“ต๊ายยย...หาเจอแล้ว”
ลูกสาวหันไปตามเสียงร้องแหลมของแม่พร้อมกับที่คุณอ้วนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เดินเข้าครัวมาทางประตูด้านในบ้านแม่แก้ววางถุงกับข้าวมื้อเย็นซึ่งเพิ่งซื้อกลับมาปรี่ไปจับชายผ้าไหมพรมที่เขาพันรอบคอไว้หลวม ๆ
“นี่อ้วนไปเจอที่ไหนแหม คิดถึงจังน้าเคยถือไม้เรียวคุม... อุ๊ย !”
“ของก็อย่างนี้ล่ะครับเวลาหาไม่เจอ อยู่ ๆ ก็มาเอง”
เขายิบตากับน้องเป็เชิงว่าช่วยปิดบังความลับให้ชิงเอามาให้เห็นก่อนน้าแก้วจะได้ไม่รู้ว่าลูกสาวซุกซ่อนผ้าพันคอไว้แทนที่จะส่งไปอังกฤษ
“ฮัดเช่ย! สงสัยหมกนานฝุ่นเยอะไปหน่อย” เขางึมงำ
หนูจ้าส่ายตามองช่องประตูหน้าต่างไม่เห็นร่างกลมป้อมผู้ต้องสงสัยจึงไปยังอีกห้อง พี่นุ่นกำลังเอกเขนกอยู่บนโซฟาและชูสองนิ้วให้ทันทีที่เห็นเธอปากขยับมุบมิบ “ฝีมือข้าเ้าเอง”
ก่อนหน้านี้ตอนสองแม่ลูกไปตลาดหล่อนได้ยินเสียงรถคุณอ้วนแล่นมารีบะโจากเ้าม้าหย่อนใจไปคว้าผ้าพันคอที่แอบรื้อมาเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วซุ่มดูคุณอ้วน เขาเมียงมองว่ามีใครอยู่บ้านบ้างไม่เห็นใครก็ลองเคาะหน้าห้องหนูจ้า พอผลักประตูเข้าไป ผ้าพันคอสีน้ำเงินอมเขียวก็พาดรออยู่ข้างเตียงเรียบร้อยด้วยฝีมือหล่อนเอง
“ไปตอกย้ำที่แม่เข้าใจผิดอีกหน่อยจะแก้ตัวยังไง” หนูจ้าบ่นเบา ๆ
“หยั่งดูท่าทีคุณอ้วน”พี่นุ่นว่า
พูดกันยังไม่จบความแม่แก้วเข้ามาบอกลูกสาวให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พี่อ้วนจะพาไปทานข้าวที่โรงแรม“นุ่นด้วย โมนล่ะมารึ... ว้ายยย !!!”
แววตาตื่นตระหนกของแม่แก้วจ้องไปหน้าบ้านโมนหน้าแตกยับเซมาเกาะขอบประตู หนูจ้าเข้าพยุงเขาลงนอนบนโซฟาพี่นุ่นคว้ากล่องปฐมพยาบาลมาช่วยส่งอุปกรณ์ คนเจ็บนอนนิ่งให้ทำแผลตอนปะกับพวกไอ้ดอนที่ชายหาด มันปากหมาเห่าลอย ๆใส่ก่อนว่าอยากเล่นของสูงก็ปีนขึ้นหลังคาสิวะ กินบนเรือนเสร็จจะได้ขี้รดหลังคาเลยลูกน้องมันประสานเสียงโห่ฮา เหม็นขี้หน้ามันเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเจอะไอ้ท่าสะบัดมือพรืดเดียวสั่งลูกกะจ๊อกถอยหลังเป็เ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ของไอ้ดอนเข้าไปนี่คันบาทายิก ๆ
“โอ้ย!!” เขาสะดุ้งโหยง นายจ้ากดสำลีชุบยาตรงโหนกแก้มดุว่าไอ้พวกนั้นเป็อันธพาลจะระรานไม่เลิก ไปแลกกับมันทำไมเขาเอาแต่อมยิ้มเลยโดนทุบอีกอั้ก “เจ็บตัวน่านอนยิ้มตรงไหน จ้าโกรธโมนจริง ๆ แล้วนะรักษาเนื้อรักษาตัวหน่อยสิ วันหลังเลี่ยงซะ โมนเป็อะไรเราแย่”
