เขาไม่ได้เดินตรงไปยังหมวดขั้นห้าในทันที
ความเย็นสายนั้นไม่ได้แรงขึ้น ทว่ากลับชัดขึ้นทุกครั้งที่เขาขยับเข้าใกล้ คล้ายเส้นด้ายบางเส้นที่แต่เดิมซ่อนอยู่ในผืนผ้าใหญ่ ค่อย ๆ ถูกสายตาดึงออกมาจากลวดลายอื่นทีละน้อย
ในที่สุด ลั่วจวินก็หยุดลงตรงปลายหมวดขั้นสี่ ฝั่งที่ชั้นฟ้าวางอยู่ห่างจากสายตาคนมากกว่าชั้นอื่น
ชั้นหินตรงนั้นไม่ได้สะดุดตากว่าส่วนอื่น
ของที่วางอยู่มีเพียงแผ่นศิลาบางสีดำเทาแผ่นหนึ่ง ยาวกว่าฝ่ามือเล็กน้อย ผิวด้านหน้าถูกขัดจนเรียบ หากใต้เนื้อศิลากลับมีรอยเส้นจมลึกอยู่หลายสาย ราวกับไม่ได้ถูกสลักขึ้นจากภายนอก แต่เป็ร่องรอยของแก่นพลังที่เคยไหลอยู่ภายในมันแล้วแข็งค้างไปตามกาลเวลา
ขอบล่างของแผ่นศิลามีอักษรเล็กสองคำ
เงาหมอก
วิชาขั้นสี่ ชั้นฟ้า
ลั่วจวินมองชื่อวิชานั้นอยู่ครู่หนึ่ง
คำว่า เงา และ หมอก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ควรทำให้คนรู้สึกอุ่นขึ้น
แต่ในหอคัมภีร์ที่เก็บไว้แต่วิชาเหยียน แผ่นศิลานี้กลับเย็นเกินกว่าจะเป็เพียงความบังเอิญ
เขายื่นมือออกไป
ปลายนิ้วแตะลงบนผิวศิลาเพียงแ่เดียว
ความเย็นสายบางก็แล่นขึ้นมาตามปลายนิ้วทันที ไม่แรง ไม่บาด แต่ลึกพอจะทำให้เส้นแก่นพลังในอกเขาสั่นตอบรับเองเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ลั่วจวินกดความสั่นนั้นลงอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เปิดเสวียน
ไม่ได้แม้แต่ปล่อยให้เหยียนในร่างขยับมากเกินจำเป็
เพียงยกแผ่นศิลานั้นขึ้นมาช้า ๆ แล้วมองมันอยู่ในมือ
หากมีผู้ใดมองจากภายนอก ย่อมเห็นเพียงคนผู้หนึ่งหยิบวิชาขั้นสี่ชั้นฟ้าขึ้นมาตรวจดูอย่างเงียบ ๆ ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ
แต่ลั่วจวินรู้ดีว่า ในจังหวะที่นิ้วแตะลงเมื่อครู่ บางสิ่งในแผ่นศิลานั้นเหมือนรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้
มันไม่เรียกหา
ไม่เปิดเผย
เพียงหยุดรอ
ราวกับของที่ถูกวางผิดที่มานาน ในที่สุดก็พบคนที่พอจะฟังเสียงเบามากของมันได้
ลั่วจวินเก็บแผ่นศิลาไว้ในแขนเสื้อโดยไม่กล่าวคำใด
วิชาแรกเลือกได้แล้ว
ส่วนวิชาที่สอง เขาไม่ได้ใช้เวลานานเท่าครั้งแรก
เมื่อลั่วจวินเดินต่อไปยังหมวดขั้นห้าชั้นฟ้า สายตาของเขาก็มาหยุดอยู่หน้าของชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่บนแท่นหินเตี้ยด้านข้าง
มันเป็วงโลหะสีทองเก่า ขนาดพอดีกับนิ้วมือ ผิวด้านนอกไม่สว่าง หากมีแสงอุ่นซ่อนอยู่ใต้รอยจารเล็กละเอียดรอบวง รอยเ่าั้บางเสียจนหากไม่เพ่งมอง คงเห็นเป็เพียงคราบเก่าที่เวลาเคยทิ้งไว้บนเนื้อโลหะเท่านั้น
