TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 49 ล้มเหลว

    ตอนที่ 49 ล้มเหลว


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****





    หลังจากที่เฟิร์สกลับมาถึงบ้าน เขาก็เช็คตารางงานของตัวเอง


    “หืม ... เดือนนี้ฉันถึงกับมีงานสองที่เลยหรอ? แถมทั้งสองยังเป็นแค่อบิสสีขาวระดับต่ำ พวกเขาจะฝึกงานฉันด้วยอบิสระดับแค่นี้เนี้ยนะ” เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ เมื่อเขาเห็นตารางงานของตนเอง


    ภารกิจแต่ละที่มีระยะเวลาเพียงเจ็ดวันเท่านั้น


    แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาคือวอชเชอร์ 


    เขาเข้าใจดีว่าเจ้าหน้าที่ใหม่อย่างเขาคงจะไม่ได้รับงานสำคัญอะไร และการให้ลงเทรดในอบิสระดับต่ำคือการฝึกงานอย่างหนึ่ง


    ด้วยความสามารถทางด้านการบ่มเพาะเช่นเขา สารวัตรเอไอคงจะไม่ให้เขามัวแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน


    “ช่างเถอะ ถือว่าใช้เวลาไปเดินเล่นก็แล้วกัน ยังไงฉันก็อยากรู้ความลับของอบิสอยู่แล้ว” เฟิร์สกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ


    ภารกิจแรกของเขากำหนดคืออีกสี่วันข้างหน้า 


    ช่วงเวลานี้เฟิร์สไม่ต้องการที่จะบ่มเพาะขั้นพลังต่อเพราะเสียดายโอกาสที่จะได้บ่มเพาะเคล็ดวิชากายากระบี่


    เขาจึงพักเรื่องนี้ไว้แล้วหันไปใส่ใจกับการทะลวงจุดชีพจรของตนเอง


    ภายในถ้ำกระบี่


    เด็กหนุ่มร่างผอมบางในเสื้อฮู้ดสีแดงกำลังนั่งสมาธิอยู่ข้างในนั้น


    ช่วงเวลาหลังจากนี้ พ่อของเขาได้ส่งเสริมเขาอย่างเต็มที่ เฟิร์สจึงสามารถบ่มเพาะได้ตามใจ แม้ว่าเขาจะหายเข้าป่าไปหลายวันก็ตาม พ่อของเขาจะไม่บ่นกับเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว


    “ทำไมฉันในตอนนี้ถึงรู้สึกเหมือนอาจารย์ทำร้ายฉัน เขาไม่ได้สอนการทะลวงจุดชีพจรแต่ลงมือทะลวงให้ฉันด้วยตนเอง เมื่ออยู่ในโลกนี้ฉันจึงต้องคลำหาเส้นทางเหล่านี้เอาเอง” เฟิร์สเอ่ยตัดพ้อ


    หลังจากที่เขาสำเร็จวิชากายากระบี่ขั้นแรกโดยการจารึกกระบี่จุดชีพจรทั้งเจ็ดจุด เขาก็พยายามที่จะคิดหาวิธีทะลวงจุดชีพจร


    เนื่องจากท่านอาจารย์ของเขาไม่ได้สอนในเรื่องนี้ เขาจึงไม่มีที่พึ่งนอกจากอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อเขาได้ค้นหาข้อมูลข้างในนั้น มันก็เป็นอะไรที่มั่วมาก หรือไม่ก็เป็นอะไรที่ตื้นเขิน


    ความรู้ระดับนี้ยังไม่สามารถทะลวงจุดชีพจรยุทธได้ ที่ทำได้ส่วนใหญ่ก็แค่บำรุงสุขภาพตามวิธีแพทย์จีนแผนโบราณ หรือฝึกกำลังภายในเพื่อออกกำลังกายเท่านั้น


    ผู้มีอายุนับร้อยปีในร่างเด็กหนุ่มเช่นเฟิร์สแค่อ่านครั้งเดียวก็สามารถตีตกทฤษฏีเหล่านี้ได้แล้ว


    แต่ถึงอย่างนั้นการค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้เสียปล่าวไปทั้งหมดเพราะเฟิร์สเองก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับจุดต่างๆ บนร่างกายของแพทย์จีนไม่น้อย


    “โชคดีที่ฉันพอจะจำจุดชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดที่อาจารย์ทะลวงให้ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองเสี่ยงใช้วิธีที่บ้าระห่ำดูสักครั้งก็แล้วกัน”


    สายตาของเด็กหนุ่มมองไปยังผนึกของถ้ำที่ปรากฏร่องรอยของกระบี่ซึ่งแผ่เจตจำนงกระบี่ออกมา


