คน"
"พอไหวไหมท่านอาจารย์?" องค์ชายมองหน้าหลินเซียน
หลินเซียนส่ายหน้า แสดงถึงความไม่ไหว
"เอ่อ....ท่านเซียนผู้นี้คือ?" เซียนอาวุโสอดสงสัยที่จะถามไม่ได้
"เขาคืออาจารย์ข้า เป็นเซียนปราณธาตุน้ำ ระดับแกนปราณขั้นปลายสูงสุด"
ระดับเซียนสูงกว่านิดหน่อยเหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าและเซียนด้านหลังจึงทำความเคารพหลินเซียน
หลินเซียนปล่อยพลังปราณออกมาเล็กน้อย กลายเป็นกระบี่ปราณธาตุน้ำ เคียวยมโลก และน้ำสวรรค์ที่มีสายฟ้ารอบหยดน้ำ
"ข้ามีปราณน้ำ 3 ประเภท สวรรค์ ปฐพี และยมโลก"
ผู้อาวุโสและทุกๆคนในกระโจมต่างทึ่ง
"แต่พลังข้าต่ำว่าไฟของเซียนหยวนอิงนั้นอย่างน้อย 500 เท่า ต้องมีคนแบบข้าอีก 499 คนถึงจะสู้เสมอกับเขาหรือเอาชนะได้"
"เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีแค่ไฟนรกจริงหรือเปล่า? เขาอาจซ่อนไฟสวรรค์ หรือไฟอย่างอื่นไว้อีกก็ได้ ไม่นับสมบัติเซียนที่เขายังไม่เคยนำมันออกมาใช้เลยนั่นอีก เราจะประมาทเขาไม่ได้เลย"
องค์ชายทนไม่ได้ตบโต๊ะเสียงดัง
"พวกท่าน! พอมีใครรู้ว่ามีพลังน้ำที่ยิ่งใหญ่ใดบ้างในดินแดนของเรา??"
เหล่าเซียนอาวุโสหันหน้าคุยปรึกษากัน แล้วหันมารายงายองค์ชาย
"จะว่ามีก็ไม่เชิงพะยะค่ะ ป่าที่ห่างจากเมืองนี้ไป 100 ลี้ มีศาลบูชาปีศาจจิ้งจอกอยู่ เล่ากันว่ามีหยดเลือดปีศาจจิ้งจอกเก้าหางโบราณซึ่งเป็นปีศาจระดับ 10 (เทียบเท่าหยวนอิงขั้นกลาง)"
"แต่....หยดเลือดนั้นมีพลังมหาศาล ปีศาจจิ้งจอกเชี่ยวชาญเรื่องการล่อลวงใจมนุษย์อยู่แล้ว โอกาสที่จะกลืนพลังนั้นมาเป็นขของตัวเองที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ แถมกลายเป็นบ้าไปทุกคนเพราะจิตมารเข้าแทรกจนธาตุไฟแตก...."
"งั้นหาทางอื่น" องค์ชายพูด
"ไม่ต้อง! ข้าจะลองดู!"
"แต่...."
"ไม่เป็นไร หากประเทศนี้สูญสิ้น ชาวบ้านจะเดือดร้อน แม่ข้าก็เช่นกัน"
"สู้ตอนนี้ข้าก็เอาชนะไม่ได้ เรารอวันแพ้อยู่แล้ว ขอแค่มีทางแม้จะอันตรายข้าอยากเสี่ยงดู"
เซียนทุกคนรวมถึงเหล่าแม่ทัพและทหารแสดงความคาราวะต่อหลินเซียน ส่วนองค์ชายมองดูหน้าอาจารย์ของเขาด้วยความเป็นห่วง
"ฝากดูแลแม่ข้าด้วยนะ...." หลินเซียนยิ้มบาง ๆ