ลั่วจวินหยิบมันขึ้นมา
คราวนี้ไม่เย็น
ตัววงโลหะกลับอุ่นน้อย ๆ เหมือนหินที่วางรับแดดยามเช้ามาเพียงครู่เดียว
เขาลองส่งเหยียนสายบางลงไป
รอยจารบนผิวทองเก่าค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละเส้น แสงไม่ได้ลุกวาบ หากหมุนวนอยู่รอบวงอย่างมีจังหวะ จากเส้นหนึ่งไปอีกเส้นหนึ่ง จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ราวกับมีดวงตะวันเล็กมากหกดวงเคลื่อนผ่านขอบฟ้าเดียวกันโดยไม่ชนกัน
ชื่อวิชาค่อย ๆ ปรากฏชัดบนรอยจารด้านใน
หกเคลื่อนทิวากร
วิชาขั้นห้า ชั้นฟ้า
ลั่วจวินมองแสงอุ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ความรู้สึกต่างจากเงาหมอกอย่างสิ้นเชิง
หากแผ่นศิลาก่อนหน้าเหมือนหมอกเย็นที่ซ่อนอยู่ในเงา วงโลหะชิ้นนี้ก็เหมือนแสงที่ถูกควบให้เคลื่อนในร่องแคบ ๆ แม้ยังไม่รู้กระบวนเต็ม แต่เพียงััก็พอบอกได้ว่า วิชานี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ปล่อยพลังฟุ้งออกไปอย่างหยาบ
มันต้องใช้จังหวะ
ต้องใช้การประคอง
และต้องใช้ความนิ่งมากกว่าแรง
ลั่วจวินจึงเลือกมัน
เมื่อเขาหันกลับไปอีกด้านของหอคัมภีร์ อวี้เซียวยังยืนอยู่หน้าหมวดธนูและโล่
วิชาหนึ่งอยู่ในมือเขาแล้ว
เป็แผ่นโลหะบางสีเขียวคล้ำ ขอบสลักลายคลื่นลมเป็เส้นซ้อนกัน หากเพ่งมองนานพอ จะรู้สึกเหมือนเส้นเ่าั้กำลังหมุนเข้าหาศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลา
วายุกลืนกิน
วิชาขั้นห้า ชั้นทอง
แต่สิ่งที่ทำให้อวี้เซียวหยุดอยู่นานกลับไม่ใช่แผ่นโลหะในมือ
เป็คัมภีร์ม้วนหนึ่งที่วางอยู่ในกรอบหินด้านข้าง
ตัวคัมภีร์หุ้มผ้าสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ปลายแกนทั้งสองข้างทำจากไม้สีดำแดง บนป้ายหินเล็กด้านหน้าเขียนไว้เพียงไม่กี่คำ
พิรุณโปรย
วิชาขั้นห้า ชั้นฟ้า
ลั่วจวินเดินเข้าไปหยุดห่างออกไปสองก้าว
“เหตุใดถึงลังเล”
อวี้เซียวหันมามองเขา
สายตาของเขาเลื่อนไปยังของสองชิ้นในมือลั่วจวินเพียงครู่เดียว ก่อนกลับไปยังคัมภีร์ตรงหน้า
“เงื่อนไขไม่ครบ”
“เงื่อนไขใด”
“พื้นฐานสิบห้าแกน”
อวี้เซียวตอบตรง ๆ
“ข้ายังขาดอยู่สองแกน”
ลั่วจวินมองป้ายหินตรงหน้าคัมภีร์อีกครั้ง
บนป้ายนั้นไม่ได้เขียนสิ่งใดมากไปกว่าชื่อวิชาและระดับชั้น
