บทที่ 3
มิเชลที่เห็นสเตตัสของตัวเองก็เอาแต่นิ่งค้าง ถึงเขาจะไม่รู้ว่าค่าเฉลี่ยของคนบนโลกนี้เท่าไรก็ตาม แต่เขาก็รู้ว่ามันต้องมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน จนเขาต้องคิดว่าภารกิจของเขาคือการพัฒนาโลกใบนี้หรือให้มากำจัดจอมมารกันแน่ แต่คิดไปมันก็เท่านั้น เขานั่งดูทักษะสกิลที่มีนับสิบ ศึกษาพวกมันว่าใช้งานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลา เด็กน้อยมิเชลในวันนั้นจนมาถึงวันนี้ที่เวลาล่วงเลยผ่านไปถึง 2 ปี ตอนนี้มิเชลมีอายุ 7 ปี เขายืนมองไปทางป่าอยู่ตรงระเบียงของคฤหาสน์ของตระกูลฟิเรนติโน มิเชลยิ้ม และนึกถึงสิ่งที่ได้ทำมาตลอดสองปีที่ผ่านมา ภารกิจวิถีแห่งตัวประกอบ แน่นอนว่าถึงเขาจะแข็งแรงดี แต่ก็แกล้งทำเป็นป่วย ร่างกายอ่อนแอเสมอมา แม้ว่าพี่สาวที่ตอนนี้อายุ 10 ปีจะบังคับให้เขาออกกำลังกายด้วยกันในยามเช้า เขาก็ต้องแสดงเป็นอ่อนแอ แต่เพื่อความสมจริงจะต้องทำให้เหมือนตั้งใจสุดๆ มิเชลใช้เทคนิคร่ายเวทย์น้ำให้ออกมาเหมือนกับเหงื่อ และเพิ่มอุณหภูมิให้มันสูงเพื่อตบตาว่าเขานั้นเหนื่อยจริงๆ เปลี่ยนแปลงผิวหน้าให้ซีดลงด้วยเวทย์มายาธาตุมืดมาโดยตลอด ด้วยชีวิตที่อ่อนแอปานกระดาษบางๆที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อนั้นทำให้ทุกคนเป็นห่วงเขาตลอดเวลา แต่เมื่อเกิดมาเป็นบุตรชายของขุนนางชั้นสูงแล้ว มันก็เป็นหน้าที่ของคนในตระกูลที่จะต้องรักษาหน้าเอาไว้ แม้ว่าร่างกายจะป่วย แต่เขาก็ต้องทำให้ตัวเองมีความพิเศษด้านหนึ่งเพื่อไม่ให้ตระกูลขายขี้หน้า เขาเลือกเส้นทางแห่งนักปราชญ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาบ้านเมือง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผลงานของเขาก็เป็นที่ประจักรแล้วหลายชิ้นหลายอย่าง เช่นผลิตภัณฑ์จุดไฟสำหรับบุคคลที่ไม่มีพลังเวทย์ หรือก็คือไม้ขีดไฟ ถ่านไม้ที่ทำให้ไม่เกิดควันสำหรับการทำอาหารในครัวเรือน ช้อนส้อม และตะเกียบตักอาหาร แม้แต่ละอย่างจะเป็นของใช้จิปาถะ แต่มันก็ทำให้ตระกูลฟิเรนติโนมีรายได้มหาศาลเลยทีเดียว นั่นเท่ากับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว ด้วยผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของฟิเรนติโน ราชาแห่งอาณาจักรไซเรนเทียถึงกับนำหลักสูตรการศึกษาสาขาพัฒนาการดำรงชีพเข้าไปในโรงเรียนทั่วทั้งอาณาจักรเลยทีเดียว แม้ว่ามันจะเป็นสาขาใหม่ แต่มันก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเห็นตัวอย่างจากตระกูลฟิเรนติโนกันมาแล้ว“พัฒนากันไปเถอะ ยังไงซะ โลกก่อนของเราก็ยังมีสินค้าอีกมากที่เรายังไม่พัฒนาออกไป ไหนจะผลิตภัณฑ์สุขา ความรู้ในด้านการปรุงอาหาร ของจิปาถะจีนแดงอีก .. ค่อยๆพัฒนาไปนั่นแหละดีแล้ว ถ้าคิดทำออกมาทีเยอะๆ มันจะผิดวิถีแห่งตัวประกอบไป..” มิเชลกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาไม่เป็นกังวลเลยที่ใครจะคิดสินค้าตัวไหนออกมาแข่งขันกับตัวเขา สินค้ามากมายที่เขาเคยเห็นในโลกก่อน ความสะดวกสบายที่ใครก็ต่างจิตนาการไม่ถึง มันอยู่ในหัวของเขาผู้นี้แล้ว ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว“มิเชลลลล...” เสียงที่ลากยาว และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นของใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ทั่วทั้งคฤหาสน์“ท่านพี่หญิงมีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ..” ใช่แล้ว เธอคือพี่สาวของมิเชล เฟียร่าที่ตอนนี้มีอายุ 10 ปีแล้ว แต่นิสัยของเธอก็ยังเหมือนเด็กน้อยในวัย 8 ปีไม่ผิดเพี้ยนตามเดิม“เจ้ามาซ้อมดาบเป็นคู่มือให้พี่สาวที่น่ารักของเจ้าหน่อย.. ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว เจ้าจะได้แข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่นๆบ้าง..”เฟียร่าเข้ามาลากแขนของมิเชลโดยที่ไม่รอให้เขาตอบตกลงใดๆ แน่นอนว่ามันเป็นวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่คนในตระกูลจะต้องเรียนกัน เมื่ออายุ 9 ปีแล้ว จะมีอาจารย์ที่ถูกว่าจ้างจากท่านพ่อให้เขามาสอนทั้งดาบ และเวทมนตร์ พวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นนักผจญภัยจากกิลด์นักผจญภัย เพราะการสอนจริงๆมันก็เอาแค่พื้นฐานเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเอาอาจารย์ชื่อดังมาสอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนแห่งอาณาจักรไซเรนเทียที่เมืองหลวงในวัย 12 ปี“เดี๋ยวก่อนขอรับท่านพี่หญิง.. ท่านลืมไปแล้วหรือขอรับว่าเราต้องจัดเตรียมตัวเดินทางไปเมืองหลวงนะขอรับ.. ข้าได้ข่าวมาว่าที่เมืองหลวงมีขนมแปลกตากว่าเมืองของเราอีกนะขอรับ ถ้าท่านช้าอาจจะถูกทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้นะขอรับ..” มิเชลเอ่ยออกมา ครอบครัวของเขาเตรียมตัวที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวง เพราะพี่ใหญ่ของพวกเขากำลังจะเข้ารับการศึกษาที่นั่น และแน่นอนว่ามันเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลที่ท่านพี่คอสตินได้เข้ารับการศึกษา แถมยังเป็นห้องคิง หรือห้องที่ดีที่สุดอีกด้วย“อื้มม พี่สาวคนนี้ลืมไปได้อย่างไรกันเนี่ย.. ไม่ได้การล่ะ พี่สาวจะต้องไปเตรียมตัวเสียแล้ว .. พี่สาวจะซื้อขนมทุกอย่างให้หมดเลยคอยดูเถอะ..” เมื่อเฟียร่าได้ยินอย่างนั้นก็รีบวิ่งจากไปทันที เธอวางแผนที่จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าขนมที่เมืองหลวงอย่างแท้จริง มิเชลที่เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ยิ้มออกมาเบาๆที่เขาไม่ต้องทำการแสดงละคร“ท่านมิเชลฉลาดมากเจ้าค่ะ.. หัดใช้จุดอ่อนมาเอ่ยกล่าวกับท่านเฟียร่าอย่างนั้น..” เมดสาวส่วนตัวพีนัสเอ่ยกับเขา แน่นอนว่าเธอก็คอยดูแลมิเชลอย่างดีมาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา“พี่สาวก็กล่าวเกินไป.. ใครเห็นก็รู้แล้วว่าท่านพี่เป็นประเภทบ้าขนมน่ะ ... อีกอย่างข้าที่มีร่างกายอ่อนแอคงจะตอบรับความต้องการของท่านพี่ไม่ได้ตลอดหรอก.. ไม่แน่ว่าด้วยร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ ข้าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน...” มิเชลกล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าเศร้าๆเล่าความเท็จ“ท่านมิเชลไม่ควรกล่าวเช่นนั้นนะเจ้าคะ.. ถึงร่างกายท่านจะอ่อนแอ แต่ท่านก็ยังมีสิ่งที่เรียกปัญญาฟ้าประทานก็ไม่ปานทดแทนอยู่นะเจ้าคะ.. ตระกูลฟิเรนติโนมีทั้งชื่อเสียง และทั้งเงินทองก็ล้วนแล้วมาจากปัญญาของท่านทั้งนั้น.. กรุณาอย่าได้คิดหรือกล่าวอะไรเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะท่านมิเชล..” พีนัสสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์กล่าวกับนายน้อยอย่างเห็นใจในโชคชะตาที่มิเชลต้องพบเจอ ในขณะที่สาวใช้กำลังเศร้าหมองแต่ใบหน้าของเธอก็ต้องพยายามยิ้มเพื่อไม่ให้เขาคิดมาก แต่สำหรับมิเชลแล้วมันรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก ‘เรายังแสดงไม่ได้เรื่องซินะ ถ้าคนใกล้ตัวยังจับได้ คนอื่นก็ย่อมจับเราได้.. ต้องฝึกมากกว่านี้แล้ว..’ ความคิดของมิเชลกับสาวใช้นั้นมันเป็นคนละความหมาย คนหนึ่งพยายามยิ้มให้กำลังใจ แต่อีกคนคิดว่าตัวเองยังบกพร่อง จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปภายในคฤหาสน์เพื่อเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการเดินทางในครั้งนี้ ไม่นานทุกอย่างก็พร้อมแล้วสำหรับการเดินทาง พวกเขาเดินทางกันด้วยรถม้าขนาดใหญ่ มันสามารถบรรจุคนได้ถึง 8 คน แต่ภายในมีแค่เพียงสมาชิกตระกูลอย่างท่านพ่อท่านแม่ คอสติน เฟียร่า และมิเชลเท่านั้น ส่วนสาวใช้ได้นั่งข้างนอกคู่กับพ่อบ้านประจำตระกูล แน่นอนว่าต้องมีทหารอารักษ์ขาที่มากถึง 50 คน ทหารทุกนายล้วนแต่เป็นถึงทหารมือดีที่สุดในเมือง ‘กรีล่า’ เมืองที่ท่านพ่อเป็นเจ้าของที่ดิน ข่าวเรื่องของโจรป่าที่ตอนนี้กลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจในรายงานครั้งก่อน ทำให้ต้องระวังภัยกันเป็นพิเศษ การเดินทางล้วนแล้วแต่ไม่มีปัญหาใดๆ แม้จะมีโจรป่าเข้าปล้นบ้าง แต่พวกมันก็ไม่สามารถเข้ามาถึงตัวรถม้าได้เลยสักคนเดียว ส่วนหนึ่งเลยมันเป็นเพราะทหารกลุ่มนี้มีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากเด็กน้อยที่หลับอยู่ตลอดทางแอบช่วยด้วยเวทมนตร์ ผสมกับออร่าบัฟของเทพสงครามอยู่ห่างๆ หยุดก่อน!! เสียงของหัวหน้าองครักษ์กล่าวขึ้นมาเสียงดัง ก่อนที่เขาจะควบม้ามาทางรถม้าที่นายเหนือหัวของเขาอยู่“ท่านมาร์ควิสขอรับ... ข้างหน้ามีการต่อสู้อยู่ ท่านจะตัดสินใจเช่นไรดีขอรับ...” หัวหน้าองครักษ์กล่าวถาม....