    “เจตจำนงกระบี่ที่หนึ่งของฉันยังแผ่ความแข็งแกร่งออกมาไม่เพียงพอที่จะสามารถบ่มเพาะได้อย่างดุเดือด ถ้ามันอ่อนแอ ฉันก็จะลองเพิ่มพลังให้กับมันดูสักครั้ง”


    ความคิดของเด็กหนุ่มแล่นฉิว เขาผนึกมุทราสร้างวิถีอักขระมากมายออกมา 


    นิ้วของเด็กหนุ่มชี้ไปยังร่องรอยกระบี่เหล่านั้น จนวิถีอักขระพุ่งเข้าไปด้านในราวกับอสรพิษพุ่งเข้าฉกเหยื่อ


    “เมื่อการฝึกฝนกระบี่ของฉันยังไม่เพียงพอที่จะแผ่เจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งออกมาได้ ฉันก็จะเพิ่มอำนาจของมันด้วยอักขระ” ดวงตาของเขาสว่างขึ้น


    ความคิดอันบ้าระห่ำนี้ ไม่มีใครสามารถคิดและทำมัน แม้แต่อาจารย์ของเขาเอง


    วิถีอักขระนั้นเป็นสูตรที่แทนค่าสรรพสิ่ง


    อักขระบางอย่างสามารถสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมาได้


    อักขระบางประเภทถึงกับก่อรูปร่างขึ้นมากลายเป็นวัตถุ และมอบพลังให้กับผู้ถือครอง


    ว่ากันว่าศิลานักปราญที่ผู้คนเฝ้าใฝ่ฝันคือหนึ่งในการรวมของพลังอักขระอันน่าเหลือเชื่อเช่นกัน พลังอักขระที่นำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน


    ตอนนี้เฟิร์สกำลังพลิกแพลงกฏ ประยุกต์ใช้อักขระในการเพิ่มพลังเจตจำนงของกระบี่


    ผู้ใช้อักขระนั้นก็เหมือนกับโปรแกรมเมอร์ พวกเขาสามารถใช้อักขระสรรค์สร้างโปรแกรมใดๆ ก็ได้ขึ้นมา เพื่อสร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน


    อักขระนั้นมีอำนาจที่เหนือจินตนาการ


    ทว่าการคิดกับการทำนั้นต่างกัน ...


    คิดได้ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ


    ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าจนกระทั่งย่ำรุ่งของอีกวัน เฟิร์สก็ยังไม่สามารถทำสิ่งที่เขาคิดสำเร็จได้ง่ายๆ


    “ไม่ได้ ...”


    “นี่ก็ยังไม่ได้ ...”


    “ไม่ได้อีกแล้ว”


    “ไม่ได้อีก”


    ความผิดหวังเกิดขึ้นซ้ำๆ แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้


    หนทางสู่การเป็นผู้แข็งแกร่งนั้นไม่ได้ง่ายเลย


    จนกระทั่งวันที่สี่ผ่านไป ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่เฟิร์สต้องไปทำงานเป็นวันแรกในฐานะผู้หมวดเฟิร์สวัน พนักงานระดับหกของนิวโฮป


    เนื่องจากเขาที่ทุ่มเทเป็นอย่างมาก จนลืมกินข้าวกินน้ำไม่เป็นเวลาอีกแล้ว


    เมื่อเฟิร์สกลับมาถึงบ้านเขาก็ซัดอาหารบนโต๊ะอย่างหิวโซ


    เขาสามารถเผาผลาญพลังสปีริตมาใช้เป็นพลังงานได้ก็จริง แต่พลังงานนั้นก็ไม่ได้ดีเยี่ยมเท่ากับการกินอาหารปกติ 


    มันแตกต่างจากพลังปราณเซียนอย่างสิ้นเชิง


    ‘หรือว่าฉันควรฝึกฝนขั้นรวบรวมปราณขั้นเก้าดี หากสำเร็จฉันก็จะต้องไม่กังวลกับการกินอาหารอีกต่อไป’ เฟิร์สคิดอะไรไปเรื่อยเปลื่อย 


    หากการฝึกฝนระบบเซียนมันง่ายดายปานนั้น ทุกคนก็จะเดินเส้นทางนี้กันหมดแล้ว


    แม้เขาจะมีเคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยที่สามารถเปลี่ยนพลังอย่างหนึ่งเป็นพลังอีกอย่างหนึ่งได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องสูญเสียแกนสปีริตไปเป็นจำนวนเท่าใด


    แค่การที่เขาบรรลุดาราขาวขั้นเก้าก็นับว่ายากเย็นพอแล้ว 


    มิหนำซ้ำเขายังไม่สามารถใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเหมือนอีกโลกหนึ่งได้


    ‘เอาไว้ให้ฉันร่ำรวยก่อนก็แล้วกัน ค่อยคิดถึงเรื่องนี้อีกที’ เฟิร์สคิดอย่างจนใจ เมื่อต้องเจอปัญหาเรื่องเงิน