แต่วิชาชั้นฟ้าแต่เดิมก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกจะหยิบขึ้นมาฝึกได้เพียงเพราะระดับพลังถึงเกณฑ์ ข้อนี้ไม่จำเป็ต้องมีผู้ใดสลักเตือนไว้ ผู้ที่เดินมาถึงหมวดนี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า หากพื้นฐานสิบห้าแกนยังไม่ครบ ต่อให้ฝืนเปิดคัมภีร์ ก็มีแต่จะทำให้กระบวนเสียรูปหรือย้อนทำร้ายเส้นแก่นพลังของตนเอง
ลั่วจวินมองรอยเส้นที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวคัมภีร์อยู่ครู่หนึ่ง
พิรุณโปรยมิได้้าเพียงแรงธนูหรือความนิ่งของมือ หากต้องใช้หุบเงาเพื่อซ่อนจังหวะเปลี่ยน และใช้ควบแก่นประคองไม่ให้กระแสที่แยกออกหลายสายหลุดจากรากเดิม
กล่าวให้สั้นกว่านั้นก็คือ อวี้เซียวในตอนนี้ยังฝึกไม่ได้
อย่างน้อยก็ยังไม่ได้ในทันที
“หากเลือกไปแล้วฝึกไม่ได้” อวี้เซียวกล่าว “วิชานี้ก็ไม่ต่างจากก้อนหินถ่วงสัมภาระ”
น้ำเสียงเขายังเรียบดังเดิม
ลั่วจวินมองคัมภีร์ในกรอบหินอยู่ครู่หนึ่ง
“คงไม่ถึงขั้นก้อนหิน”
อวี้เซียวหันมามองเขา
ลั่วจวินกล่าวต่อด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน
“อย่างน้อยก็เป็วิชาชั้นฟ้า หากเอาไปขาย คงได้ราคากว่าก้อนหินมาก”
อวี้เซียวนิ่งไปชั่วอึดใจ
ท่าทางของเขายังคงสงบ หากปลายคิ้วกลับขยับขึ้นเพียงน้อย ราวกับเพิ่งไม่แน่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่ควรนับเป็การปลอบใจ หรือเป็การตีราคามันอย่างจริงจังกันแน่
ทว่าปลายนิ้วที่แตะขอบกรอบหินอยู่บอกชัดว่า เขาไม่ได้อยากวางมันลงง่ายนัก
ลั่วจวินมองเขาอยู่ชั่วอึดใจ
“สองแกนที่ขาด” เขากล่าว “ข้าสอนให้ได้”
อวี้เซียวเงียบไปทันที
ไม่ใช่ความเงียบของคนไม่เข้าใจ
แต่เป็ความเงียบของคนที่เข้าใจเร็วเกินไป จนไม่แน่ใจว่าตนได้ยินถูกหรือไม่
ในหอคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยของเก่าและร่องรอยวิชา ประโยคนั้นกลับเหมือนตกลงมาชัดกว่าคำอื่นทั้งหมด
ผู้ที่กล้ากล่าวว่าสอนแกนขั้นสามให้ผู้อื่นได้ ย่อมมิใช่เพียงรู้ชื่อของมัน
อย่างน้อย คนผู้นั้นต้องเคยฝึกผ่านมาก่อน
และถ้าลั่วจวินสอนสองแกนที่เขาขาดได้จริง นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายมิได้มีเพียงระดับััขั้นต้นอย่างที่ผู้คนภายนอกมองเห็นเท่านั้น หากยังมีพื้นฐานสิบห้าแกนครบถ้วนอยู่กับตัว
เื่เช่นนี้ หาได้ยากแม้ในหมู่ศิษย์สำนักใหญ่ ต่อให้เป็ตระกูลหานของเขาเอง ผู้ที่วางพื้นฐานครบถึงเพียงนี้ก็ยังมิใช่คนที่จะพบได้ทั่วไป
อวี้เซียวมองเขาอยู่นานกว่าปรกติ
“เ้าหมายความว่า... เ้าฝึกครบสิบห้าแกนแล้ว?”