คุณอ้วนซึ่งละล้าละลังรอดูเผื่อคนเจ็บต้องไปโรงพยาบาลก้าวถอยไปโดยไม่มีเหตุผล ทำแผลเสร็จหนูจ้าลุกไปดูข้าวต้มที่แม่กำลังทำโมนกินแล้วจะได้ตามด้วยยาแก้อักเสบ ก่อนตามรุ่นน้องออกไปพี่นุ่นชำเลืองทิ้งท้าย คนเจ็บนอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขยับปากงึมงำเลยย่อลงฟังใกล้ ๆ
“ ‘จ้าโกรธโมนจริง ๆ แล้วนะ’ น่ารักจังเลย รู้งี้จะให้พวกมันกระทืบ ไม่สู้สักแอะ”
กำลังเคลิ้มได้ที่โมนได้ยินเสียงกระซิบข้างหู
“ตายเลยไหมจะให้ไอ้จ้าอาบน้าศพให้”
เช้าวันต่อมาโมนกะย่องกะแย่งไปทางนายจ้าที่เดินตรงมาจากทิศตรงข้าม รู้สภาพตัวเองฟ้องสิ่งที่ทำจึงหงอชะลอฝีเท้าอันที่จริงเขาเชื่อคำนายจ้าเตือน ความสุขของไอ้พวกนั้นคือได้เสพทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็คนดีไม่ได้เลยชอบเห็นคนทำต่ำ ๆ เหมือนตัวเอง เขาเดินหนีแล้วแต่ไอ้ดอนยั่วไม่เลิกสุดทนตรงลามปามถึงนายจ้า แหกปากว่าน้องหมอสุดที่รักกระสันหามันแอบนัดให้ไปหาสองต่อสองที่บ้านทุกเดือน ทุกวันนี้เลยไม่อยากกินข้าว อยากกินแต่ยอดข้าวเคล้ายอดดวงใจเขาโพล่งสวนว่าจะกินคลุกยอดเกือกด้วยไหม ทีนี้เลยกระโจนฟัดกัน !
โมนส่งนายจ้าติดรถเพื่อนบ้านไปทำงานแล้วคุณอ้วนที่อยู่หลังพวงมาลัยรถกระบะซึ่งจอดมองทั้งคู่ระยะห่าง ๆมาครู่หนึ่งก็บังคับรถเลียบตัวบ้านไปลานข้างหลัง ลงมานั่งบนม้าหย่อนใจขณะโมนเดินผ่านเขาร้องว่ากระบะที่เข้าอู่ซ่อมแซมตรวจสภาพเรียบร้อยจึงนำมาส่งชวนคุยต่อไปว่าทางเข้าบ้านไร่ค่อนข้างลึก กลางคืนหนูจ้ากลับยังไงที่นี่ฝนตกบ่อยด้วย
“สมัยเรียนมีกิจกรรมพิเศษนายจ้ากลับค่ำผมจะคอยไปรับตอนนี้ทำงานมีกลับดึกบ้าง แต่เวลาไหนนานยังไงผมรอรับได้”
“ดีที่มีโมนคอยดูอีกคนคงรู้จากน้าแก้วแล้วว่าผมเป็เหมือนพี่ชาย โมนเองก็ไม่ควรทำให้ห่วงหนูจ้าเดือดร้อนใจมากนะที่ไปมีเื่ นี่ถ้าเคยอยู่กับหนูจ้าตอนเล็กจะแปลกใจ”
พี่ชายยิ้มแล้วเล่า
มีอยู่วันหนึ่งเด็กหญิงจ้าย่องเข้าบ้านเจอะแม่แก้วถือไม้เรียวรอท่าแม่เห็นหน้าตาลูกมีาแก็รู้ว่า ‘ใช่เลย’ เ้าตัวเล็กถอยกรูดก่อนวิ่งหลุน ๆ ไปตามถนนหน้าบ้านพี่ชายเดินมาเห็นน้าแก้วกำลังไล่กวดน้องก็ช่วยกันไว้ เ้าเปี๊ยกไปหลบท้ายรถข้างทางโผล่หัวดูว่าพี่อ้วนจะสกัดแม่อยู่หรือไม่
ขณะนั้นบรรดาแม่ที่จูงลูกมารุมชี้หน้าบ้านส่งเสียงเอ็ดตะโรแม่แก้วต้องวิ่งหอบกลับไปรับหน้า แม่สี่คนเรียงหน้าพ่นใส่เป็ตับ
“ถือว่าเป็ลูกหลานเศรษฐีใหญ่จะมารังแกลูกชาวบ้านง่ายๆ เรอะ !”
“มีเงินจะเกะกะระรานใครก็ได้งั้นสิ!”
“ไหน! ลูกคุณอยู่ไหน เอาตัวไปซ่อนหรือเปล่า”
แม่ท้ายแถวดึงแขนลูกชายที่เกาะเอวอยู่ข้างหลังออกมาเผชิญหน้า
“เรียกมาดูผลงานตัวเองซิดูสภาพซิเนี่ย !”
เด็กชายอีกสามคนค่อยๆ โผล่หน้าจากหลังแม่กันสลอน บ้างตาปูดบ้างหัวโน แล้วหดกลับไปซุกหลังแม่ตามเดิมเด็กหญิงที่ซ่อนท้ายรถอาศัยจังหวะชุลมุนวิ่งจู๊ด ทางแม่แก้วชูไม้เรียวรับรองกับประดาผู้เสียหาย
“ไม่ต้องห่วงฉันกำราบลูกแน่ไม่งั้นโตมาเป็ไอ้หัวโจร”
“ไม่ต้องคุณ”แม่หัวแถวบิดหูลูกชาย “ที่ข้าถ่อมาเอาเื่ถึงบ้าน เด็กผู้หญิงตัวกระจิ๋วเท่านั้นเองเรอะ! วิ่งปรู๊ดไปโน่นน่ะ”
แม่อีกคนบิดแขนลูกหมับ“ไปโดนหนึ่งรุมสี่ เอ็งอย่าบอกใครเชียว ขายขี้หน้า !”
ฟังแล้วโมนร้องว่าถึงยังงั้นเชียวคนเล่าเลิกคิ้วถามกลับว่าหนูจ้าเรียบร้อยมากหรือเวลาอยู่กับโมน เ้าตัวรู้สึกแปร่งๆ กับคำถาม ส่ายศีรษะตอบไปว่า “ผมรู้แต่นายจ้าเป็เด็กดีกว่าใคร ๆที่จริงตอนวัยรุ่นน่าจะเที่ยวเล่นเฮฮาให้สมวัยกว่านั้น”
จบการสนทนาภารินธรเข้าครัวสิ่งที่โมนพูดฟังแปลกหูเช่นเดียวกับที่โมนดูสนเท่ห์เมื่อได้ยินเื่นักเลงจ้าจากเขาน้าแก้วหันจากอ่างล้างจาน เขาทักทายแล้วออกปากว่าหนูจ้าดูเปลี่ยนไปมาก
ผู้เป็แม่ยิ้มนิดๆ “รายนั้นตรงกันข้ามกับอ้วน ตอนเจอใหม่ ๆ ภายนอกอ้วนดูแปลกไปแยะเชียวเพราะตอนไปน้ายังเห็นอ้วนเป็เด็ก ๆ เจออีกทีเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแต่เผลอแป๊บเดียวก็รู้สึกว่าอยู่กับอ้วนคนเดิม ส่วนหนูจ้าดูภายนอกไม่ค่อยเปลี่ยนแต่ภายใน...น้าก็บอกไม่ค่อยถูก”
ชายหนุ่มตั้งใจฟังน้าแก้วเล่าพลางจัดมื้อเช้าให้
“อยู่ดีๆ เลิกเกะกะเกเรไม่เล่นแผลงเหมือนสมัยเล็ก ๆ คนเขายิ่งว่าถูกตามใจจนเสียเด็กซ้ำเรียนก็ปลายแถวน้าเคยกลุ้มใจไปให้หลวงพ่อท่านดูว่าหนูจ้าโตขึ้นจะเป็ยังไง อ้วนจำได้ไหมเราไปด้วยกัน”
“ครับหลวงพ่อพูดแค่ว่าหนูจ้าเป็เด็กฉลาดคิด”
“ทีแรกน้านึกเถียงในใจฉลาดแต่ซนให้ปวดหัวน่ะสิ สงสัยเพราะไม่มีอ้วนอยู่ให้แกล้งไม่มีลุงอู๋ให้ท้าย น้องเลยหายซ่าไปแยะ”
“จริงๆ หนูจ้าเป็เด็กหัวดีนะครับ ตอนเล็ก ๆ ติดเล่นหน่อยเท่านั้น”
คราวนี้แม่หัวเราะเต็มเสียง“ไม่หน่อยล่ะจ้ะ อ้วนน่ะเข้าข้างน้อง เราก็รู้เ้าเปี๊ยกเล่นเอาป่วนไปหมดแต่สุดท้ายจริงอย่างหลวงพ่อท่านว่า รู้สึกจะ่ก่อนขึ้น ม.ปลายเขาเรียนดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้เป็เด็กดีผิดหูผิดตาแทบจะชั่วข้ามคืนได้ยังไงขวนขวายไปสอบเทียบได้อย่างที่อ้วนรู้นั่นแหละ”
ชายหนุ่มอมยิ้ม“แต่ยังหัวดื้อไม่เปลี่ยน”
“นั่นแหละเขาดื้อแต่เป็เด็กดี มองหนูจ้าตอนนี้น้ายังว่าอัศจรรย์ แต่บางทีน้าก็คิดถึงเด็กเกเรคนนั้น”
หลังมื้อเช้าภารินธรร่ำลาน้าแก้วระหว่างทางไปสนามบินภาพของเด็กหญิงยิ้มทะเล้นเห็นฟันหลอลอยมาวันนั้นเด็กชายอ้วนอาสาน้าแก้วไปตามหาและเจอน้องนั่งแกว่งชิงช้าหงอย ๆในสนามเด็กข้างสวนสาธารณะ เขาลงนั่งชิงช้าอันข้าง ๆ สอนน้องที่เนื้อตัวฟกช้ำว่ามีเื่กับคนอื่นมันไม่ดีมีแต่เจ็บตัวแล้วชวนกลับไปทำแผล รับประกันพี่อยู่ด้วยแม่ไม่ตี
ไม่ทันไรคู่กรณีทั้งสี่พาพี่โผล่มายืนจังก้าเป็หน้ากระดานเด็กหญิงแลบลิ้นแผล็บให้ ฉวยมือพี่วิ่งหน้าตั้งหนีฝูงเด็กไล่จี้หลังเขาพาน้องหัวซุกหัวซุนไปหลบที่บ้านตัวเองแม่เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็คนก่อเื่ น้องอาศัยหลังพี่ชายกำบังสายตาตำหนิ
ไม่นานรถจากบ้านรังษิภักดีมารับแม่แก้วถือไม้เรียวรอ เ้าตัวเล็กซอกซอนหนีไวเป็ลิงทั่วบ้าน แม่หอบแฮก ๆโวยลั่นว่าคดีแรกไม่ทันชำระ ยังลากพี่อ้วนไปเอี่ยวจนเกือบโดนเด็กในตลาดรุมเอาคุณหญิงโทร.มาบอก ฉันขายหน้าแทบมุดกระบอกโทรศัพท์
คดีตะลุมบอนจบลงด้วยเด็กชายถูกกักบริเวณเวลานั้นครอบครัวเอื้อบุญยังอยู่บ้านไม้สองชั้นของปู่กับย่าเขาอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำการบ้าน หัวน้องโผล่พรวดตรงต้นไม้ข้างหน้าต่าง เหยียบหลังคาปีนแผล็บเข้าห้อง
พี่ชายพุ่งไปรับ“เป็ยังไงบ้างหนูจ้า”
“แม่ตี”เ้าตัวเล็กยิ้มแก้มพองเป็ลิง ล้วงถุงจากกระเป๋าสะพาย “ขนมกล้วยแม่ทำไว้แต่มีเื่ซะก่อน จ้าเอาส่วนของพี่อ้วนมาให้”
“อย่าเลยหาเื่หนีแม่มาล่ะสิ”
เด็กหญิงขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียงหันมองหน้าต่างที่เปิดโล่ง
“ไม่เบื่อเหรออยู่แต่ในห้องไม่ปีนออกไปล่ะ”
“เบื่อเหมือนกันแต่พี่ทำผิดจริงต้องอยู่ยอมรับผิดสิ จนกว่าถึงเวลาข้าวเย็น”
น้องเบ้ปากไม่เห็นด้วย
มีเสียงเรียกจากหน้าประตู“อ้วนลูก...ทำอะไรอยู่”
พี่สะดุ้งรีบรวบขนมไปซ่อนน้องกระโจนข้ามเบาะไปตกตุ้บหลบซอกข้างเตียง
หนูจ้าคนนั้น...หายไปไหน
ขณะก้าวเท้าไปตามทางทอดสู่เครื่องบินภารินธรรู้สึกโหวง ๆ ในใจ พิศวงตัวเองว่าไม่วายใจหายทุกครั้งยามต้องไปจากที่นี่
และเขาคิดถึงเด็กคนนั้นเช่นเดียวกับน้าแก้ว