เมิ่งหรูเม้มปากแน่น รีบเสนอความเห็น “ถ้าอย่างนั้น…เราก็รับซักเสื้อผ้าของทุกคนในจวนดีหรือไม่เ้าคะ? บ่าวไพร่จำนวนมากมายขนาดนั้นน่าจะมีผ้าให้ซักอีกนาน”
กวานซูเหยียนส่ายหน้าเล็กน้อย “ถ้าไม่ใช่ท่านแม่ทัพสั่ง เ้าคิดว่าคนพวกนั้นจะกล้าเอาเสื้อผ้ามาให้ข้าซักรึ? อีกอย่างเสื้อผ้าของบ่าวจะขายได้สักกี่อีแปะกัน”
นางหรี่ตาครุ่นคิด นึกถึงตอนที่นางเคยขอรับซักผ้าให้มารดาสามีมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถังฮูหยินกลับเห็นว่าเป็เื่ไม่เหมาะสม ขนาดฮูหยินใหญ่ยังไม่กล้าทำ บ่าวไพร่ในจวนยิ่งไม่มีทาง
จู่ๆ ดวงตาของหญิงสาวก็ทอประกายเจิดจ้า
“ข้าคิดได้แล้ว! ข้าจะไปขอเสื้อผ้าของท่านแม่ทัพมาซัก!”
เมิ่งหรูผงะใจนแทบหงายหลัง “ฮูหยินน้อย! ท่านแม่ทัพ? แต่…แต่ความสัมพันธ์ของท่านกับท่านแม่ทัพ…”
กวานซูเหยียนยกมุมปากขึ้นอย่างท้าทาย “เป็สามีภรรยากัน! ซักผ้าให้กันเป็เื่แปลกตรงไหนกันเล่า! เสื้อผ้าของเซียวหลิงเจา มีทั้งผ้าไหม ผ้าปัก ผ้าทอที่มีลวดลาย ย่อมมีราคาแพงกว่าผ้าม่านพวกนั้นเป็แน่!”
……….
อีกมุมหนึ่งในจวนสกุลเซียว เซียวหลิงเจาหมกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือมาถึงเจ็ดวันเต็ม โดยไม่ได้ก้าวออกจากจวนเลยแม้แต่ก้าวเดียว รวมทั้งจงใจไม่เข้าร่วมการประชุมขุนนางอย่างเปิดเผย
แต่หยางเหวิน ซึ่งยืนรับใช้อยู่ด้านหลังสังเกตเห็นว่าเ้านายไม่ได้มีสมาธิอยู่กับหนังสือเลยแม้แต่น้อย แต่เขามักจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างบ่อย ๆ ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
“ท่านแม่ทัพกังวลเื่ในราชสำนักหรือขอรับ” หยางเหวินเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่”
หยางเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้นท่านคงเป็ห่วงความปลอดภัยของฮูหยินใหญ่?”
“ไม่! ข้าสั่งให้ท่านหมอคอยตรวจสอบอาหารและสิ่งของทุกชนิดที่จะส่งไปให้ท่านแม่แล้ว”
หยางเหวินเกาหัวด้วยความงุนงง แต่ก็ปิดปากเงียบ
ในที่สุด เซียวหลิงเจาก็เป็ฝ่ายทนไม่ไหว เขาวางตำราในมือแล้วเอ่ยถามโดยไม่มองหน้าทหารคนสนิท
“ทางเรือนกูหยวน…เป็เช่นไรบ้าง?” คำถามเหมือนไม่ใส่ใจ แต่หูตั้งใจฟังทุกคำตอบ
หยางเหวินรีบรายงานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตก “ผิดปกติมากขอรับ! น่าสงสัยอย่างยิ่ง!”
เซียวหลิงเจาหรี่ตาลงสนใจในทันที “นางทำอะไร!”
หยางเหวินก้มตัวลงมากระซิบ “สาวใช้เ่าั้ดูเชื่อฟังฮูหยินน้อยมากเกินไป หากเป็เมื่อก่อน เวลามีสตรีคนใหม่เข้ามาในจวน พวกนางก็จะต้องมีเื่ตบตีกันไม่เว้นวัน แต่สตรีทั้งสิบสองคนกลับก้มหัวให้ฮูหยินน้อย และดูเหมือนจะชื่นชมนางกันมากด้วย! ท่านแม่ทัพไม่คิดว่าผิดปกติหรือขอรับ!”
เซียวหลิงเจาเอนหลังพิงเก้าอี้ ครุ่นคิดอย่างหนัก
เขาจำคืนเข้าหอได้ดี นางไม่เหมือนหญิงป่าเถื่อนจากเหลียงซานที่เขาเคยเห็น นางซื้อใจท่านแม่อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังทำให้สาวใช้ทั้งเรือนสงบเสงี่ยมลงได้ในเวลาไม่กี่วัน
ผิดปกติจริงๆ
“ใช้เล่ห์กลล่อลวงพวกนั้นงั้นหรือ?” เขาคิดอย่างหงุดหงิด
แต่หยางเหวินยังกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหวาดระแวงเต็มที่ “ข้าน้อยคิดว่าพวกนางอาจสมคบคิดอะไรบางอย่างกันอยู่นะขอรับ! หากปล่อยไว้เกรงว่าฮูหยินน้อยอาจคิดไม่ซื่อ ทางที่ดี..” เขาทำท่าเฉือนคอประกอบ
เซียวหลิงเจาหัวเราะจืด ๆ “ก่อฏด้วยสตรีสิบสองคน? นางโง่งมเช่นนั้นเชียวหรือ?”
ในจังหวะนั้นเอง ทหารเวรหน้าประตูก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ท่านแม่ทัพ! ฮูหยินน้อยมาขอพบอยู่ด้านนอกขอรับ!”
เซียวหลิงเจาเหลือบตามองไปทางประตูพลางยิ้มเย็น “ในที่สุดก็มา”
เขาคาดเดาไว้แล้วว่าสตรีผู้นั้นคงจะอดทนทำตัวเป็คนดีได้ไม่นาน การมาขอเข้าพบเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงเป็แน่ อยากรู้ยิ่งนักว่านางจะมาไม้ไหน!
“ให้นางเข้ามา”
ชั่วครู่ต่อมา ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างเล็กก้าวเข้ามาด้านในช้าๆ
กวานซูเหยียนเป็หญิงงามโดยแท้ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือกิริยาท่าทาง ทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวล้วนดึงดูดสายตาของผู้พบเห็นได้ไม่ยาก
สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันอยู่ครู่หนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือดวงตาคมที่เคยจ้องมองเขาด้วยความเคียดแค้นเอาเป็เอาตายในวังหลวงแคว้นเหลียงซาน บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็ความนอบน้อมและสงบเสงี่ยม จนแทบจะเป็คนละคน
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าเขา นางค้อมกายคำนับอย่างงดงาม “ท่านแม่ทัพ งานที่ท่านมอบหมายเสร็จสิ้นลงแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ที่เรือนกูหยวนไม่มีผ้าส่งมาซักเพิ่มอีก ข้าจึงอยากมาถามว่าท่านมีสิ่งใดจะให้ข้าทำอีกหรือไม่เ้าคะ”
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นเข้ามากระทบใจเซียวหลิงเจา เขาตั้งใจจะสร้างความลำบากให้นาง แต่กลับกลายเป็ว่านางไม่รู้สึกรู้สา ซ้ำยังมาของานเพิ่มโทษถึงที่!
“เ้าอย่ามาเล่นลิ้นกับข้า! เ้ากำลังตำหนิว่าข้าใจร้ายกับเ้าอยู่ใช่หรือไม่ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ อย่าได้อ้อมค้อม!”
กวานซูเหยียนกลอกตาแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ได้สิ! เช่นนั้นข้าก็จะขอพูดตรงๆ เลยแล้วกัน ข้าไม่มีอะไรจะทำก็เลยคิดจะมาขอเอาเสื้อผ้าของท่านไปซักด้วยตนเอง ได้หรือไม่เ้าคะ?”
หยางเหวินเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู ด้านเซียวหลิงเจาก็ไม่ต่างกันนัก คิ้วเขากระตุกเล็กน้อยด้วยความสงสัยก่อนจะเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
บางทีนางอาจคิดลอบสังหารตนด้วยการวางยาพิษในเสื้อผ้า!!
ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มเ็า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง หากนางกล้าทำจริงก็ดี! เขาจะได้มีข้ออ้างสังหารนางโดยที่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจเอาผิดได้!
ชายหนุ่มไม่้าเสียเวลาอีกต่อไป เขาตัดบทอย่างห้วน ๆ “ได้! เ้ากลับไปรอที่เรือนกูหยวน เดี๋ยวข้าจะให้คนนำเสื้อผ้าไปส่งให้”
กวานซูเหยียนแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าเซียวหลิงเจาจะยอมตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้ แต่ก็ดีมิใช่หรือ?
ขอเพียงได้เสื้อผ้ามีราคาของเขาไป นางจะใช้เหรียญทองเพิ่มจำนวนเสื้อผ้าเ่าั้เพื่อนำไปขาย นางต้องรีบสะสมเงินให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะหนีไปจากจวนแห่งนี้!
เมื่อร่างของกวานซูเหยียนลับหายไปจากห้องหนังสือ เซียวหลิงเจาก็ออกคำสั่งกับองครักษ์คู่ใจทันที
“นำเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วของข้าในหีบและในตู้ออกมาทั้งหมด แล้วเอาไปส่งที่เรือนกูหยวน”
แน่นอนว่าเขาไม่ส่งเสื้อผ้าใหม่ไปให้นางทำมิดีมิร้ายแน่! แม่ทัพหนุ่มหันไปกำชับหยางเหวินอีกครั้ง
“พอนางนำผ้าเ่าั้กลับมาส่ง เ้าต้องตรวจสอบให้ละเอียด ทางที่ดีให้หาพยานที่ไว้ใจได้มาร่วมตรวจสอบด้วย เราจะได้เอาผิดนางได้โดยไม่มีข้อกังขา”
เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “ข้าเชื่อว่านางต้องทำอะไรบางอย่างกับเสื้อผ้าเ่าั้อย่างแน่นอน”
……….
เจ็ดวันที่เซียวอ๋องไม่ย่างกายเข้าสู่การประชุมขุนนางแม้แต่ครึ่งก้าว และในวันที่แปด พระราชโองการให้แม่ทัพเซียวกลับไปเข้าร่วมประชุมก็มาถึง
ข่าวการตามตัวแม่ทัพเซียวแพร่ไปทั่วทั้งวังหลวงรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ขุนนางทั้งหลายต่างพากันลอบส่งสายตา แววตาเต็มไปด้วยความหวังจะเห็นความโกลาหลครั้งใหญ่
ชัยชนะในสนามรบทำให้เซียวหลิงเจาได้รับความชอบล้นหลาม แต่การหมางเมินราชสำนักต่อหน้าพยานทั้งแผ่นดิน ตลอดเจ็ดวัน คือการท้าทายอำนาจฮ่องเต้โดยไม่พูดแม้แต่คำเดียว!
ท้องพระโรงที่เคยเงียบงัน วันนี้กลับเดือดปุด ๆ ั้แ่ยังไม่เริ่มประชุม และเมื่อเงาของชายหนุ่มปรากฏขึ้นที่ทางเข้า ผู้คนก็พลันเงียบงัน ราวกับอากาศในท้องพระโรงถูกดูดออกไปจนหมด
เซียวหลิงเจาเดินเข้าสู่ใจกลางท้องพระโรงอย่างสงบ สายตาไม่เหลียวมองผู้ใด ทั้งที่รู้ว่าเื้ัมีคำซุบซิบและความสาแก่ใจนับไม่ถ้วน
“เซียวหลิงเจาถวายพระพรฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตายากหยั่ง เฉกเช่นผู้เชือดสัตว์ด้วยรอยยิ้มอย่างเมตตา แล้วตรัสเปิดฉากทันที
“เจ็ดวันที่ผ่านมาเหตุใดจึงไม่มาเข้าประชุม เ้ามิได้ป่วยไข้ใดมิใช่หรือ?” เสียงนั้นนุ่มนวล แต่ทุกคำร่วงลงหนักราวกับค้อนเหล็ก
เซียวหลิงเจาค้อมกาย “กระหม่อมทำให้ฝ่าาผิดหวังแล้ว วันนี้จึงตั้งใจมาขอรับโทษพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่กล่าวแก้ตัวสักคำ