ลั่วจวินตอบเพียงสั้น ๆ
“ใช่”
คำตอบนั้นเรียบเกินไป
เรียบเสียจนคนถามกลับยิ่งรู้สึกว่ามันไม่น่าเรียบได้ถึงเพียงนี้
อวี้เซียวมองเขาอีกครู่หนึ่ง
“เ้าอายุเท่าใดกัน”
“สิบห้า”
“ข้าไม่ได้ถามอายุเ้า” อวี้เซียวกล่าว “ข้ากำลังบอกว่า คนอายุสิบห้าที่ฝึกพื้นฐานครบสิบห้าแกน หาได้ยาก”
ลั่วจวินเหลือบมองคัมภีร์พิรุณโปรย
“เช่นนั้น วิชานี้ก็คงไม่ขาดทุนแล้ว”
อวี้เซียวชะงักไปอีกครั้ง
คราวนี้เขาเหมือนอยากพูดอะไรสักประโยค แต่สุดท้ายกลับหัวเราะเบามากในลำคอ
“เ้าทำเหมือนเื่นี้ง่ายมาก”
“ข้าไม่ได้บอกว่าง่าย”
ลั่วจวินตอบ
“ข้าเพียงบอกว่าสอนได้”
คำตอบนั้นทำให้อวี้เซียวเงียบไปอีกครั้ง
ความเรียบง่ายของอีกฝ่ายน่าระวังกว่าคำโอ้อวดเสียอีก
อวี้เซียวมองเขาอยู่นานกว่าปรกติ
“เ้ารู้หรือว่าข้าขาดแกนใด”
“พอเดาได้”
“เดาได้จากที่ใด”
ลั่วจวินเหลือบมองวิชาวายุกลืนกินในมือเขา แล้วมองคัมภีร์พิรุณโปรยตรงหน้า
“จากวิชาที่เ้าเลือก”
อวี้เซียวเงียบไปอีกครั้ง
ถ้อยคำสั้นเกินกว่าจะเรียกว่าเกลี้ยกล่อม
และตรงเกินกว่าจะเรียกว่าปลอบใจ
อวี้เซียวจึงหัวเราะเบามากในลำคอครั้งหนึ่ง เหมือนตนเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี
สุดท้าย เขายื่นมือเข้าไปในกรอบหิน แล้วหยิบคัมภีร์พิรุณโปรยออกมา
“เช่นนั้น หากข้าฝึกไม่สำเร็จขึ้นมา” เขากล่าว “เ้าก็คงต้องรับผิดชอบโดยการพาข้าไปขายคัมภีร์ม้วนนี้”
ลั่วจวินมองเขา
“ข้าจะหาร้านรับซื้อรอไว้”
อวี้เซียวชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงรู้ตัวว่าตนเองถูกอีกฝ่ายรับคำกลับมาหน้าตายเสียแล้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างสงบเกินจำเป็
“ข้าควรนับว่านี่เป็ความรับผิดชอบ หรือควรระวังที่เ้าคิดจะขายมันจริง ๆ”
ลั่วจวินสีหน้าไม่เปลี่ยน
“ขึ้นอยู่กับราคา”
อวี้เซียวหลุดหัวเราะเบา ๆ คราวนี้เขาฟังออกแล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจหยอกเขาจริง
สุดท้าย เขาทำได้เพียงเก็บคัมภีร์ทั้งสองไว้ในมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด
“เช่นนั้นข้าจะลองเชื่อเ้าสักครา”
ทั้งสองกลับมาหาสือชิงเหอหลังเลือกครบแล้ว
สือชิงเหอยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ไม่ถาม
ไม่เร่ง
แต่สายตาของเขาเพียงกวาดผ่านของในมือทั้งสองคนครั้งเดียว ก็เหมือนอ่านเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างชั้นหินทั้งหมดได้เกือบครบถ้วน
เงาหมอก
หกเคลื่อนทิวากร
วายุกลืนกิน
พิรุณโปรย
ชื่อทั้งสี่ไม่ได้ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยน
หากความเงียบที่ตามมานานกว่าปรกติเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอจะบอกว่า เขาไม่ได้มองการเลือกครั้งนี้เป็เื่ธรรมดาเสียทีเดียว
“เลือกได้แล้วสินะ”
“ได้แล้ว” อวี้เซียวตอบ
ลั่วจวินเพียงพยักหน้า
สือชิงเหอกวาดตามองของในมืออีกครา
ลั่วจวินกลับมองแผ่นศิลาสีดำเทาในแขนเสื้อของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
“ในหอคัมภีร์นี้ มีแต่วิชาเหยียนจริงหรือ”
คำถามนั้นทำให้อวี้เซียวหันมามองเขาทันที
สือชิงเหอเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง
สายตาของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก หากในความนิ่งนั้นมีจังหวะที่ชะงักอยู่กับแผ่นศิลาสีดำเทาในแขนเสื้อของลั่วจวินเพียงสั้น ๆ
สั้นจนแทบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
จากนั้นเขาจึงตอบเรียบ ๆ
“ไม่มี”
คำตอบนั้นชัดเจนเกินกว่าจะต้องถามซ้ำ
แต่ก็ไม่หนักแน่นพอจะทำให้ความเย็นที่ลั่วจวินััได้เมื่อครู่กลายเป็เื่ที่คิดไปเอง
อวี้เซียวมองสือชิงเหอ แล้วหันกลับมามองลั่วจวินอีกครั้ง
ไม่มีผู้ใดพูดต่อ
สือชิงเหอเพียงหมุนกายกลับ
“กลับกันเถิด”
คนทั้งสามเดินออกจากหอคัมภีร์ตามทางเดิม
ประตูหินปิดลงตามหลัง
อักขระใต้กรอบหินค่อย ๆ ดับกลับสู่ความเงียบ
เมื่อกลับถึงเรือนรับรอง สือชิงเหอไม่ได้รั้งพวกเขาไว้
เขาเพียงกล่าวว่า หากมีธุระในเมืองก็ให้ไปจัดการเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาก่อนค่ำ เขายังมีเื่ที่อยากถามอยู่อีกสองสามเื่
ประโยคนั้นฟังเหมือนคำอนุญาตธรรมดา แต่ทั้งลั่วจวินและอวี้เซียวต่างรู้ดีว่า หลังจากออกจากเป่ยหลัวแล้ว ธุระที่ค้างอยู่ในเมืองนี้อาจไม่มีเวลาย้อนกลับมาจัดการง่าย ๆ อีก
อวี้เซียวจึงหันมาถามลั่วจวินทันทีที่พ้นประตูเรือน
“ไปย่านตีเหล็กเลยหรือไม่”
ลั่วจวินพยักหน้า
“ดี”
เป่ยหลัวยามสายค่อย ๆ หนักแน่นขึ้นด้วยเสียงของเมือง
ถนนสายหลักมีเกวียนหลายคันเคลื่อนผ่าน เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงฝีเท้า กลิ่นอาหารจากตลาดเช้าผสมกับกลิ่นน้ำมัน กลิ่นเหล็ก และกลิ่นควันบาง ๆ จากย่านลึกด้านในของเมือง จนต่อให้เพิ่งออกจากหอคัมภีร์อันเงียบเย็นมาได้ไม่นาน ลั่วจวินก็รู้สึกเหมือนตนก้าวกลับเข้าสู่กระแสน้ำอีกสายหนึ่งในทันที
อวี้เซียวเดินนำอยู่ครึ่งก้าว
เขาไม่ได้ทำท่าราวกับกำลังนำทางใคร หากทุกครั้งที่ควรเลี้ยว ทุกครั้งที่ควรชะลอ หรือทุกครั้งที่ควรหลบให้เกวียนผ่าน เขากลับขยับได้พอดีโดยแทบไม่ต้องคิด ราวกับการอ่านจังหวะของเมืองนี้กลายเป็สัญชาตญาณไปแล้ว
เมื่อผ่านแนวร้านอาวุธที่ตั้งติดถนนสายหลัก เขาจึงกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
“ร้านตรงนี้ราคาสูงกว่าทุกที่”
ลั่วจวินหันมองสองข้างทาง
กระบี่ใหม่ ดาบใหม่ หอกใหม่ แขวนเรียงกันเป็เงาวับอยู่หน้าร้านหลายแห่ง บางร้านถึงกับปูผ้าสีดำรองไว้ใต้ชั้นวางเพื่อให้คมเหล็กดูโดดเด่นกว่าเดิม ป้ายไม้ถูกเช็ดเสียจนมองไม่เห็นฝุ่น ผู้ขายเองก็ยืนคอยอยู่หน้าร้านด้วยสีหน้าพร้อมกวักเรียกคนผ่านไปมา ไม่ยอมปล่อยสายตาให้คลาดจากผู้คนแม้เพียงชั่วขณะ
“เพราะของดีหรือ” เขาถาม
“เพราะเป็ย่านที่มีชื่อเสียง” อวี้เซียวตอบ “ไม่ใช่เพราะของดี”
ลั่วจวินไม่ได้พูดต่อ
แต่พอมองอีกครั้ง เขาก็เห็นจริงดังว่า ร้านแถบนี้ขายให้คนที่ไม่อยากเสียเวลาเดินลึกเข้าไปมากกว่า มิใช่ขายให้คนที่รู้จักเหล็กจริง ๆ
พวกเขาเลี้ยวออกจากถนนหลักไปทางตะวันตก
ยิ่งเดินลึก กลิ่นของเมืองก็ยิ่งเปลี่ยนไปทีละน้อย กลิ่นอาหารจางลง กลิ่นเหล็ก น้ำมัน และควันถ่านกลับหนักขึ้น เสียงค้อนไม่ดังถี่จนกลบกัน หากดังเป็่ ๆ จากคนละทิศคนละร้าน ราวกับย่านนี้ไม่เคยมีความเงียบจริง หากเป็ความคึกคักอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยเสียงพูดมากมาย
“ช่างฝีมือจริงมักอยู่ตรอกรอง” อวี้เซียวกล่าว
ลั่วจวินมองตาม
ร้านแรกที่พวกเขาแวะอยู่ตรง่หน้าของย่านตีเหล็ก ร้านนั้นใหญ่ที่สุดในแนวเดียวกัน ป้ายใหม่ ลูกค้าเข้าออกไม่ขาด อาวุธที่แขวนแสดงหน้าร้านล้วนเงาวับและถูกจัดไว้เป็ระเบียบเกินกว่าร้านใช้งานทั่วไป
เ้าของร้านเป็ชายวัยกลางคนหน้ากลม พอเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปากเร็วกว่าจะถึงดวงตา
“คุณชายทั้งสองมองกระบี่หรือธนูหรือ” เ้าของร้านเอ่ย พลางก้าวเข้ามารับ “สินค้าในร้านของข้าเพิ่งลงเตาใหม่วันนี้ทั้งนั้น จะเอาคมไว คมหนัก หรือจะสั่งตีแยกก็ได้”
สายตาของเขาเลื่อนไปที่กระบี่เก่าข้างเอวลั่วจวินเพียงแวบเดียว ก่อนยิ้มกว้างขึ้นอีก
“หากอยากเปลี่ยนเล่มเก่า ข้าตีราคาให้ได้อยู่บ้าง”
ลั่วจวินมองเขาอยู่เพียงครู่เดียว
คนผู้นี้เห็นเพียงของเก่าที่เอาไปแลกได้
มิได้เห็นสิ่งที่ควรถามซื้อ
เขาจึงไม่ตอบ แล้วหันออกจากร้านอย่างเรียบง่าย ทำเอาเ้าของร้านถึงกับชักสีหน้า
อวี้เซียวชะงักอยู่เพียงครู่ ไม่คาดว่าลั่วจวินจะหันออกไปดื้อ ๆ เช่นนั้น เขาจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนให้เ้าของร้านอยู่ครึ่งหนึ่ง ราวกับอยากกล่าวขออภัยแทน แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงใด
สุดท้ายอวี้เซียวก็เพียงค้อมศีรษะให้น้อย ๆ ก่อนรีบหมุนตัวเดินตามลั่วจวินออกจากร้านไป
ร้านที่สองอยู่ลึกเข้าไปอีก่หนึ่ง ขนาดเล็กกว่า หากบรรยากาศกลับเป็ของคนรับงานจริงมากขึ้น เ้าของร้านผอมสูง มือดำจากเขม่าถ่าน พอเห็นกระบี่ข้างเอวลั่วจวินก็มองอยู่เพียงครู่ ก่อนเอ่ยว่า