    แม้เขาจะทำสัญญากับนิวโฮป แต่ทรัพยากรที่ได้รับก็ยังมีจำนวนจำกัด


    เขาคิดว่าหากตนเองมีระดับที่สูงขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถหาช่องทางในการทำเงินได้


    ‘ดาราแดงก็พอ ... ขอให้ฉันบ่มเพาะไปถึงขั้นดาราแดงก็พอ เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะเปิดเผยเรื่องการผลิตสิ่งของของฉันออกมา ยังไงเบื้องหลังฉันก็มีนิวโฮปหนุนหลัง ฉันไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ในตอนนี้มันย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน’


    ………………


    จังหวัดหนึ่งของภาคเหนือที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน


    อบิสสีขาวระดับต่ำแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นที่นี่


    นิวโฮปประเทศไทยตรวจพบพลังที่ผิดปกติขึ้นที่นี่และส่งคนมาตรวจสอบ 


    พวกเขาใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิวโฮปเฟเดอเรชั่นส์ให้มา มันสามารถตรวจสอบอานุภาคสนามพลังสปีริตที่แผ่ออกมาจากอบิส


    พลังสปีริตเหล่านี้จะรุนแรงเป็นอย่างมากเมื่ออบิสปรากฏออกมาเป็นครั้งแรก 


    ซึ่งสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตโดยรอบถูกทำให้อยู่ในสถานะนิทราผลึกใสได้ 


    แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังอบิสจะเริ่มอ่อนแรงลงและไม่มีความสามารถทำให้นิทราผลึกใสได้แล้ว 


    แต่ถึงอย่างนั้นนิวโฮปก็ออกประกาศเตือนไม่ให้คนทั่วไปเข้าใกล้เพื่อความปลอดภัยอยู่ดี


    แม้บางที่จะฝ่าฝืนคำสั่งนี้และทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ตาม


    เพื่อป้องกันไม่ให้อบิสแตก พวกเขาจึงต้องส่งเวเนเตอร์ไปกวาดล้างมอนสเตอร์


    ซึ่งนี่ก็เป็นภารกิจกวาดล้างมอนสเตอร์ครั้งแรกของอบิสแห่งนี้


    เจ้าหน้าที่นับสิบของนิวโฮปได้มาถึงที่นี่แล้ว


    แน่นอนว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่สามารถนำรถเข้ามาที่นี่ได้เพราะมันอยู่ส่วนลึกของป่า พวกเขาจึงต้องใช้การเดินเท้าเข้ามา


    อบิสนั้นไม่ได้กำหนดตำแหน่งตายตัว 


    มันไม่ได้ปรากฏแต่ในเมืองหรือที่ชุมชน เรียกได้ว่ามันไม่เลือกสถานที่ที่จะปรากฏขึ้นก็ว่าได้


    หากมนุษย์ไม่รู้ถึงการมาของมัน มันก็จะทำให้โลกเกิดหายนะ 


    ดังเช่นขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ สถานที่รกร้างที่ยากจะเข้าถึง 


    ซึ่งบัดนี้สถานที่สามแห่งในโลก มันได้กลายเป็นฐานที่มั่นของมอนสเตอร์ระดับสีน้ำเงินเรียบร้อยแล้ว


    อบิสสีขาวระดับต่ำมันมีอัตราปรากฏที่บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้นิวโฮปก็ออกมาทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนอย่างที่เคย


    พวกเขาเรียกระดมเวเนเตอร์ในสังกัดในภารกิจนี้ถึงยี่สิบกว่าคน แต่ละคนล้วนเป็นเวเนเตอร์ที่มีระดับสูงกว่าดาราขาวห้าแฉกทั้งสิ้น


    “ภารกิจในครั้งนี้คือการกวาดล้างมอนสเตอร์ที่อยู่ภายในอบิสแห่งนี้ ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ที่เจ็ดวัน พวกคุณต้องจัดการมอนสเตอร์ให้ได้มากที่สุด กฎของนิวโฮปคือห้ามยักยอกทรัพยากรภายในอบิส ส่วนแกนสปีริตที่ได้มาจากการจัดการมอนสเตอร์ย่อมเป็นของของพวกคุณ” ชายชุดขาวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดเป็นผู้เอ่ย


    ภารกิจในครั้งนี้แตกต่างจากที่เฟิร์สเคยทำ มันคือการสังหารมอนสเตอร์โดยเฉพาะ ไม่ใช่การสำรวจพื้นที่เหมือนที่ผ่านมา


    เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดกล่าวกับเหล่าเวเนเตอร์นับสิบอยู่หลายคำ ก่อนจะหันมาทางชายวัยกลางคนและเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่สวมชุดสูทสีขาวและมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมพีระมิดอยู่ต้นแขนเหมือนกับเขา


    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน