เกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 7 : ปู่ย่า
เช้าวันอาทิตย์ หลินเต๋อชางลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ตามความเคยชินของคนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต แต่แทนที่จะรีบแต่งตัวไปโรงงานเหมือนทุกวัน วันนี้เขากลับเดินตรงไปที่ห้องของหลานสาวคนเล็กก่อนใครในบ้าน
ซินเยว่ยังหลับอยู่ในเปลไม้ หายใจเบา ๆ สม่ำเสมอ เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ปลุก มือไขว้หลังตามท่าทางที่คุ้นเคยเวลาตรวจงานในโรงงาน แต่แววตากลับอ่อนโยนต่างจากตอนอยู่ที่ทำงานโดยสิ้นเชิง
เฉินซิ่วหลานเดินตามมาทันเห็นสามียืนอยู่หน้าเปลลูกหลาน จึงยิ้มพลางกระซิบถาม "ยืนดูหลานสาวตัวน้อยั้แ่เช้าอีกแล้วเหรอ"
"อยากดูก่อนไปทำงานน่ะ" เขาตอบเบา ๆ ไม่หันมามอง
หลินเต๋อชางก่อตั้งโรงงานทอผ้าขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเองั้แ่ก่อนบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมาจนมีชื่อเสียงเป็ที่รู้จัก แต่เมื่อนโยบายปฏิรูปกิจการเอกชนมาถึงในปี 1956 โรงงานที่เขาสร้างมากับมือก็ถูกเปลี่ยนเป็ของรัฐไปทั้งหมด เหลือเพียงตำแหน่งผู้อำนวยการที่ทางการแต่งตั้งให้เขาบริหารต่อ ด้วยเห็นว่ามีฝีมือและประสบการณ์มากกว่าใคร
เขาไม่เคยพูดถึงเื่นั้นให้ใครฟังมากนัก ทั้งความรู้สึกสูญเสียกิจการที่สร้างมากับมือ และเวลาที่หายไปกับการทำงานหนักจนแทบไม่มีเหลือให้ลูกทั้งสามที่กำลังเติบโต ความสำเร็จที่ได้มาจึงแลกมาด้วยสิ่งที่เขาเสียใจภายหลังอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด
เขายังจำได้ดีถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่เจี้ยนหมินลูกชายคนเล็กอายุได้สักหกเจ็ดขวบ เดินมาถามเขาตอนกลับถึงบ้านตอนดึก ๆ ว่า "พ่อจะพาไปเล่นว่าวได้เมื่อไหร่" คำถามง่าย ๆ นั้นเขาผัดวันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลยสักครั้ง เพราะงานที่โรงงานไม่เคยหมดสิ้น
เมื่อลูกทั้งสามโตขึ้นและแยกย้ายไปมีครอบครัวของตัวเอง เขาถึงได้เริ่มตระหนักว่าเวลาที่เสียไปนั้นไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ ความสำเร็จของโรงงานไม่อาจทดแทนความทรงจำที่ควรจะมีร่วมกับลูก ๆ ในวัยเด็กได้เลย
*ครั้งนี้จะไม่พลาดอีกแล้ว*
เมื่อมีหลานคนแรกเกิดมา เขาจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำสิ่งที่ไม่เคยทำให้ลูก นั่นคือการอยู่เคียงข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะยังต้องดูแลโรงงานต่อไป แต่เขาก็จัดสรรเวลาให้หลาน ๆ อย่างตั้งใจ ไม่ปล่อยให้ผ่านไปเหมือนที่เคยทำกับลูก
กับซินเยว่ ความรู้สึกนั้นยิ่งเข้มข้นกว่าหลานคนอื่น ๆ ที่เคยมีมา บางทีอาจเป็เพราะเธอเป็หลานสาวคนแรกและคนเดียวของบ้าน หรือบางทีอาจเป็เพราะเขารู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนับวันยิ่งน้อยลงทุกที จึงอยากใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุดกับหลานคนนี้
เฉินซิ่วหลานเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ สามี ทั้งคู่มองหลานสาวที่กำลังหลับอยู่เงียบ ๆ ด้วยกัน
"พี่ยังคิดเื่เก่าอยู่เหรอ" ย่าถามเบา ๆ ราวกับอ่านใจสามีออก
"ก็แค่คิดว่า ถ้าย้อนเวลาได้ พี่คงอยากใช้เวลากับลูก ๆ มากกว่านี้" เขาตอบตรง ๆ อย่างที่ไม่ค่อยทำบ่อยนัก
เฉินซิ่วหลานเป็คนที่รู้ทุกความในใจของสามีมาตลอด กว่าสี่สิบปีที่แต่งงานกันมา ั้แ่วันแรกที่ทั้งสองพบกันผ่านการจัดแจงของผู้ใหญ่ เธอเป็คนที่ต้องแบกรับภาระดูแลบ้านและลูก ๆ เพียงลำพังใน่ที่สามีทุ่มเทให้กับโรงงานมากที่สุด แต่เธอก็ไม่เคยบ่นสักคำ เพราะเข้าใจดีว่าทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อครอบครัวทั้งนั้น
"เจี้ยนหมินไม่เคยโกรธพี่หรอกนะ" เธอปลอบ "ลูก ๆ ทุกคนรู้ดีว่าพี่รักพวกเขาแค่ไหน"
"ฉันรู้" เขาถอนหายใจเบา ๆ "แต่การรู้ว่าลูกไม่โกรธ ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกผิดในใจฉันหายไปหรอกนะ"
เฉินซิ่วหลานเอื้อมมือมากุมมือสามีไว้แน่น ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่นั่งอยู่เคียงข้างกันเงียบ ๆ เหมือนที่เคยทำมาตลอดหลายสิบปี
เมื่อซินเยว่เริ่มขยับตัวตื่นขึ้นหลังจากหลับมาตลอดคืน หลินเต๋อชางรีบเอื้อมมือขึ้นมาอุ้มเธอขึ้นก่อนใคร แม้จะรู้ว่าไม่ใช่หน้าที่ของปู่โดยตรงในการดูแลทารก แต่เขาก็อยากทำมันด้วยตัวเองทุกครั้งที่มีโอกาส
"ตื่นแล้วหรือหลานปู่" เขาพูดพลางอุ้มเธอเดินไปมาในห้องเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่มีลูกน้องในโรงงานคนไหนเคยได้ยินมาก่อน
ซินเยว่มองหน้าปู่ด้วยดวงตากลมโต มือเล็ก ๆ เอื้อมไปแตะแก้มที่มีริ้วรอยของท่าน หลินเต๋อชางหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้มลงจูบหน้าผากหลานสาวอย่างที่ทำเป็ประจำ
"วันนี้ปู่จะหยุดงานอยู่บ้านทั้งวันเลยนะ" เขาบอกกับหลานสาวราวกับเธอเข้าใจภาษาคน "จะได้เล่นกับหลานได้เต็มที่"
เฉินซิ่วหลานที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ยิ้มด้วยความปลื้มใจ เธอไม่เคยเห็นสามีหยุดงานกลางสัปดาห์แบบนี้มาก่อนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เว้นแต่จะเป็เื่ฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น
วันนั้นทั้งวัน หลินเต๋อชางไม่ยอมห่างจากหลานสาวแม้แต่นาทีเดียว อุ้มเธอเดินชมสวนหลังบ้าน เล่านิทานให้ฟังทั้งที่รู้ว่ายังฟังไม่เข้าใจ แม้แต่ตอนกินข้าวเที่ยงก็ยังอุ้มไว้บนตักไม่ยอมวาง
ค่ำวันนั้น เมื่อทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนแล้ว เฉินซิ่วหลานเห็นสามียังนั่งอยู่ข้างเปลหลานสาวอีกครั้ง จึงเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
"วันนี้มีความสุขไหม" เธอถาม
"มีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลย" เขาตอบพลางยิ้ม สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หลานสาวที่หลับสนิท "อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว"
เฉินซิ่วหลานพิงไหล่สามีเบา ๆ ทั้งคู่นั่งเฝ้าดูหลานสาวหลับต่อไปอีกพักใหญ่ในความเงียบที่อบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็ต้องพูดออกมาอีก เพราะทั้งสองต่างเข้าใจกันดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องอธิบาย
สำหรับเฉินซิ่วหลานเอง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยรู้สึกน้อยใจที่ต้องรับภาระดูแลบ้านและลูก ๆ เพียงลำพังใน่ที่สามีทุ่มเทให้กับโรงงาน เพราะเธอเข้าใจั้แ่วันแรกที่แต่งงานกันแล้วว่า ผู้ชายที่เธอเลือกใช้ชีวิตด้วยเป็คนที่รักครอบครัวมากพอจะยอมเหนื่อยเพื่อสร้างความมั่นคงให้ทุกคน เพียงแต่ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรให้ถูกวิธีเท่านั้นเอง
เธอจึงเลือกเป็เสาหลักอีกต้นหนึ่งของบ้านแทน คอยเลี้ยงดูลูกทั้งสามด้วยความอบอุ่นทดแทนเวลาที่พ่อของพวกเขาขาดหายไป เล่านิทาน ปลอบโยนยามร้องไห้ อยู่เคียงข้างในทุก่เวลาสำคัญของชีวิต จนลูกทั้งสามเติบโตขึ้นมาเป็คนดีทุกคน
บัดนี้เมื่อได้เห็นสามีในวัยชราหันมาทุ่มเทเวลาให้หลานอย่างเต็มที่เช่นนี้ เธอก็รู้สึกดีใจแทนเขาไม่น้อยไปกว่าที่ดีใจแทนหลานสาวเลย เพราะรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่จะทำให้หัวใจที่แบกความรู้สึกผิดมานานของสามีได้เยียวยาลงบ้าง
วันนี้จัดไป 4 ตอนยาว ๆ เลยนะคะ ฉลองวันหยุดค่ะ
แถมผังบ้านตระกูลหลินที่หมู่บ้านชิงเหอให้ด้วยนะคะ… ขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันหยุดค่ะ ^_^.