“คมเสีย หากจะซ่อม วางไว้ได้ ครึ่งวันค่อยมารับ”
น้ำเสียงนั้นเป็น้ำเสียงของคนรับซ่อม
ไม่ใช่ของคนที่รอคำบางคำอยู่
ลั่วจวินจึงส่ายหน้า แล้วเดินออกมาอีก
ร้านที่สามมีชายชราคุมอยู่หน้าเตา เขาเหลือบมองกระบี่ข้างเอวของลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า หากจะขายเศษเหล็กเก่า ร้านเขารับซื้อได้ แต่ราคาที่ว่ากลับต่ำเสียจนฟังออกว่า เขาเห็นเพียงเหล็กชำรุดชิ้นหนึ่ง มิใช่สิ่งที่ผูกอยู่กับใครบางคน
หากไม่ได้อวี้เซียวช่วยระบุตำแหน่งของร้าน เกรงว่าสามวันคงไม่พอให้เขาเดินสำรวจทั่วทั้งเมืองเป่ยหลัว
อวี้เซียวไม่ได้ถามว่าลั่วจวินกำลังหาอะไรแน่
เขาเพียงนำทางต่อไปร้านถัดไป ราวกับเห็นจากสีหน้าก็รู้แล้วว่า ยังไม่ใช่ร้านนี้
ตรอกรองสายนี้เงียบลงกว่าด้านนอกหลายส่วน
ไม่ใช่เงียบจนว่างเปล่า หากเป็ความเงียบของสถานที่ที่ทุกเสียงอยู่ในที่ของมันเอง เสียงค้อนไกล ๆ ดังขึ้นครั้งหนึ่งแล้วเงียบลง เสียงน้ำเย็นสาดลงรางเหล็กฉ่าดังแว่วมาจากอีกฝั่งหนึ่ง กลิ่นเหล็กกับน้ำมันเกาะแน่นอยู่ในอากาศ แต่คนเดินผ่านกลับมีน้อยลงมาก
อวี้เซียวชะลอฝีเท้าลงหน้าโรงตีดาบหลังหนึ่ง
ร้านนั้นขนาดกลาง ป้ายไม้เก่าเหนือประตูเขียนไว้เพียงสั้น ๆ ว่า ตีดาบซ่อมดาบ ไม่มีชื่อร้าน ไม่มีลายเกินจำเป็ ไม่มีสิ่งใดถูกแขวนไว้เพื่อล่อสายตา รางน้ำหล่อเย็นตั้งอยู่ด้านนอก ผิวน้ำคล้ำจากการใช้งานยาวนาน เสียงค้อนไม่ดังถี่ แต่แต่ละครั้งที่ดังกลับหนักแน่นกว่าเสียงจากร้านอื่นก่อนหน้า
ลั่วจวินมองเพียงครู่เดียวก็รู้สึกได้ว่า ร้านนี้ต่างจากที่ผ่านมาทั้งหมด
ทุกอย่างในนั้นมีไว้ใช้งาน
มิใช่มีไว้ให้คนภายนอกเห็นว่าใช้งาน
กลางร้านมีโต๊ะไม้ยาวเนื้อหนาตั้งขวางอยู่ ด้านหลังแขวนดาบไว้ไม่กี่เล่ม ล้วนดูเหมือนรอเ้าของมารับมากกว่ารอใครมาซื้อ ทางซ้ายมีประตูเล็กเปิดเข้าสู่โรงตีด้านใน
หลังโต๊ะกลางร้านมีชายผู้หนึ่งยืนอ่านแผ่นบันทึกงานอยู่
เขาสวมอาภรณ์ธรรมดาดูคล้ายเ้าของร้าน แขนเสื้อพับขึ้นพ้นข้อศอก เผยท่อนแขนที่หนาและแน่นเกินคนทำงานทั่วไป ไหล่กว้าง แผ่นหลังมั่นคง ใบหน้าไม่ดุเสียจนผลักคนออกห่าง แต่ก็ไม่ใช่ใบหน้าที่เปิดไว้ให้ใครอ่านง่ายเช่นกัน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงเงยหน้าขึ้น
สายตาคู่นั้นกวาดผ่านอวี้เซียวไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนมาหยุดที่ลั่วจวิน หรือให้พูดให้ถูก คือมาหยุดที่กระบี่ข้างเอวลั่วจวิน
เขาวางแผ่นบันทึกลงช้า ๆ สายตายังจับจ้องอยู่ที่กระบี่ข้างเอวของลั่วจวิน
“กระบี่เล่มนั้น ข้าขอซื้อได้หรือไม่”